ตอน (ุ8)

เมื่อคณะกรมการเมืองจัดการประชุมขยายวงขึ้นที่เขตดงหลวง อำเภอนาแกในปี 2506 ก็มีมติให้ “ประเสริฐ เอี้ยวฉาย รับผิดชอบงานในพระนคร รวมทั้งควบคุมการเงิน และการขนส่งของพรรค” (หน้า 399) แต่ต่อมาประเสริฐก็ถูกจับในปี 2513 พรรคจึงมอบหมายให้ อุทัย เทียมบุญเลิศ “มารับผิดชอบในเขตพระนครแทน” แต่ต่อมาอุทัยและถนอม ปุยนภาก็ถูกจับในปี 2515 (ตามคำของสุธาชัย)
หลังจากนี้ คุณมาโนช เมธางกูร หรือคุณประโยชน์ขึ้นมารับผิดชอบแทน และมีคุณสมพงษ์ อยู่ณรงค์ เป็นผู้ช่วย แต่ทั้งสองต้องสร้างงานเองเพราะคุณอุทัยถูกจับเสียก่อน ไม่ทันได้มอบงานให้ การถูกกวาดล้างบุคคลสำคัญในเมืองเช่นนี้ ทำให้ผลสะเทือนของพรรคในพระนครหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก เนื่องจากต้องเน้นงานปิดลับมากยิ่งขึ้น คุณประโยชน์จึงพยายามผลักดันเรื่องการเผยแพร่แนวคิดสังคมนิยมที่จะส่งผลกระทบทางความคิดต่อขบวนการนักศึกษา (หน้า 413)
สุธาชัยอธิบายว่า ด้วยเหตุนี้ พคท. จึงมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายขบวนการนักศึกษาในช่วงก่อนที่จะเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 ตลอดจนกระแสการต่อสู้ในเมืองในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างน้อย เพราะเพิ่งได้รับความเสียหายจากการถูกปราบปรามเมื่อครั้งที่อุทัยและถนอมถูกจับกุม นอกจากนี้ ในช่วงเวลานั้น พรรคยังมีความคิดชี้นำว่า การต่อสู้ในเมืองไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ต้องเป็นแนวทางชนบทล้อมเมืองเท่านั้น จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานของพรรคพยายามที่จะไม่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในเมือง แต่กระนั้น ในขบวนการนักศึกษาเองก็มีหน่วยงานในเมืองของพรรคแทรกอยู่ในบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนงานของ มาโนช เมธางกูร หรือ “ลุงประโยชน์” ที่อาศัยการเชื่อมประสานกับ เทพ โชตินุชิต หัวหน้าพรรคแนวร่วมเศรษฐกร และ ฟัก ณ สงขลา ทนายความฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งหน่วยพรรคในเมืองอีกหลายหน่วย ซึ่งได้แก่ หน่วยงานของ ประวุฒิ ศรีมันตระ ที่ขยายเข้าสู่กลุ่มนักคิดรุ่นใหม่ กลุ่มเยาวชนนักเรียนและงานนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่ง ผสม เพชรจำรัส เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ นอกจากนี้ ก็ยังมีสายงานอื่นของพรรคเข้าไปทำงานจัดตั้งนักศึกษาด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสภาพการทำงานในเมืองของพรรค เมื่อไม่มีการรวมศูนย์ของสายงานและไม่มีการประสานงาน สายงานแต่ละสายจึงเป็นอิสระจากกัน ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสียหายจากการปราบปรามนั่นเอง (หน้า 427-428.)