ตอน (2)

จรัล ดิษฐาอภิชัย เล่าว่า “หลังจากตามหาพรรคคอมมิวนิสต์ฯ มาหลายปี บ่ายวันหนึ่งในต้นปีั พ.ศ.2516 ขณะผมเดินผ่านหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชายแต่งตัวเสื้อผ้าค่อนข้างเก่า เดินทางทักทายผมและชวนผมไปคุย เขาบอกว่าได้ติดตามผมมาตั้งแต่สภาหน้าโดม เห็นว่าผมมีความคิดปฏิวัติ ทางสายจัดตั้งมอบหมายให้มาติดต่อชวนเข้าร่วมสายจัดตั้ง ผมฟังแล้วคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่ไม่ค่อยแน่ใจ อาจเป็นสันติบาลก็ได้ เขาขอนัดพบครั้งต่อไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู พบกันครั้งที่สอง ผมได้รับเอกสารคือ ข่าวสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) สถานีวิทยุของ พคท. และคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความลับ จากนั้นก็นัดกันทุก 15 วัน แต่ละครั้ง พี่จะมีข่าวมาคุย ต่อมา ทางสายจัดตั้งเปลี่ยนคนมานำ อายุเกือบ 50 ปี แต่งตัวปอนๆ ต่อมา รู้ชื่อจริงว่า สมพงษ์ อยู่ณรงค์” (หน้า 79)
ในช่วงปี 2517 “ด้านการจัดตั้ง ผมเริ่มมีสายจัดตั้งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชียงใหม่ มหิดล เป็นนักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมกันมา พวกเขาตื่นตัว รู้ลัทธิมาร์กซด้วยตนเองมาระดับหนึ่ง เพียงแค่ไม่รู้หลักการ วิธีการการเคลื่อนไหวปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์” (หน้า 96) เมื่อเข้าสู่ปี 2518 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พคท. เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลทางความคิดต่อขบวนการนักศึกษามากขึ้นนั้น จรัลเล่าว่า ในช่วงเวลานั้น “สายจัดตั้งของผมขยายได้ค่อนข้างมาก ในกรุงเทพฯ มีสายของสมชาย หอมลออ สายของธนศักดิ์ ฤกษ์เจริญพรในสหพันธ์นักศึกษาเสรีฯ สายวุฒิพงษ์ เลาหไพโรจน์ ในมหิดล ที่ภาคเหนือ มีสายของนิสิต จิรโสภณ ส่วนในพรรคสังคมนิยมฯ ผมยึดหลักการแนวร่วม ไม่พยายามจัดตั้งใคร แต่ผู้นำพรรคส่วนใหญ่คาดเดาออกว่าผมเป็นใคร ช่วงนั้น สหายประโยชน์เอาระเบียบการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมาให้อ่าน ทำพิธีรับผมเป็นสมาชิกพรรค” (หน้า 107.) ต่อมาในปลายปี 2518 จรัลเล่าว่า “สายจัดตั้งของ พคท. สามารถยึดกุมการนำของกลุ่มและองค์การในขบวนการนักศึกษาประชาชน สายจัดตั้งของผมมีบทบาทใน ศนท. ในสหพันธ์นักศึกษาฯ ศูนย์ประสานงานกรรมกร แต่ผู้นำสำคัญ เช่น เสกสรร ธีรยุทธ เทียนชัย พยายามรักษาความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสายจัดตั้งของ พคท. เสกสรรค์มักล้อผมว่า ต้องฟังคำสั่งจากพรรคก่อน จึงจะทำอะไร” (หน้า 115) ต่อมาเมื่อเสกสรรค์กับเพื่อนๆ “อยากเปลี่ยนเวทีต่อสู้ ขอเข้าป่า” เสกสรรค์ก็ติดต่อกับพรรคผ่านจรัล (หน้า 116)