เยี่ยมบ้านชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่ประเทศอังกฤษ

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมนำเสนอโปสเตอร์ในงานประชุมวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอกและนักวิจัยปริญญาเอกที่สถาบันฟรานซิส คริกค์ (Francis Crick Institute) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ. สถาบันนี้ตั้งตามชื่อหนึ่งในผู้เสนอโครงสร้างโมเลกุลของดีเอ็นเอ เจมส์ วัตสัน (James Watson) และฟรานซิส คริกค์.

สถาบันฟรานซิส คริกซ์ (Francis Crick Institute) – ภาพจาก https://www.crick.ac.uk/our-building/architecture/
เจมส์ วัตสัน (ซ้าย) และฟรานซิส คริกค์ (ขวา) กับแบบจำลองโมเลกุลดีเอ็นเอ – ภาพจาก http://blogs.nature.com/freeassociation/2014/04/happy-dna-day.html

งานประชุมที่ผมเข้าร่วมมีชื่อว่า Physical Biology Circle Meeting และที่มีชื่อว่า Circle Meeting ก็เพราะจะมีการจัดงานแบบผลัดเปลี่ยนกันไประหว่างเจ้าภาพที่เป็นสถาบันสมาชิกซึ่งประกอบด้วยสถาบันฟรานซิส คริกค์ ประเทศอังกฤษ, สถาบันคูรีย์ (Institut Curie) ประเทศฝรั่งเศส, สถาบันมักซ์ พลังก์ (Max Planck Institute) ประเทศเยอรมนี, และสถาบัน AMOLF ประเทศเนเธอแลนด์. งานนี้มีคนเข้าร่วมราวๆ 40-50 คนได้ โดยหัวข้อที่นำเสนอจะเกี่ยวข้องกับชีวฟิสิกส์ (ในความเป็นจริงงานเกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับระบบ Acto-Myosin. ผมยังเล่นมุขกับเพื่อนๆ ว่า นี่มันงาน Acto-Myosin Congress ชัดๆ).

หลังจากจบงานประชุมที่จัดเป็นเวลา 2 วัน คือ 7-8 พฤษภาคม, ผมได้อยู่ท่องเที่ยวในลอนดอนกับภรรยาต่อ. สาเหตเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางไปลอนดอนและกอปรกับในฝรั่งเศสนั้นเป็นสัปดาห์ที่มีวันหยุดราชการถึง 2 วัน. คนฝรั่งเศสก็นิยมที่จะ “สร้างสะพาน”, หรือที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า faire le pont”, คือเอาวันลามาหยุดงานแบบได้รับค่าจ้าง (paid leave) ที่มีอยู่มากมายมาใช้อุดวันทำงานให้กลายเป็นวันหยุดยาวๆ.

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการแบบดาร์วินิสม์

หนึ่งในสถานที่ที่ผมได้ไปเยี่ยมนั้นก็คือดาวน์ เฮาส์ (Down House) ซึ่งเป็นบ้านของชาร์ลส์ ดาร์วิน, ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีวิวัฒนาการที่เรายึดถือกันในปัจจุบัน. ผมคงจะไม่เล่าว่าชาร์ลส์ ดาร์วินเป็นใครโดยละเอียด เพราะเชื่อว่าน่าจะพอมีแหล่งให้หาอ่านกันเองได้. แต่ส่วนตัวผมซึ่งเป็นนักชีววิทยา, การได้ไปเยี่ยมบ้านของดาร์วินซึ่งเขาใช้เป็นที่ทำการทดลองเพื่อยืนยันว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของเขานั้นเป็นจริงก็เหมือนกับการได้ไปแสวงบุญ. ต่างกันตรงที่ผมไปไม่ใช่ด้วยเหตุผลด้านความศรัทธาอย่างศาสนิก, แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาตกผลึกทางความคิดได้นั้นเป็นอย่างไร.

การเดินทางไปดาวน์ เฮาส์นั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เนื่องจากผมพักอาศัยอยู่แถว London Bridge ผมจึงสามารถเดินไปขึ้นรถไฟชานเมืองสายตะวันออกเฉียงใต้ (southeastern) ได้โดยง่าย, โดยขึ้นรถที่สถานี London Bridge และลงที่สถานี Orpington ซึ่งเป็นป้ายถัดไป. ทั้งหมดใช้เวลาเดินทางราว 20 นาที. จากสถานีรถไฟเราจะต้องนั่งรถเมล์สาย A8 ซึ่งจะวิ่งออกจากสถานีทุกๆ ชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงแล้วแต่ช่วงเวลาของวัน, ดังนั้นการเดินทางไป-กลับควรจะต้องวางแผนให้อิงตารางเวลารถเมล์สายนี้เป็นหลัก ส่วนรถไฟชานเมืองนั้นค่อนข้างถี่ ไม่ต้องเป็นกังวล.

เมื่อขึ้นรถเมล์แล้วก็ต้องใช้เวลาอีกราวๆ 20 นาทีออกจากตัวเมือง Orpington สู่หมู่บ้านดาวน์ซึ่งเรียกได้ว่าบ้านนอกจริงๆ ตอนที่ดาร์วินย้ายมาอยู่ใหม่ๆ นั้น มีประชากรเพียง 500 คนเท่านั้นเอง. ดาวน์ เฮาส์เป็นบ้านสองชั้นรายล้อมด้วยสวน เมื่อเราลงจากรถเมล์สิ่งแรกที่จะเห็นก่อนถึงตัวบ้านก็คือสวน. ลืมบอกไปว่าค่าเข้าชมบ้านดาร์วินคือ 12 ปอนด์ต่อคน แต่ถ้าใครเป็นสมาชิก English Heritage ก็จะเข้าได้ฟรี (การเป็นสมาชิกนั้นก็เหมือนกับ Museum Pass ที่เราจ่ายเหมาเข้าที่ท่องเที่ยวหลายๆ ที่ทั่วอังกฤษ มีแบบรายสัปดาห์ รายปี ผมคิดว่าใครที่จะมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ราวๆ 2-3 ที่ซึ่งเป็นเครือข่ายของ English Heritage ก็น่าจะเรียกว่าคุ้มราคาที่จ่ายไป).

downhouse
การเดินทางไปบ้านของชาร์ลส์ ดาร์วิน จะต้องนั่งรถไฟชานเมืองสู่ Orpington แล้วจึงต่อรถเมล์ไปหมู่บ้าน Down อีกที

เมื่อเข้าถึงตัวบ้านจะเจอกับห้องขายตั๋วและโซนขายของที่ระลึกเป็นอย่างแรก. พนักงานค่อนข้างแอ็คทีฟและตลกดี. เขาอธิบายให้ฟังคร่าวๆ ว่าควรชมบ้านดาร์วินแบบไหนถึงจะดี โดยเริ่มต้นจากนิทรรศการชั้นบนและห้องนอน, จากนั้นลงมาชั้นล่างที่จำลองห้องต่างๆ ในสมัยที่ดาร์วินยังมีชีวิตอยู่, ท้ายที่สุดก็ชมสวนพร้อมเสียงบรรยายผ่านหูฟัง. เข้าใจว่าเขามีพาชมสวนโดยไกด์ด้วย แต่ราคาคนละ 4 ปอนด์ (ก็เข้าใจเหตุผลที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองหมด เพราะ English Heritage อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคไม่ใช่เพราะเงินภาษี). เมื่อแนะนำเสร็จเขาก็แนะนำว่าสนใจซื้อหนังสือเกี่ยวกับตัวบ้านไหม ราคาเพียง 4 ปอนด์เท่านั้น. ผมพบว่าเป็นหนังสือที่ดีมาก คุ้มราคาจริงๆ (อันนี้มาคิดทีหลังตอนได้เปิดอ่านแล้ว) ดังนั้นใครไปผมก็แนะนำให้ซื้อเลยไม่ต้องคิด.

หนังสือเกี่ยวกับบ้านดาวน์เฮาส์ และชีวิตของครอบครัวดาร์วิน – ภาพจาก https://www.amazon.com/Down-House-Home-Charles-Darwin/dp/1850746478

การเยี่ยมบ้านของดาร์วินครั้งนี้ ภาพที่ผม (อันที่จริงคือภรรยาผม) ถ่ายเองล้วนแต่เป็นด้านนอกและในห้องนอน เพราะส่วนอื่นๆ ของบ้านอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวดาร์วิน ซึ่งเขาไม่ต้องการให้ถ่ายภาพ. อันนี้เป็นอีกสาเหตุนึงที่แนะนำให้ซื้อหนังสือ เพราะในหนังสือมีรูปห้องต่างๆ ที่เขาห้ามถ่ายไว้ พร้อมประวัติเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจเกี่ยวกับบ้านและชีวิตของดาร์วิน

32260865_10160337108415156_228748532255817728_n.jpg
บ้านดาวน์ เฮาส์จากมุมสวน

นิทรรศการชั้นบนก็เกี่ยวกับชีวิตของดาร์วินโดยทั่วไป บอกเล่าบริบทให้เรารู้ว่าดาร์วินเป็นคนที่รวยมากๆ เขาสามารถทำงานวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่ต้อง “ทำมาหากิน” เช่นนักธรรมชาติวิทยาร่วมสมัยคนอื่นๆ ที่ต้องขายตัวอย่างที่เก็บมาได้แลกกับเงิน. ยังมีตัวอย่างอีกว่าตอนที่เขาเดินทางอยู่บนเรือเอชเอ็มเอส บีเกิล (HMS Beagle) บิดาของเขาจะคอยส่งเงินไปตามธนาคารสาขาที่อยู่ตามท่าเรือต่างๆ ตลอด. อันที่จริงดาวน์ เฮาส์นั้น เขาก็ซื้อโดยใช้เงินสมบัติของครอบครัวเช่นกัน. มีเรื่องที่ผมพบว่าน่าสนใจอีกอย่างก็คือการที่เขาได้ขึ้นเรือไปด้วยนั้น มาจากเหตุที่ว่ากัปตันของเรือบีเกิลต้องการหาเพื่อนคุยที่เป็น “สุภาพบุรุษ” (ในนิยามแบบอังกฤษๆ ก็คงจะหมายถึงมีการศึกษา มีมารยาทความเป็นผู้ดี) ระหว่างทางไม่ให้เป็นบ้าไปเสียก่อน. น่าจะเพราะมีบทเรียนจากการที่กัปตันคนก่อนหน้า (กัปตันพริงเกิล สโตร์ค – Pringle Stokes) ที่เครียดจนยิงตัวตายไป (ถ้าตาม “ที่เขาเล่าๆ กัน” ก็คือเพราะไม่มีคนที่การศึกษามารยาทพอๆ กันให้คุยด้วย).

เรือเอช. เอ็ม. เอช. บีเกิล (HMS Beagle) จากภาพวาดของ John Chancellor – ภาพจาก http://www.hmsbeagleproject.org/timeline/hms-beagles-second-voyage/

ที่ผมชื่นชอบเกี่ยวกับนิทรรศการในชั้นบนของบ้านก็คือเขาสามารถเอาเรื่องราวชีวิตของดาร์วินมาเล่าได้โดยไม่น่าเบื่อ. มีการนำสิ่งของต่างๆ เช่นจดหมายของส่วนตัวมาจัดแสดง. มีการสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เกี่ยวข้องกับตัวบ้าน, เช่นมีห้องนึงซึ่งเป็นห้องนอนของลูกๆ ในตู้เสื้อผ้ายังมีรอยแกะสลักชื่อลูกชายของดาร์วินอยู่, หรือแผ่นไม้สไลเดอร์ที่ดาร์วินสั่งทำให้ลูกๆ ของเขาได้ใช้พาดกับบันไดเล่น. ยังมีห้องนึงที่เขาจัดจำลองห้องทำงานของดาร์วินบนเรือ แล้วก็มี “ผี” (โฮโลแกรม) ของดาร์วินคอยโผล่มาสำรวจตัวอย่าง ส่องกล้องจุลทรรศน์ด้วย.

แผ่นสไลเดอร์ไม้ที่ดาร์วินสั่งทำให้ลูกๆ ใช้พาดกับบันได – ภาพจาก htps://i.pinimg.com/564x/49/c7/a5/49c7a53de748acbd154ec8044715752d.jpg

ในชั้นบนยังมีห้องนอนซึ่งเราสามารถแต่งชุดคอสเพลย์เป็นดาร์วินและภรรยาของเขา (Emma-เอ็มม่า) มาถ่ายรูปโชว์ได้. ผมไม่ได้ถ่ายเพราะไซส์น่าจะใหญ่เกินชุดที่เขามีไว้ให้ ฮ่าๆ. จากห้องนอนเราจะมองเห็นสวนผ่านกระจกบานใหญ่ซึ่งบางครั้งดาร์วินก็ใช้มองสำรวจผลการทดลองของเขา.

ชั้นล่างประกอบด้วยห้องทานอาหาร, ห้องบิลเลียด, ห้องนั่งเล่น, แล้วก็ห้องทำงาน. ผมชอบห้องทำงานมากที่สุด. ห้องนี้นี่เองที่ดาร์วินเขียนหนังสือ “ว่าด้วยต้นกำเนิดของสปีชีส์” (On the Origin of Species) ซึ่งอธิบายถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ “ในแบบที่เรายอมรับในปัจจุบัน” อย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก. เรื่องตลกสำหรับผมก็คือ หนังสือเล่มนี้ที่เห็นหนาๆ แบบนั้น ดาร์วินบอกว่าเป็นเพียงแค่ “บทคัดย่อ” เท่านั้นเอง. ในห้องทำงานจะมีมุมห้องหนึ่งกั้นเป็นฉากขึ้นมา ในตอนแรกผมคิดว่าใช้เป็นบริเวณเปลี่ยนเสื้อผ้า (จะด้วยเหตุใดก็ตาม) แต่เมื่ออ่านหนังสือจึงพบว่าดาร์วินในช่วงหลังมีอาการท้องไส้ไม่ปกติ เขาจึงดัดแปลงมุมนึงของห้องไว้สำหรับขับถ่ายโดยไม่ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ไกลออกไป. สำหรับห้องนั่งเล่น ภายในก็จะมีเปียโนหลังหนึ่งซึ่งภรรยาของดาร์วินชอบเล่นเป็นอย่างมาก ภรรยาของเขาเคยจริงจังถึงขั้นเรียนเปียโนกับโชปัง (Chopin) มาแล้ว แล้วยังมีเกมแบ็คเกมม็อนซึ่งดาร์วินนิยมเล่นกับลูกๆ อีกด้วย

ห้องทานอาหาร – ภาพจาก WikiCommons
ห้องนั่งเล่น ภายในห้องมีเปียโนสุดโปรดของเอ็มมา ภรรยาของดาร์วิน – ภาพจาก WikiCommons
ห้องทำงานของดาร์วิน – ภาพจาก English Heritage

เมื่อจบจากการชมชั้นล่าง เราก็สามารถเดินชมสวนได้ต่อ ในสวนจะมีการจัดแสดงพื้นที่บางส่วนจำลองการทดลองของดาร์วิน เช่นบริเวณหนึ่งมีแปลงวัชพืชเล็กๆ ที่ดาร์วินเคยใช้ทดลองเพื่อโต้แย้งความคิดสมัยนั้นที่มองว่าพระเจ้าสร้างสรรพสิ่งมาให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร เขาทดลองเปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตของวัชพืชให้เห็นว่าพวกที่ถูกรบกวนจากแมลงจะมีโอกาสรอดได้น้อยกว่าพวกที่ถูกปกป้องจากแมลง นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นอาคารร้อน (green house) ซึ่งดาร์วินใช้ปลูกพืชเขตร้อนเพื่อทดลอง ทั้งนี้ตัวเขาเองก็ชอบทานพืชเขตร้อนอย่างเช่นกล้วยอีกด้วย และท้ายที่สุดในบริเวณที่ไกลจากบ้านออกไปจะมีทางเดินที่เรียกว่า “Sandwalk” ซึ่งดาร์วินจะไปเดินเล่นทุกๆ วันเพื่อขบคิดถึงปัญหาต่างๆ

1020027570_5cbbc6180b_b
Green House ของดาร์วิน – ภาพจาก English Heritage

หลังจากชมสวนเสร็จ แม้ว่าผมจะอยากอยู่ต่ออีกสักเล็กหน่อย แต่ด้วยตารางเวลารถเมล์ที่มา 2 ชั่วโมงครั้ง ผมก็ต้องรีบวิ่งไปรอรถเมล์ที่ป้ายหน้าบ้านดาวน์เฮาส์ทันที ผมยังหวังว่าอนาคต อาจจะได้มาเยือนบ้านของชาร์ลส์ ดาร์วินอีก คราวหน้าจะใช้เวลาให้มากหน่อย เดินตามทางโปรดของดาร์วิน เผื่อจะคิดอะไรดีๆ กับเขาได้บ้าง แหะๆ

sandwalk
Sandwalk เส้นทางที่ดาร์วินใช้เดินเล่นระหว่างขบคิดปัญหาในทุกๆ วัน – ภาพจาก English Heritage
  • ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากสุญญาตา เมี้ยนละม้าย
Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

Leave a comment