ตอน (ุ13)

บันทึกความทรงจำของ “สหายสม 196” นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเคยเป็นผู้ปฏิบัติงานของ “สหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย” (ความจริงแล้ว โพสต์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่สัมพันธ์กับ พคท. มากกว่า) ในบันทึก สหายสมเล่าว่า
“ปี พ.ศ.2517 นักศึกษากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทยขึ้น ออกเคลื่อนไหวกรรมกรชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศ …ปลายปี 2518 ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนที่ดุเดือดแหลมคม ขบวนการนักศึกษาถูกกล่าวร้ายโจมตีอย่างหนัก….ขบวนการขวาพิฆาตซ้ายของกลุ่มอันธพาลการเมืองเร่ิมปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำชาวนา กรรมกร นิสิตนักศึกษา และมีการคาดการณ์กันว่า เผด็จการกำลังจะกลับมา ผู้ปฏิบัติงานนักศึกษาของสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย เห็นภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นกับขบวนการต่อสู้ของประชาชนในสถานการณ์ดังกล่าว หนทางการต่อสู้ ตามยุทธศาสตร์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ จึงเป็นสิ่งถูกต้อง และเป็นหนทางเดียวที่จะตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่งที่หยิบยื่นความรุนแรงแก่ประชาชนได้ ด้วยความเชื่อดังกล่าว จึงมีการตระเตรียมการต่อสู้ ประสานกับสายจัดตั้งของ พคท. ซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองอันเดียวกัน โดยส่งผู้ปฏิบัติงานส่วนหนึ่งเข้าศึกษางานการเมืองและการทหารในเขตเขาค้อ ตระเตรียมคนเพื่อการสร้างเขตงานใหม่ประสานกับการต่อสู้ของเขตงานอื่นๆ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วทุกภาคของประเทศ” (หน้า 20)
“ราวเดือนสิงหาคม 2518 หลังกรณีกระทิงแดงบุกเผาธรรมศาสตร์ ผมกลับมาอยู่กรุงเทพฯ จึงได้รับรู้ความเป็นไปต่างๆ ของขบวนการนักศึกษา พวกเพื่อนๆ มีความคิดกว้างไกลกว่าผมเพราะเขามีโอกาสได้เรียนรู้ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนปี 2517 ตอนที่ผมออกสู่ชนบทใหม่ๆ พวกเขาทั้งกลุ่มเช่าบ้านรวมกันแถวซอย 114 ถนนลาดพร้าว ส่วนคนที่มีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็จะแวะเวียนมาหา เพื่อพูดคุย ประชุม ศึกษา ตามแต่โอกาส พวกเรามีการใช้ชีวิตรวมหมู่กันรักใคร่สนิทสนม เพราะเกือบทั้งหมดเร่ิมหลอมความคิดไปในทางเดียวกัน ช่วงนั้นบางคนเข้าสายจัดตั้งในเมืองขององค์กรสันนิบาตเยาวชนไทยของ พคท. แล้ว” (หน้า 59-60)
สหายสมยังเล่าด้วยว่า ขณะที่เขาและเพื่อนๆ เข้าไปทำงานอยู่ที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิในช่วงประมาณกลางปี 2519 นั้น “การปล่อยข่าวจะจัดการพวกนักศึกษาให้หมดไปจากหนองบัวแดง ก็ดังหนาหู แม้มวลชนจะพยายามปกป้องเรา แต่ก็ไม่อาจประกันความปลอดภัยได้ เพราะสถานการณ์โดยรวมเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถึงตรงนี้ พวกเราจึงถอนกำลังออกจากหมู่บ้านต่างๆ ในหนองบัวแดงและไปประชุมตกลงกันที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงานเคลื่อนไหวมวลชนในจังหวัดชัยภูมิ ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ถึงเวลาที่เราต้องเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ โดยทุกคนต้องแยกย้าย จัดหน่วยใหม่ ทำงานปิดลับ ผมไม่รู้ว่าพวกเขาได้เตรียมการกันมาก่อนขนาดไหน เพราะการทำงานของเราจะไม่ข้ามสาย ‘สัมพันธ์ขวาง’ กันและกัน” (หน้า 73-74)