เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี

“…การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ…”

“…Sweet home Alabama
Where the skies are so blue
Sweet home Alabama
Lord I’m comin’ home to you…”

เพลง Sweet home Alabama

การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย (ภาพที่ 1) ซึ่งการสมรสในหมู่เครือญาติอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์

งานวิจัยด้านสาแหรกวิทยาโดย Ceballos และ Alvarez ในหัวข้อ “พระราชวงศ์ในฐานะของห้องปฏิบัติการผสมพันธุ์มนุษย์: พวกฮับสบูร์ก” (Royal dynasties as human inbreeding laboratories: the Habsburgs) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heredity ในปี ค.ศ. 2013 ชี้ให้เห็นว่าการสมรสในหมู่เครือญาติตลอดหลายชั่วคนของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับอายุขัยที่สั้นลงของสมาชิกราชวงศ์ ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 1 – สมาชิกราชวงศ์ฮับสบูร์กมีจุดเด่นคือคางที่ยื่นยาวจนมีชื่อเรียกว่า ‘กรามแบบฮับสบูร์ก’ (Habsburg Jaw) ตามภาพคือซ้ายสุด กษัตริย์เฟอร์ดินานที่ 2 จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Ferdinand II, Holy Roman Emperor), ตามด้วยพระราชินีมาเรียอาน่าแห่งออสเตรีย (Mariana of Austria), กษัตริย์ฟิลิปส์ที่ 4 แห่งสเปน (Philip IV of Spain), และกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งสเปน (Charles II) ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮับสบูร์ก – แหล่งที่มา: The Times

ในกรณีของสัตว์ที่มีการเพาะพันธุ์ไม่ว่าจะเพื่อความสวยงาม หรือกีฬา มักใช้วิธีการผสมพันธุ์ในเครือญาติเพื่อรักษาลักษณะเด่นที่ต้องการเอาไว้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติมากจนเกินไปเนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติต่อไปเรื่อยๆ สัตว์ในรุ่นถัดๆ ไปก็จะอ่อนแอลงเพราะโรคทางพันธุกรรมเหล่านั้น สถานการณ์นี้เรียกว่า ‘สภาวะเครียดของความเลือดชิด’ (inbreeding depression)

Continue reading “เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี”

เก่งมาจากไหนถึงไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

(ชื่อบทความชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อหนังสือ ‘เก่งมาจากไหนถึงไม่เอากษัตริย์’ ของปราโมท นาครทรรพ)

เราเดินทางมาไกลแล้ว แต่เราจะต้องเดินต่อไป

การชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ (จากเว็บ thai-democracy.com)

เป็นเวลาปีกว่านับตั้งแต่การประกาศข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้ถูกนำมาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลลัพธ์อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากความกล้าหาญอันควรค่าแก่การยกย่องของเยาวชนและประชาชนที่ร่วมกันผลักดันการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในท้องถนน ในรัฐสภา ในที่ทำงาน ในโรงเรียน ในบ้าน และในอินเตอร์เน็ท แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นในปีที่ผ่านมาเช่นกันว่ารัฐและสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เห็นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในสายตา สำหรับพวกเขาแล้ว เสียงเรียกร้องของประชาชนให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็คงไม่ต่างจากแมลงหวี่แมลงวันที่ก่อความรำคาญชั่วครู่ชั่วยาม และถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องกำจัดให้พ้นความรำคาญไปเสียบ้าง – การใช้กำลังกดขี่ปราบปรามประชาชนที่ได้เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นอยู่ก็มีลักษณะเช่นนี้เอง

ถึงแม้การกดขี่ปราบปรามของรัฐจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและมุ่งเน้นกำจัดคนที่ยังยืนหยัดพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จนทำให้การพูดถึงปัญหาของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแผ่วเบาลงไปก็ตามที แต่หากจะเปรียบการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นการเดินทางไกล กว่าเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ก็เป็นระยะทางที่ไม่ใช่น้อย และในระหว่างทางพวกเรายังได้สะสมเพื่อนร่วมทางมากขึ้นและมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังจะต้องเดินต่อไปอีก อย่าปล่อยให้ระยะทางและอุปสรรคเบื้องหน้าขัดขวางการเดินทางสู่เป้าหมายของเรา

ในระหว่างการเดินทางไกลนี้เอง  เราได้ทำให้เพื่อนร่วมชาติของเราจำนวนไม่น้อยได้เห็นแล้วว่าปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ความฝันร้ายชั่วครู่ชั่วยามและไม่ใช่สิ่งที่คนไทยจะสามารถหลับตาข้างหนึ่งเพื่อหนีปัญหาแล้วมันจะผ่านพ้นไปได้ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องหยิบยกพูดถึงในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมากันเสียที

อย่างไรก็ตาม นอกจากพวกเราจะต้องยืนหยัดที่จะหยิบยกเอาปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยออกมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว พวกเรายังจำเป็นต้องขยายจำนวนคนที่เห็นด้วยกับเราให้มากขึ้นไปอีก เนื่องเพราะการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ที่เป็นเป็นเพื่อนร่วมชาติของเราเกิดฉันทามติร่วมกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ หรือจะเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ในโลกสมัยใหม่ก็ตามที

Continue reading “เก่งมาจากไหนถึงไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”

“การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?

ทุกครั้งที่สมศักดิ์แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อการชุมนุมประท้วงไม่ว่าจะตั้งแต่สมัยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกระทั่งในการเคลื่อนไหวขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ว่าการชุมนุมเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบที่จะนำไปสู่ชัยชะของประชาชนหรือแม้กระทั่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริงได้  เรามักได้เห็นคำถามกลับในทำนองที่ว่า แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

แม้ว่าข้อเสนอของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจะค่อนข้างกระจัดกระจายอยู่ในกระทู้ของเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันซึ่งได้ปิดตัวไปแล้วเป็นเวลาหลายปีและยากที่จะค้นคว้าได้โดยง่าย แต่เราอาจสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่า สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคปัจจุบันนั้น สมศักดิ์เชื่อว่าเราจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้ “การทำสงครามช่วงชิงพื้นที่” (War of Position) ตามแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) [1]

Continue reading ““การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

บทกวี “แด่เพื่อน”

ขออุทิศบทกวีนี้แด่พี่สมยศ ทนายอานนท์ เพนกวิ้น และหมอลำแบงค์ รวมทั้งเพื่อนทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ในเมืองไทย

(ภาพประกอบ: ปกหนังสือ “ศึก” สมานมิตร สวนกุหลาบ)

เบื้องหน้าคือทางยาว
คดเคี้ยวแหละวกวน
ที่เปลี่ยวเปล่าไร้ผู้คน
ทุรยากลำบากหลาย
เพื่อนเอยช่างหาญกล้า
เดินเดี่ยวคนเดียวดาย
เพื่อนฟันฝ่าอุทิศกาย
ถางแดนเถื่อนให้เป็นทาง
เพื่อนเอยจงมีหวัง
ทางเถื่อนที่เลือนราง
ที่เปรียบดังรุจีกลาง-
ประภาส่องอยู่รำไร
เพื่อนเอยสำนึกตน
เพื่อนหยิ่งว่าเป็นไท
ความเป็นคนอันอำไพ
มิยอมท้อต่ออธรรม
หนทางที่วิบาก-
ทุกก้าวจะเคี่ยวกรำ
นี้ เพื่อนยากดำเนินนำ
และหลอมค่าความเป็นคน
หมื่นพันคำหยันเย้ย
ใครหยามก็ทานทน
เพื่อนวางเฉยมิได้สน
เชิดหน้าดุ่มดำเนินไป
มุ่งหน้าสู่ปลายทาง
แสนคนจะรวมใจ
อันสว่างอยู่เรืองไร
แลล้านคนจะเดินเคียง
ประมวลเป็นคลื่นคน
กู่ร้องและก้องเสียง
ที่ทุกข์ทนอยู่รายเรียง
ให้ถึงฟ้านภาหาว
แม้พรหมมาจำแลง
สูงเทียมดาราพราว
เป็นกำแพงที่เหยียดยาว
ก็ไม่หวั่นจะขวางไหว
คลื่นคนย่อมท่วมท้น
กวาดฟ้าสุราไลย
ทะลักล้นเนืองนองไป
มลายล้างลงเพียงดิน

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย

ดูเหมือนว่าความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวสถาบันกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรนั้นมักถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของนักเคลื่อนไหวคนสำคัญหลายคน เช่น หมอวรงค์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มไทยรักษาชาติ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวโจนาธาน เฮด ในรายการ BBC Newsnight ว่าประชาชนชาวอังกฤษไม่สามารถด่าทอประมุขของรัฐหรือควีนอลิซาเบธที่สองได้ แต่ผู้สื่อข่าวได้แย้งในรายการทันทีว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง[1] ยิ่งไปกว่านั้น การวิจารณ์กษัตริย์ในประเทศสหราชอณาจักรนั้นมีมาอย่างช้านาน ไม่ได้เพิ่งมามีในศตวรรษนี้

นายวรงค์ เดชกิจวิกรมให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวของช่องบีบีซี (BBC News) ในหัวข้อ ‘ Why are young activists in Thailand protesting against the Monarchy?’ หรือ ทำไมนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ในไทยถึงประท้วงต่อต้านบทบาทของสถาบันกษัตริย์?
Continue reading “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย”

ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย”

ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ได้เผยให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า สถาบันกษัตริย์เป็นผู้กระทำทางการเมืองที่เลือกข้างคัดค้านฝ่ายหนึ่งและสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน การแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่มีมาโดยตลอด หากจะแตกต่างจากในรัชกาลก่อนอยู่บ้าง ก็ในแง่ที่พวกนิยมเจ้าในขณะนั้นยังมีความละอายและทราบดีว่ากิจกรรมทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อปกปิดความละอายดังกล่าว พวกเขาจึงต้องสร้างนิทานขึ้นมาหลอกกันเองว่า “สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เป็นที่น่าเสียดายว่า นิทานลวงโลกเช่นนี้คงไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นจริงช่างแตกต่างจากในนิทานอย่างสุดขั้ว

กษัตริย์วชิราลงกรณ์กล่าวกับนายวรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มกษัตริย์นิยมขวาจัด “เราต้องต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องช่วยทำให้คนเห็น ว่าอะไรผิด อะไรไม่ดี อะไรบิดเบือน อะไรที่เป็นเฟคนิวส์”

บัดนี้คนไทยจำนวนมากได้ตื่นขึ้นจากนิทานปรัมปรานี้ พวกเขาลุกขึ้นเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่นอกการเมืองได้อย่างแท้จริง มีแต่สถาบันกษัตริย์ที่ปราศจากอำนาจทางการเมืองและเป็นกลางทางการเมืองเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีเสถียรภาพ การที่สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ประนีประนอมนี้ ก็คือการปฏิเสธการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ พวกเขารู้ดีว่าสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่นี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไปและการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะขัดขืน กระทั่งใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพียงเพื่อหวังยืดอายุระบอบที่ไร้เสถียรภาพและเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งของสังคมไทยให้สามารถอยู่ได้ต่อไปอีกเพียงเล็กน้อย

การปฏิเสธความประนีประนอมและการความขัดขืนต่อการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมจะนำพาสังคมไทยไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับ นั่นคือทางแพร่งที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการรักษาประชาธิปไตยไว้โดยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์ หรือการมีสถาบันกษัตริย์โดยที่ไม่มีประชาธิปไตย

Continue reading “ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย””

ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่

เราไม่มีทางเข้าใจการเกิดขึ้นของม็อบได้ หากไม่มองเป็นการต่อเนื่องของการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์สถาบัน อย่างน้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เดิมทีกลุ่มที่ก้าวหน้าที่สุด อย่างกลุ่มของเพนกวิ้น รุ้ง อาจจะเป็นคนส่วนน้อย แต่ภายในเวลาไม่กี่เดือน ข้อเรียกร้องของพวกเขากลายเป็นข้อเรียกร้องหลัก เพดานนี้จะไม่ลดแน่ และเราต้องมองว่าเรื่องปฏิรูปสถาบัน เป็นเรื่องที่กลุ่มทุกกลุ่มเห็นตรงกัน ดังนั้น ถึงตอนนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมนักศึกษาถึงออกมา?” มันจะตอบไม่ได้เลย ถ้าไม่ถามว่า “ทำไมนักศึกษาถึงวิจารณ์เจ้า?”

Continue reading “ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่”

โพ้นทะเลเสวนา ตอน ๑: “ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์? การเดินทัพทางไกลของสังคมไทย”

การเสวนาเรื่อง “ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?: การเดินทัพทางไกลของสังคมไทย” นี้ เป็นตอนแรกของชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ชุดการเสวนานี้ เกิดจากความตั้งใจของกลุ่มนักเรียนไทยโพ้นทะเล ในการร่วมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยเป็นการส่งเสริมการขบคิด พูดคุย ถกเถียง ในประเด็นเรื่องยุคเปลี่ยนผ่านของสถาบันกษัตริย์ ทั้งของไทยและของต่างประเทศ ถือเป็นแนวทาง “วิชาการ” ที่เข้ามาเสริมการเคลื่อนไหวในระยะหลังที่มีเพิ่มมากขึ้นในหมู่นักเรียนไทยในต่างประเทศ คือการชุมนุม และการล่ารายชื่อออกแถลงการณ์

พวกเราเห็นว่า ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น เป็นประเด็นที่ไม่ควรหลีกเลี่ยงซุกไว้ใต้พรม โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่นักศึกษาและประชาชนบนท้องถนนนำมาเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลัก เราควรเผชิญหน้ากับคำถามนี้โดยตรง ผ่านการพูดคุยที่มีเหตุผล พวกเราหวังว่าชุดการเสวนานี้ ซึ่งจะนำเสนอกรณีศึกษาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศและหลายยุคสมัย และซึ่งกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ของนักศึกษาไทย ที่ได้เรียนรู้ ใช้ชีวิต คิด อ่าน ในต่างประเทศ จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และหวังว่าองค์ความรู้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มที่เคลื่อนไหวและต่อบุคคลทั่วไปที่สนใจ เพื่อเอาไปสานต่อ อภิปรายขยายผลต่อไป

ในตอนแรกนี้ ดิน บัวแดงชวน “อติเทพ ไชยสิทธิ์” มาคุยถึงการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบันของคณะราษฎร ๖๓ ผ่านบทความล่าสุดสองชิ้นของเขา คือ ๑.) ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และ ๒.) ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์: การเดินทัพทางไกลของสังคมไทย

ทำไมการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและควรยึดเป็นหนึ่งในข้อเสนอหลักในปัจจุบัน? ในอดีตเคยมีการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์หรือไม่? สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นใคร สำคัญยังไง? บทบาทของนักการเมืองควรเป็นเช่นไร? ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชม “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนแรกได้ ผ่านทางช่อง Youtube, รับฟังเป็น podcast ได้ผ่าน Spotify และ Apple Podcasts

นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร

ตั้งแต่เมื่อทนายอานนท์เดินสายอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในม็อบ “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม และที่เชียงใหม่ในวันที่ 9 สิงหาคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เสนอข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อในวันที่ 10 สิงหาคม

ดูเหมือนว่ากระแสปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้งหมดจากภาคประชาชนนี้ แทบไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายอย่างจริงจังจากฝ่ายการเมืองฝั่ง “ประชาธิปไตย” เห็นเพียงแต่ออกมาในลักษณะสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา แต่ไม่มีการผลักดันรณรงค์ให้เป็นวาระของพรรคหรือมีการอภิปรายใดๆ ในสภา ทั้งนี้ อาจเพราะนักการเมืองฝ่าย “ประชาธิปไตย” หลายคน มีลักษณะ “ฉวยโอกาส” คือเห็นว่ากระแสนี้มาแรงในคนรุ่นใหม่ จึงไม่พลาดโอกาสในการได้ “ไลค์” ง่ายๆ โดยการออกมาพูดเท่ๆ แต่ไม่ได้ “อิน” หรือเข้าใจประเด็นเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่แม้แต่คิดที่จะนำไปผลักดันให้เป็นจริงขึ้นมา

Continue reading “นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร”

ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?

ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์? เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน ความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์กำลังถูกสั่นคลอน ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติการณ์ส่วนตัวของสมาชิกพระราชวงศ์แต่เพียงเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลผลิตของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่อนุญาตให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองตลอดมา สถานะทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ล้นเกินของสถาบันกษัตริย์ ทำให้บทบาททางการเมืองนี้ไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างเป็นวงกว้าง ประชาชนที่มีความกล้าหาญตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ กลับได้รับการคุกคามทั้งทางกฎหมายและวิธีนอกกฎหมาย สถาบันกษัตริย์กลายเป็นพลังที่ส่งอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับยอมหลับตาข้างหนึ่งและหลอกตนเองว่าการไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ในวันนี้จะทำให้ฝันร้ายผ่านพ้นไปได้ แต่การหนีปัญหาย่อมไม่ใช่ทางออกของปัญหา และปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่ฝันร้าย แต่คือความเป็นจริง ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทยจะต้องร่วมกันอภิปรายถึงปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน

Continue reading “ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?”