แม้ศาสนาพุทธจะมีแนวคิดบางอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะในบทบาททางคุณธรรมหรือทางการเมือง แต่ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะไม่อภิปรายถึงศาสนาพุทธในฐานะความเชื่อส่วนบุคคลหรือความล้มเหลวในทางคุณธรรม แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของสังคมไทย
Continue reading “ถึงเวลาโยนศาสนาพุทธลงถังขยะแล้วหรือยัง?”Tag: ประวัติศาสตร์
เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี
“…การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ…”
“…Sweet home Alabama
เพลง Sweet home Alabama
Where the skies are so blue
Sweet home Alabama
Lord I’m comin’ home to you…”
การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย (ภาพที่ 1) ซึ่งการสมรสในหมู่เครือญาติอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์
งานวิจัยด้านสาแหรกวิทยาโดย Ceballos และ Alvarez ในหัวข้อ “พระราชวงศ์ในฐานะของห้องปฏิบัติการผสมพันธุ์มนุษย์: พวกฮับสบูร์ก” (Royal dynasties as human inbreeding laboratories: the Habsburgs) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heredity ในปี ค.ศ. 2013 ชี้ให้เห็นว่าการสมรสในหมู่เครือญาติตลอดหลายชั่วคนของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับอายุขัยที่สั้นลงของสมาชิกราชวงศ์ ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ (ภาพที่ 2)

ในกรณีของสัตว์ที่มีการเพาะพันธุ์ไม่ว่าจะเพื่อความสวยงาม หรือกีฬา มักใช้วิธีการผสมพันธุ์ในเครือญาติเพื่อรักษาลักษณะเด่นที่ต้องการเอาไว้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติมากจนเกินไปเนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติต่อไปเรื่อยๆ สัตว์ในรุ่นถัดๆ ไปก็จะอ่อนแอลงเพราะโรคทางพันธุกรรมเหล่านั้น สถานการณ์นี้เรียกว่า ‘สภาวะเครียดของความเลือดชิด’ (inbreeding depression)
Continue reading “เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี”เอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต
หลังจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เผยแพร่ต้นฉบับลายมือของปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต ทาง ‘นักเรียนไทยโพ้นทะเล’ ได้ถอดข้อความบันทึกดังกล่าวออกมาได้เกือบทั้งหมด โดยในจุดที่อ่านไม่ออก ผู้ถอดข้อความได้เว้นไว้ด้วยเครื่องหมาย (จุด) “…” และในส่วนที่ปรีดีขีดคร่าใช้เครื่องหมายขีดคร่าข้อความ เช่น ขีดคร่า
นอกจากนี้เรายังได้รับภาพถ่ายต้นฉบับจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าที่ถูกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เราได้ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ภาพปรับเป็นขาวดำและเพิ่มความคมชัดให้อ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ และยังสามารถดาวโหลดเอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ฉบับที่มีการถอดข้อความได้จาก ทีนี่
คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)
POBLACHT NA hÉIREANN(1)
รัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐไอริช ถึงประชาชนชาวไอร์แลนด์
ชายและหญิงชาวไอริชทั้งหลาย: ในนามของพระผู้เป็นเจ้าและในนามของบรรพบุรุษผู้วายชนม์หลายชั่วคนซึ่งมอบธรรมเนียมอันเก่าแก่แห่งความเป็นชาติมายังไอร์แลนด์(2) บัดนี้เธอได้ประกาศผ่านพวกเราถึงบุตรหลานของเธอให้จงมายังธงของเธอและลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพของไอร์แลนด์
ไอร์แลนด์ได้จัดตั้งและฝึกฝนความกล้าหาญของเธอผ่านองค์การใต้ดินคือขบวนการภราดรสาธารณรัฐไอริช(3) และกองกำลังบนดินคือขบวนการอาสาไอริช(4) และกองทัพพลเมืองไอริช(5) เธอยังได้สั่งสมวินัยด้วยความอดทนและเฝ้ารอคอยอย่างแน่วแน่ถึงโอกาสอันเหมาะสมที่จะเผยตนเองออกมา และบัดนี้เธอก็ได้ไขว่คว้าโอกาสนั้น ทั้งด้วยการสนับสนุนจากบุตรหลานพลัดถิ่นในอเมริกาและพันธมิตรอันกล้าหาญในยุโรป(6) แต่กระนั้นเธอก็ยังพึ่งพากำลังของตนเองเป็นหลัก และไอร์แลนด์ก็ได้ลุกขึ้นสู้ด้วยความมั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม
Continue reading “คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)”1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์
ปี 1955 อาจผ่านไปเพียงไม่นาน แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์เวียดนามอย่างถาวรเมื่อในเดือนตุลาคมปีดังกล่าวได้ วันที่ 23 ตุลาคมคือวันลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อเลือกระหว่างการปกครองในระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด กับการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ โดยผลปรากฏว่าคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนให้เวียดนามใต้มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ปี 1955 จึงเป็นปีที่เวียดนามใต้กลายสภาพจากประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข สู่ประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์
บทความชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นบทบาทและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่การเข้ามาของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จนถึงการลงประชามติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในปี 1955 ตลอดช่วงเวลากว่าร้อยปีนี้ แรงกดดันจากภายนอกทำให้อำนาจของสถาบันกษัตริย์เวียดนามถูกจำกัด จนทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องหันไปเอาใจและเชื่อฟังเจ้าอาณานิคมเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ การกระทำเช่นนี้แม้ว่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่รอด แต่กลับสร้างความห่างเหินระหว่างกษัตริย์กับคนในชาติ ที่เชื่อว่ากษัตริย์เวียดนามเห็นประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าทุกข์ร้อนของคนในชาติ วิกฤติแห่งศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมนี้ส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Continue reading “1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์”
โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๔: “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์”
การเสวนาเรื่อง “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)” เป็นตอนที่ ๔ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกัน ในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล
ในตอนนี้ ดิน บัวแดงและคีตนาฏ วรรณบวร ชวน “พิชยะพัฒน์ นัยสุภาพ” นักศึกษาจากภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาคุยถึงประวัติศาสตร์ ๔๐๐ กว่าปีของสถาบันกษัตริย์เนเธอร์แลนด์
โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้จะพาไปสำรวจที่มาที่ไปของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงรูปแบบทางวัฒนธรรมและการปรับตัวของผู้ปกครองดัตช์ โดยเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เมื่อมีการก่อตั้งสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป (Staten-Generaal) ไปจนถึงการปฏิรูปที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญในปี ๑๘๔๘
ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๔ ได้ ผ่านทางช่อง Youtube, Spotify, และ Apple Podcasts
จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์โควิดทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่บ้าน กษัตริย์วิลเลิม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอแลนด์ (Willem-Alexander) พร้อมครอบครัว กลับมีแผนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศกรีซ คลื่นความเห็นของประชาชนดัตช์ที่สะท้อนผ่านสื่อและวิพากษ์วิจารณ์การท่องเที่ยวส่วนตัวของกษัตริย์และครอบครัวในยามที่ประชาชนต้องสู้กับไวรัส ทำให้กษัตริย์วิลเลิมต้องยกเลิกการเดินทางและกล่าวผ่านกรมประชาสัมพันธ์ (Rijksvoorlichtingsdienst) ว่า “เราได้ทราบความคิดเห็นของผู้คนในสื่อแล้ว มันรุนแรงและสร้างความกังวลให้กับเรา … เราไม่ต้องการสร้างความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ให้กับประชาชนทั้งสิ้น เพื่อรับมือกับไวรัส จำเป็นอย่างยิ่งที่มาตรการต้องได้รับการปฏิบัติตาม ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเดินทางของเราไม่มีประโยชน์เลยต่อมาตรการเหล่านี้” ต่อมากษัตริย์วิลเลิม พร้อมกับราชินี โดยสำนักพระราชวัง (Koninklijk Huis)[1] ยืนยันว่าได้ยกเลิกการเดินทางไปยังกรีซแล้ว เพราะการเดินทางครั้งนี้ของกษัตริย์ได้ “ทำร้ายความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อเรา”
เหตุการณ์ข้างต้นทำให้เราเห็นว่า สถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์กับประชาชนยึดโยงกันอย่างเหนียวแน่น และมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มายาวนาน ถึงแม้ว่าสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์จะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือว่ามีอายุน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป แต่เชื้อมูลทางวัฒนธรรมที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์นั้นย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 จนถึงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมดัตช์ได้ปลดแอกตนเองออกมาจากสเปน
Continue reading “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)”ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่
เราไม่มีทางเข้าใจการเกิดขึ้นของม็อบได้ หากไม่มองเป็นการต่อเนื่องของการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์สถาบัน อย่างน้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
เดิมทีกลุ่มที่ก้าวหน้าที่สุด อย่างกลุ่มของเพนกวิ้น รุ้ง อาจจะเป็นคนส่วนน้อย แต่ภายในเวลาไม่กี่เดือน ข้อเรียกร้องของพวกเขากลายเป็นข้อเรียกร้องหลัก เพดานนี้จะไม่ลดแน่ และเราต้องมองว่าเรื่องปฏิรูปสถาบัน เป็นเรื่องที่กลุ่มทุกกลุ่มเห็นตรงกัน ดังนั้น ถึงตอนนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมนักศึกษาถึงออกมา?” มันจะตอบไม่ได้เลย ถ้าไม่ถามว่า “ทำไมนักศึกษาถึงวิจารณ์เจ้า?”
