นิทานเรื่องการ “กลืนเลือด” ของปิยบุตร แสงกนกกุล

ผมเพิ่งได้ดูสัมภาษณ์ปิยบุตร ที่เผยแพร่เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2563 ในเฟสบุ๊คของ a day BULLETIN[1] ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ปิยบุตรพูดว่าเขากลืนเลือด และเจ็บปวดกับการที่ต้องทรยศในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ โดยอ้างถึงเหตุการณ์วันที่ 27 มีนาคม 2561 เมื่อเขาจำเป็นต้องโพสต์ในเฟสบุ๊คว่าจะไม่นำประเด็นเรื่อง 112 ไปผลักดันในพรรค เพื่อแลกกับการที่พรรคจะได้ไปต่อในสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าล้มเจ้า[2] ต่อมาในปัจจุบัน หลังจากทบทวนตัวเองแล้ว ปิยบุตรยอมรับว่าอาจจะผิดพลาดจริง ในแง่ที่ขับเคลื่อนเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสภาน้อยเกินไป

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ 112 ถูกกลับมาใช้ในทางการเมือง นักเคลื่อนไหวกำลังถูกดำเนินคดี ปิยบุตรออกมาแก้ตัวให้ตัวเองว่าสองปีก่อนต้อง “กล้ำกลืนความเจ็บแค้นอย่างแสนสาหัส” (นิยามคำว่า “กลืนเลือด” ของราชบัณฑิตยสภา) เพราะมิอาจทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปิยบุตรคงไม่ได้ “กลืนเลือด” ตัวเองเพราะขณะนั้นเขาละทิ้งสิ่งที่เขาเคยเชื่อ คืออุดมคติเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จริงๆ (จะกล่าวต่อไป) ในขณะเดียวกันฝ่าย “ประชาธิปไตย” แทบทั้งหมดมีฉันทามติสนับสนุนการยอมถอยเรื่อง 112 ของปิยบุตร แม้แต่นักวิชาการที่เคยเคลื่อนไหวในนาม ครก. 112 เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ก็พร้อมเชียร์และให้โอกาสปิยบุตร[3] ในวันนั้น มีแต่ดอกไม้ คำหวาน และคนรายล้อมสนับสนุน นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตรเลือดไม่ออก ไม่มีอะไรจะต้องกลืน

Continue reading “นิทานเรื่องการ “กลืนเลือด” ของปิยบุตร แสงกนกกุล”

ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่

เราไม่มีทางเข้าใจการเกิดขึ้นของม็อบได้ หากไม่มองเป็นการต่อเนื่องของการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์สถาบัน อย่างน้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เดิมทีกลุ่มที่ก้าวหน้าที่สุด อย่างกลุ่มของเพนกวิ้น รุ้ง อาจจะเป็นคนส่วนน้อย แต่ภายในเวลาไม่กี่เดือน ข้อเรียกร้องของพวกเขากลายเป็นข้อเรียกร้องหลัก เพดานนี้จะไม่ลดแน่ และเราต้องมองว่าเรื่องปฏิรูปสถาบัน เป็นเรื่องที่กลุ่มทุกกลุ่มเห็นตรงกัน ดังนั้น ถึงตอนนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมนักศึกษาถึงออกมา?” มันจะตอบไม่ได้เลย ถ้าไม่ถามว่า “ทำไมนักศึกษาถึงวิจารณ์เจ้า?”

Continue reading “ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่”

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

Continue reading “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”

ไม่ใช่เมลองชง ไม่ใช่มาครง แต่เป็นซาโกซี: นโยบายเสรีนิยมฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อปี 2017 ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ให้ประเทศ เพราะมันเป็นการต่อสู้ของประชานิยมโดยประชานิยมฝ่ายซ้ายซึ่งนำโดยฌอง ลุค เมลองชง (Jean-Luc Mélenchon) แห่งกลุ่มฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน (France insoumise) ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มโพเดมอส (Podemos) ในสเปน ประชานิยมฝ่ายขวาที่นำโดยมารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แห่งพรรค Front national แต่ที่เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจสุดคือการที่ผู้สมัครอายุ 40 ปีอย่าง มาครง (Macron) แห่ง République En Marche อดีตรัฐมนตรีการคลังสมัยรัฐบาลออลลองด์ (Francois Hollande) ที่เสนอประชานิยมแบบไม่ซ้ายไม่ขวาเอาทุกนโยบาย กลับเป็นฝ่ายได้ชัยชนะเป็นประธานาธิบดีอายุน้อยสุดในท่ามกลางวิกฤติการเมืองฝรั่งเศสที่การแบ่งแยกฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาเริ่มถึงทางตัน

Continue reading “ไม่ใช่เมลองชง ไม่ใช่มาครง แต่เป็นซาโกซี: นโยบายเสรีนิยมฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่”