นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร

ตั้งแต่เมื่อทนายอานนท์เดินสายอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในม็อบ “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม และที่เชียงใหม่ในวันที่ 9 สิงหาคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เสนอข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อในวันที่ 10 สิงหาคม

ดูเหมือนว่ากระแสปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้งหมดจากภาคประชาชนนี้ แทบไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายอย่างจริงจังจากฝ่ายการเมืองฝั่ง “ประชาธิปไตย” เห็นเพียงแต่ออกมาในลักษณะสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา แต่ไม่มีการผลักดันรณรงค์ให้เป็นวาระของพรรคหรือมีการอภิปรายใดๆ ในสภา ทั้งนี้ อาจเพราะนักการเมืองฝ่าย “ประชาธิปไตย” หลายคน มีลักษณะ “ฉวยโอกาส” คือเห็นว่ากระแสนี้มาแรงในคนรุ่นใหม่ จึงไม่พลาดโอกาสในการได้ “ไลค์” ง่ายๆ โดยการออกมาพูดเท่ๆ แต่ไม่ได้ “อิน” หรือเข้าใจประเด็นเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่แม้แต่คิดที่จะนำไปผลักดันให้เป็นจริงขึ้นมา

Continue reading “นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร”

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา

ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศอย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผลพวงของการต่อสู้ขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำจารีตประเพณีอย่างกษัตริย์ ศาสนจักร และอภิชนเจ้าที่ดินกับชนชั้นนำใหม่ที่เกิดขึ้นจากการสะสมทรัพย์สมบัติที่มาจากการทำงานหรือการทำธุรกิจอย่างเช่นชนชั้นกระฎุมพี (ทนายความ พ่อค้า สมาคมอาชีพ) ก่อนการกำเนิดชนชั้นใหม่นี้ การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจภายในชนชั้นนำจารีตประเพณีเองก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างถาวร

การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างชนชั้นนำดังที่ว่านี้นำไปสู่การโค่นล้มกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างกันที่เพียงว่าในอังกฤษฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีกและวิวัฒนาการจนเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นปัจจุบัน แต่ในฝรั่งเศสเกิดการสับเปลี่ยนไปมาระหว่างระบอบสาธารณรัฐ ระบอบจักรพรรดินิยมของราชวงศ์โปนาบาร์ต และระบอบกษัตริย์นิยมของราชวงศ์บูรบง ก่อนจะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐเช่นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรป ถ้าหากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมประนีประนอมจนเหลือเพียงสถานะทางพิธีกรรมก็จะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐไป

แต่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย หรือประเทศญี่ปุ่น มีวิวัฒนาการที่พิเศษแตกต่างไปจากบริบทแบบยุโรป ลักษณะพิเศษดังนี้เองที่ทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยมีอำนาจมากทั้งในทางการเมืองและทางวัฒนธรรม สถาบันกษัตริย์ไทยไม่เพียงอยู่ในสถานะเหนือการเมือง แต่ยังดำรงอยู่ในการเมืองอีกด้วย สถาบันกษัตริย์ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองมากเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากสถาบันกษัตริย์จะจัดวางตำแหน่งตัวเองในลักษณะที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องด้วยการที่กษัตริย์ไทยแทบไม่เคยปฏิเสธการรัฐประหาร

Continue reading “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา”

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

Continue reading “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”