หลังจากที่ผมเขียน “คำตาม” ในหนังสือ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง ประชาธิปไตยในระดับนิสิตนักศึกษา” ของเนติวิทย์เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอให้ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ช่วยอ่านและช่วยเสนอแนะประเด็นเพิ่มเติม สุดท้ายแล้วข้อเสนอแนะของเขานั้นยาวและน่าสนใจ จนผมเห็นว่าน่าจะเขียนเป็นอีกบทความได้ ผมจึงขอให้เขาเรียบเรียงเป็นบทความสั้นๆ เพื่อจะนำเอามาลงต่อจากบทความของผม
บทความต่อไปนี้ มีลักษณะเป็นส่วนตัว และรุนแรงกว่าที่ผมเขียนอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด ผมเอามาลงในบล็อกนี้ เพราะเห็นว่ามีลักษณะต่อเนื่องกับโพสต์ผม และคิดว่าการวิจารณ์ลักษณะนี้ คงมีประโยชน์อยู่บ้าง ดังที่คุณ “แอ็ปเปิ้ลเขียว” ได้ทิ้งทายเอาไว้ว่า “การจะเรียกเขาว่าเป็นฮีโร่นักประชาธิปไตยจึงต้องควรตระหนักดีๆ สังคมไทยควรจะต้องตั้งคำถามกับเนติวิทย์มากๆ”
ความเคลือบแคลงสงสัยต่อเนติวิทย์
แอ็ปเปิ้ลเขียว
ชื่อของ ‘เนติวิทย์’ เป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย จึงไม่แปลกที่ว่าจะมีคนรู้จักมาก โดยเนติวิทย์เป็นคนโด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อย มีบทสัมภาษณ์อออกมาอย่างสม่ำเสมอที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จักกับเขายิ่งขึ้น ทั้งเขาพึ่งได้รับเชิญไปร่วมกล่าวปาฐกถาในงาน Oslo Freedom Forum ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ อันเป็นเสมือนกับว่าเขาได้ไปกล่าวแนะนำตัวเองมาว่าทำอะไรบ้างตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนกระทั่งเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ตามคำพูดที่เขาชอบพูดอยู่เสมอๆว่า “เป็นนักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” แต่ข้าพเจ้ากลับคิดว่าเนติวิทย์เองมีประเด็นที่ชวนฉงนสงสัยด้วยไม่น้อย โดยได้นำเสนอถึงความไม่น่าไว้วางใจต่อตัวเขาผ่านข้อเขียนดังต่อไปนี้
-
ชื่อเสียงและผลงาน
เท่าที่ได้ติดตามมา เนติวิทย์มีชื่อเสียงมาจากการเคลื่อนไหวยกเลิกทรงผมนักเรียนตั้งแต่เขาอยู่ชั้น ม.4 หลังจากนั้นก็ได้มาตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษา จนทำให้เขาเป็นที่สนใจอยู่พักหนึ่งว่าเป็นนักเรียนที่ออกมาต่อต้านระบบการศึกษาที่เป็นอยู่และคงหมายมั่นว่าจะทำงานทางด้านการศึกษาต่อไป จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬา เนติวิทย์ก็ไม่ได้มีการมาสนใจเรื่องการศึกษาอีก เพียงแต่ว่ากล่าวย้อนถึงว่าตนเองเป็น “อดีตนักเรียนเลว” เท่านั้น
ผลงานต่อเนื่องของเนติวิทย์ในจุฬาฯ คือการเสนอยกเลิกพิธีกรรมถวายสัตย์ที่มีลักษณะก้มกราบ พิธีกรรมนี้ให้น้องใหม่ปี 1 เข้าร่วม โดยได้ใช้วิธีเดินออกทั้งสองปี (ปี 2559 กับปี 2560) โดยปีหลังสุด เนติวิทย์มีตำแหน่งเป็นประธานสภานิสิตที่ผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมจากสมาชิกสภานิสิต จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เมื่อโดนมหาวิทยาลัยสั่งตัดคะแนนความประพฤติ เนติวิทย์ก็ได้ใช้รายชื่อนักวิชาการในโลกตะวันตกดำเนินการประท้วงกับทางจุฬา โดยกระทำราวกับว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายถูก เรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเนติวิทย์พูดแต่เฉพาะด้านที่ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้น และไม่พูดความจริงทั้งหมด กลับยิ่งทำให้เขาเป็นคนลับลวงพรางในที่สุด
เมื่อมีข่าวว่าเขาพิมพ์หนังสือออกขาย ข้าพเจ้าก็เห็นว่าเกี่ยวกับเรื่องคนรุ่นใหม่ซึ่งคล้ายๆกับว่าคือพวกเขา กับการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การพิมพ์หนังสือขายหากไม่กล่าวยกย่องกันจนเกินไป ก็ต้องควรจะไปดูถึงคุณภาพเนื้อหาด้วยว่าทำได้น่าอ่าน เขียนดี คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อการซื้อหาเอามาเก็บหรือไม่ มิใช่เพียงแต่ว่าจะเป็นการขายของให้กับเขาเท่านั้น
-
พฤติกรรม
ข้าพเจ้าคิดว่าเนติวิทย์ถอดแบบมาจาก ส.ศิวรักษ์ และได้ใช้วิธีการแบบ ส.ศิวรักษ์ ทั้งการทำอะไรพูดอะไรตามใจตัวเอง การไม่คงเส้นคงวา อ้างสิ่งที่ไม่ควรอ้างมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง และที่สำคัญคือการเป็นขวาแบบพุทธ แต่เท่าที่ได้ยินมาคือ ส.ศิวรักษ์มีแง่ดีคือเป็นคนที่โอบอุ้มช่วยเหลือคน ตรงจุดนี้เนติวิทย์อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้
พฤติกรรมของเนติวิทย์มีผู้ที่ทำงานร่วมกันในสภานิสิตได้เขียนเล่าไว้ดังนี้ และได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำหมิ่นประมาทต่อเขา จึงขอคัดข้อเขียนที่เผยแพร่ของผู้ที่เคยทำงานด้วยกับเขามาลง
“เพื่อนคนหนึ่ง เล่าว่า องค์กรแห่งหนึ่ง มีหัวหน้างานคนนึง ลูกน้องรวมกว่าสี่สิบคน ไม่มีค่าตอบแทนการทำงาน
ก่อนรับตำแหน่งงาน ทุกคนต้องยอมรับความเห็นต่างได้ แต่ถ้ามีใครเห็นต่าง เขาจะโดนด่าทันที ที่เสนอความเห็น และคนที่ไม่ยอมรับความเห็นต่างก็โดนด่าซ้ำโดยไม่ทันฟังเหตุผลของความเห็นเช่นนั้น นี่คือพฤติกรรมของผู้นำที่ดีหรือ
หัวหน้าจะแก้ปัญหาในชุมชนต่าง ๆ วัน ๆ คิดแต่ประท้วง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครตาม สำคัญตัวเองว่าเป็นบุคคลสำคัญระดับประเทศ แต่เขาไม่คิดจะชะโงกดูเงาเขาเองเลย ว่าแค่คนในองค์กร ยังแก้ปัญหาอะไรให้ไม่ได้ นอกจากเอะเอะก็เสวนา แต่ทุกครั้งที่จัดเสวนา คนก็มาแค่ร้อยละสิบของเป้าที่ตั้งไว้ นี่หรือผู้แก้ปัญหา
หัวหน้าอ่านหนังสือและเจอประโยคเด็ด ๆ ก็คัดลอกทั้งประโยคมาใส่ และทำเสมือนหนึ่งเขาคิดและเรียบเรียงคำ วลี หรือประโยคเหล่านั้นขึ้นมาเอง
คนที่ไม่ได้อ่านหนังสือเฉพาะทาง คงเข้าใจว่าหัวหน้างานเขียนขึ้นเอง แต่คนที่อ่านหนังสือพวกนี้มาก ๆ ก็รู้กันแก่ใจอยู่แล้วว่า เขาชอบคัดลอกประโยคเหล่านั้นมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองเป็นผู้มีความรู้
หัวหน้าพร่ำเพ้อว่าอยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจวิทยาการต่าง ๆ ที่เขาอยากให้คนรุ่นใหม่รู้ ในมุมมองของเขา แต่ถึงกระนั้น เมื่อมีคนมาถามเขาว่า องค์ความรู้เหล่านั้นคืออะไร กลับไม่สามารถอธิบายได้เลย แถมไล่ให้คนที่มาถามไปอ่านเอง นี่หรือผู้มีความรู้
หัวหน้างานเคยบอกว่ามีอะไรให้ต่อสู้ ถ้าไม่ผิดก็สู้ให้ถึงที่สุด แต่เท่าที่ผู้เล่าทราบมา ทุกครั้งที่หัวหน้าไม่พึงพอใจใคร ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าหัวหน้างานถูกหรือผิด ถ้าหัวหน้างานไม่พอใจจนอยากด่าคนนั้น เขาให้บุคคลที่สามมาด่า จนผู้เล่ามองว่า พฤติกรรมของหัวหน้าคนนี้แสดงทั้งความไม่กล้าสู้คนและดีแต่ปากในคนคนเดียว
หัวหน้างานเคยพูดว่า “คนมีการศึกษา พูดอะไรต้องรับผิดชอบ” และก่อนรับตำแหน่ง เขาบอกว่า จะช่วยแก้ปัญหาให้คนในชุมชนนั้น แต่เมื่อมีผู้ร้องเรียนอะไรกับเขา เขากลับไม่สนใจใยดีกับผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาเลย แม้แต่คนภายในองค์กรร้องเรียนเองก็ตาม นี่หรือคนรับผิดชอบ นี่หรือคนเห็นแก่ส่วนรวม
มีคนว่าองค์กรแห่งนี้ เพราะครั้งหนึ่งบุคคลภายนอกโทรผิดมาที่องค์กร หัวหน้างานกลับเหวี่ยงโทรศัพท์ใส่สายที่โทรเข้ามา นี่หรือผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี
หัวหน้างานอยากให้คนอื่นมองว่าเขาทำอะไรเป็นเยอะแยะ แต่หลายครั้งที่มีคนช่วยให้เขาทำอะไร เขากลับอ้างว่าไม่เหมาะแก่งานนั้น มีสิบงาน ถ้าผู้เล่าเข้าใจไม่ผิดก็อ้างสิบงาน ทั้งที่งานนั้นไม่ได้ใช้พละกำลังหรือความสามารถเฉพาะทางเท่าไหร่เลย ถ้าไม่เรียกคนขี้อ้าง ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว
หัวหน้างานชอบพูดชื่นชมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าทรงเลิกทาส เมื่อราว ๆ ร้อยกว่าปีที่แล้ว แต่เขาใช้ลูกน้องไม่ต่างจากแรงงานทาสเลย
หัวหน้างานชอบสถาปนาตัวเองว่า เป็นนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่เขาสร้างกลุ่มลับไว้คุยงานองค์กร ที่มีคนเพียงครึ่งเดียวที่อยู่ข้างเขา แถมเท่าที่ทราบมา เมื่อคนในกลุ่มเห็นต่างหรือไม่ร่วมมือกับเขา เขาเตะออกเลย คุณจะยอมให้คนคนนี้มาเคลื่อนไหวสังคมหรือ
หัวหน้างานชอบอ้างว่า เขาเป็นวิญญูชน แต่ผู้เล่าก็ไม่เข้าใจว่าวิญญูชนประเภทไหนมีสันดานเห็นแก่ตัว มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ขี้แถ ขี้อ้าง ผู้เล่าก็สงสัย ว่าหัวหน้างาน เป็นวิญญูชน หรือ อุบาทว์ชนกันแน่
หัวหน้างานเคยด่าว่า ผู้นำประเทศบางคน ดีแต่ปาก แต่เขาไม่ต่างจากผู้นำประเทศที่เขาว่าเลย เผลอ ๆ เป็นหนักกว่าด้วยซ้ำ
ผู้เล่าก็ได้ข่าวว่า ลูกน้องบางคน บ่นว่าหัวหน้าบริหารงานไม่เป็น มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี สั่งงานไม่เป็น แถมจิกใช้เรื่อย ๆ แต่ไม่มีลูกน้องคนไหนจะออกจากองค์กรของผู้นำคนนี้บ้างหรือ จะยอมเขาไปอีกนานแค่ไหน ถ้าไม่ทำตามหัวหน้าคนนี้ จะมีผลอะไรกับชีวิตบ้างไหม ทำไมต้องยอมให้เขาจิกใช้งาน ทำไมต้องทำตามหัวหน้าคนนี้ หัวหน้าคนนี้ มีดีอะไรที่เราจะต้องทำตามเค้า”
แต่เพื่อความเป็นธรรมของเนติวิทย์เอง หากข้อเขียนเหล่านี้ไม่เป็นจริงเกี่ยวกับตัวเขา ก็ใช้วิธีอ่านข้ามๆไปได้
อย่างไรก็ดีก็ชวนนึกถึงพฤติกรรมนิสัยส่วนตัวของเนติวิทย์ กรณีหนึ่งที่เขาเคยทำคือการโพสเฟชบุ๊กประกาศว่าตัวเองแอดมิดชั่นไม่ติดคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แต่หลังจากนั้นไปหนึ่งวัน เขาได้มาเฉลยว่าเขาสอบติดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ!! ซึ่งเมื่อนำมาเทียบคะแนนแล้วก็ถือว่าอยู่ในระดับพอๆกัน หากสอบติดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯก็น่าจะสอบติดคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ด้วย การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่สมควรทำ
หรืออย่างที่ข้าพเจ้านึกไม่ออกว่าเหตุใดเนติวิทย์กลายเป็นจุฬาism เต็มที่ โดยใส่ชุดนิสิตกับเสื้อยืดจุฬาตลอดเวลา หรือแม้แต่ไปเกณฑ์ทหารยังต้องแต่งชุดนิสิตผูกเนคไทจุฬา สำหรับข้าพเจ้าเห็นว่ามันย้อนแย้งไม่น้อย ที่ใครๆมองว่าเขาเป็นแบบเสรีนิยม
-
การประเมิน
หากจะประเมินถึงเนติวิทย์แล้ว ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเขาเป็นนักปฏิรูปหรือปฏิวัติ หรือเขามีอุดมการณ์การเมืองแบบเสรีนิยมตามภาพลักษณ์ภายนอกที่ต่อต้าน คสช. เท่าที่สังเกตติดตามดูคือเขาเป็นอนุรักษ์นิยมรุ่นใหม่ แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าเนติวิทย์คิดและทำกับอะไรจริงๆจังๆ เท่าที่เห็นคือเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไปทางที่ตัวเองจะได้ประโยชน์ ด้วยวิธีการ “ฉายเดี่ยว” เล่นประเด็นตามที่ตนเองต้องการ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าการที่เขาไปวิจารณ์คนอื่นๆ มันจะเข้าเนื้อตัวเองบ้างหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ควรด่วนที่จะหลงชื่นชมเขาตอนนี้
ต่อไปข้างหน้า การจะเรียกเขาว่าเป็นฮีโร่นักประชาธิปไตยจึงต้องควรตระหนักดีๆ สังคมไทยควรจะต้องตั้งคำถามกับเนติวิทย์มากๆ เพื่อหวาดระวังไม่ให้น่ากลัวจนเกินไป