นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร

ตั้งแต่เมื่อทนายอานนท์เดินสายอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ในม็อบ “เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม และที่เชียงใหม่ในวันที่ 9 สิงหาคม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เสนอข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อในวันที่ 10 สิงหาคม

ดูเหมือนว่ากระแสปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้งหมดจากภาคประชาชนนี้ แทบไม่ได้ถูกนำมาอภิปรายอย่างจริงจังจากฝ่ายการเมืองฝั่ง “ประชาธิปไตย” เห็นเพียงแต่ออกมาในลักษณะสนับสนุนการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา แต่ไม่มีการผลักดันรณรงค์ให้เป็นวาระของพรรคหรือมีการอภิปรายใดๆ ในสภา ทั้งนี้ อาจเพราะนักการเมืองฝ่าย “ประชาธิปไตย” หลายคน มีลักษณะ “ฉวยโอกาส” คือเห็นว่ากระแสนี้มาแรงในคนรุ่นใหม่ จึงไม่พลาดโอกาสในการได้ “ไลค์” ง่ายๆ โดยการออกมาพูดเท่ๆ แต่ไม่ได้ “อิน” หรือเข้าใจประเด็นเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่แม้แต่คิดที่จะนำไปผลักดันให้เป็นจริงขึ้นมา

Continue reading “นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตร”

ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?

ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์? เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน ความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์กำลังถูกสั่นคลอน ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติการณ์ส่วนตัวของสมาชิกพระราชวงศ์แต่เพียงเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลผลิตของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่อนุญาตให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองตลอดมา สถานะทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ล้นเกินของสถาบันกษัตริย์ ทำให้บทบาททางการเมืองนี้ไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างเป็นวงกว้าง ประชาชนที่มีความกล้าหาญตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ กลับได้รับการคุกคามทั้งทางกฎหมายและวิธีนอกกฎหมาย สถาบันกษัตริย์กลายเป็นพลังที่ส่งอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับยอมหลับตาข้างหนึ่งและหลอกตนเองว่าการไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ในวันนี้จะทำให้ฝันร้ายผ่านพ้นไปได้ แต่การหนีปัญหาย่อมไม่ใช่ทางออกของปัญหา และปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่ฝันร้าย แต่คือความเป็นจริง ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทยจะต้องร่วมกันอภิปรายถึงปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน

Continue reading “ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?”

นิโคลา ออฟเฟนชตัท: การรื้อถอนทำลายอนุสาวรีย์เป็น “ประเด็นที่สาธารณะต้องนำมาถกเถียงกัน”

“สงครามอนุสาวรีย์” ที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้ ดูเหมือนจะสวนกระแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโลก กล่าวคือ กระแส Black lives matter ในสหรัฐอเมริกา ก่อให้เกิดปรากฎการณ์การทุบทำลายรูปปั้นที่เกี่ยวข้องกับการค้าทาส เช่น รูปปั้นของ Christopher Columbus ส่วนในฝรั่งเศส มีการพ่นสีใสรูปปั้นของ Jean-Baptiste Colbert รัฐมนตรีคนสำคัญสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการค้าทาสในอาณานิคม รวมถึงการพ่นสีใส่รูปปั้น Charles de Gaulle ประธานาธิบดีและผู้นำทหารคนสำคัญของฝรั่งเศสช่วงสงครามอัลจีเรีย ที่เมือง Hautmont และ Pavillons-Sous-bois สองกรณีดังกล่าว ทำให้ประธานาธิบดีมาครง ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนว่า “ฝรั่งเศสจะไม่ลบร่องรอยหรือชื่อใครออกจากประวัติศาสตร์และจะไม่มีการรื้อถอนรูปปั้น”

21738679
รูปปั้น Jean-Baptiste Colbert ที่หน้ารัฐสภา กรุงปารีส (CHRISTOPHE PETIT TESSON / MAXPPP)

Eaizt7fXsAItBNR
รูปปั้น Charles de Gaulle ที่เมือง Hautmont (Xavier Bertrand/Twitter)

Continue reading “นิโคลา ออฟเฟนชตัท: การรื้อถอนทำลายอนุสาวรีย์เป็น “ประเด็นที่สาธารณะต้องนำมาถกเถียงกัน””

โต้บทความเรื่อง “โรเบสปิแอร์ : อำนาจทำให้เสื่อม และความเสื่อมทำให้สิ้น” ของโตมร สุขปรีชา

ผมต้องยอมรับว่าแค่คิดจะเขียนโต้บทความนี้ (อ่านได้ที่นี่) ก็เกิดอาการเหนื่อยใจขึ้นมาแล้ว เพราะโตมร สุขปรีชาผู้ดูท่าจะตั้งใจเขียนบทความหลายตอนเกี่ยวกับประเด็นที่ซับซ้อนอย่างบทบาทของโรเบสปิแอร์ในการปฏิวัติฝรั่งเศสกลับเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนถึงสักเท่าไหร่ในหลายจุดของบทความ

สิ่งที่น่าอับอายที่สุดคือการบอกว่าโรเบสปิแอร์เสียชีวิตวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1794 ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเสียชีวิตในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 จะมองว่าเป็นการพิมพ์ผิดก็คงไม่ได้ เพราะการตั้งใจปล่อยบทความในวันนี้ก็ดูจะสอดคล้องกันดี

Continue reading “โต้บทความเรื่อง “โรเบสปิแอร์ : อำนาจทำให้เสื่อม และความเสื่อมทำให้สิ้น” ของโตมร สุขปรีชา”

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา

ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศอย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผลพวงของการต่อสู้ขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำจารีตประเพณีอย่างกษัตริย์ ศาสนจักร และอภิชนเจ้าที่ดินกับชนชั้นนำใหม่ที่เกิดขึ้นจากการสะสมทรัพย์สมบัติที่มาจากการทำงานหรือการทำธุรกิจอย่างเช่นชนชั้นกระฎุมพี (ทนายความ พ่อค้า สมาคมอาชีพ) ก่อนการกำเนิดชนชั้นใหม่นี้ การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจภายในชนชั้นนำจารีตประเพณีเองก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างถาวร

การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างชนชั้นนำดังที่ว่านี้นำไปสู่การโค่นล้มกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างกันที่เพียงว่าในอังกฤษฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีกและวิวัฒนาการจนเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นปัจจุบัน แต่ในฝรั่งเศสเกิดการสับเปลี่ยนไปมาระหว่างระบอบสาธารณรัฐ ระบอบจักรพรรดินิยมของราชวงศ์โปนาบาร์ต และระบอบกษัตริย์นิยมของราชวงศ์บูรบง ก่อนจะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐเช่นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรป ถ้าหากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมประนีประนอมจนเหลือเพียงสถานะทางพิธีกรรมก็จะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐไป

แต่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย หรือประเทศญี่ปุ่น มีวิวัฒนาการที่พิเศษแตกต่างไปจากบริบทแบบยุโรป ลักษณะพิเศษดังนี้เองที่ทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยมีอำนาจมากทั้งในทางการเมืองและทางวัฒนธรรม สถาบันกษัตริย์ไทยไม่เพียงอยู่ในสถานะเหนือการเมือง แต่ยังดำรงอยู่ในการเมืองอีกด้วย สถาบันกษัตริย์ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองมากเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากสถาบันกษัตริย์จะจัดวางตำแหน่งตัวเองในลักษณะที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องด้วยการที่กษัตริย์ไทยแทบไม่เคยปฏิเสธการรัฐประหาร

Continue reading “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา”

His Majesty, Where Are You?

vms904
เครื่องบินพระที่นั่งรหัสเรียกขาน VMS 904 ขณะลงจอดที่สนามบินซูริค สมาพันธรัฐสวิส วันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2016

ผมขอตั้งชื่อบล็อกอันนี้เป็นภาษาอังกฤษว่า “His Majesty, Where Are You?”  หรือจะแปลเป็นไทยได้ว่า “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว รู้แล้วว่าทรงอยู่หนไหน” บล็อกนี้มีที่มาหลังจากการล้มป่วยของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ทำให้ไม่มีคนคอยอัพเดทการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีคนบอกผมว่าขณะนี้แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชลกำลังทำหน้าที่แทนอยู่ แต่เนื่องจากผมเพิ่งเลิกใช้เฟซบุ๊กอีกเหมือนกัน ก็เลยไม่ทราบว่าคุณแอนดรูว์คอยอัพเดทอยู่จริงหรือไม่ ถึงจุดนี้ผมจึงได้เกิดความคิดว่าเราควรจะใช้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่แทนมนุษย์ คอยอัพเดทข้อมูลการเสด็จประพาสยุโรปของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบบเรียลไทม์ (real-time tracking) ซึ่งในท้ายที่สุดผมตั้งใจจะพัฒนาเว็บไซต์เล็กๆ ที่พสกนิกรผู้จงรักภักดีสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในยุโรปได้ตลอดเวลา และถ้าหากผมมีทรัพยากรพอ ก็อยากที่จะยกระดับเป็นแอ็พพลิเคชั่นในมือถือ แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นนี้ผมได้ลองเขียนโปรแกรมเล็กๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในอดีตดูก่อนอิงตามบันทึกการบินของเครื่องบินพระที่นั่งซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงควบคุมด้วยพระองค์เอง

Continue reading “His Majesty, Where Are You?”

ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

Continue reading “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”

มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย”

แปลจากบทสัมภาษณ์ Michel Pastoureau: “Chosir le jaune comme emblème, c’est à la fois courageux et dangereux” เขียนโดย Mathieu Dejean เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 2018 ในเว็ปไซต์ Les Inrockuptibles เข้าถึงได้ที่ https://www.lesinrocks.com/2018/12/06/actualite/michel-pastoureau-choisir-le-jaune-comme-embleme-cest-la-fois-courageux-et-dangereux-111149774/?fbclid=IwAR1GxB4Ehgx2HiIHVOGOEzagULrde_5o4udzr7ww5185b2LVdjEZUDyWYRk เชิงอรรถทั้งหมดเป็นของผู้แปล

france-social-politics-environment-oil-demo-3

กลุ่ม “เสื้อกั๊กเหลือง” วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 บนถนนฌ็องเซลิเซ่ (LUCAS BARIOULET/AFP)

นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองของสีผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากผลงานหลายชิ้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสีในโลกตะวันตก มิเชล ปาสตูโรวิเคราะห์การใช้สี “เหลือง” โดยกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่สั่นสะเทือนประเทศฝรั่งเศสอยู่ในขณะนี้

มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์ยุคกลางผู้เขียนหนังสือสี่เล่มอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับสีน้ำเงิน ดำ เขียว และแดง กำลังเตรียมตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสีเหลือง ในขณะที่ขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” กำลังจะถึงจุดสูงสุดของการต่อสู้ เขาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ใหม่ที่มีการใช้สีเหลืองในทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นสัญลักษณ์ของการทรยศ

Continue reading “มิเชล ปาสตูโร: “การใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์นั้นทั้งกล้าหาญและอันตราย””

จดหมายจาก “แอ็ปเปิ้ลเขียว”: ความเคลือบแคลงสงสัยต่อเนติวิทย์

หลังจากที่ผมเขียน “คำตาม” ในหนังสือ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง ประชาธิปไตยในระดับนิสิตนักศึกษา” ของเนติวิทย์เรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอให้ “มิตรสหายท่านหนึ่ง” ช่วยอ่านและช่วยเสนอแนะประเด็นเพิ่มเติม สุดท้ายแล้วข้อเสนอแนะของเขานั้นยาวและน่าสนใจ จนผมเห็นว่าน่าจะเขียนเป็นอีกบทความได้ ผมจึงขอให้เขาเรียบเรียงเป็นบทความสั้นๆ เพื่อจะนำเอามาลงต่อจากบทความของผม

บทความต่อไปนี้ มีลักษณะเป็นส่วนตัว และรุนแรงกว่าที่ผมเขียนอยู่มาก ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด ผมเอามาลงในบล็อกนี้ เพราะเห็นว่ามีลักษณะต่อเนื่องกับโพสต์ผม และคิดว่าการวิจารณ์ลักษณะนี้ คงมีประโยชน์อยู่บ้าง ดังที่คุณ “แอ็ปเปิ้ลเขียว” ได้ทิ้งทายเอาไว้ว่า “การจะเรียกเขาว่าเป็นฮีโร่นักประชาธิปไตยจึงต้องควรตระหนักดีๆ สังคมไทยควรจะต้องตั้งคำถามกับเนติวิทย์มากๆ”

Continue reading “จดหมายจาก “แอ็ปเปิ้ลเขียว”: ความเคลือบแคลงสงสัยต่อเนติวิทย์”

ขบวนการนักศึกษากับจิตวิญญาณของการปฏิวัติ: จาก 1968, กลุ่มอิสระหลังปี 2553, สู่ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมัยที่ผมยังเล่นเฟสบุ๊คอยู่ ผมไปเขียนตอบโพสต์ของเพื่อนคนหนึ่ง ในทำนองว่าปรากฎการณ์การขายหนังสือของเนติวิทย์ รวมถึงกระแสตอบรับที่คนแห่กันไปซื้อจำนวนมากนี่ เป็นอะไรที่น่าสนใจ ลักษณะของเนติวิทย์ที่ขยันเขียน ขยันแปล ขยันพิมพ์หนังสือในปริมาณมาก เป็นลักษณะที่ลอกแบบมาจากสุลักษณ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูเหมือนว่าปรากฎการณ์ “ขายดี” ของหนังสือ จะไม่ได้มาจาก “คุณภาพ” ของหนังสือมากนัก กล่าวคือ เท่าที่ผมทราบ แทบจะไม่มีใครเอาเนื้อหาหนังสือของเนติวิทย์มาอภิปราย ถกเถียงต่อ หรือวิพากษ์วิจารณ์ต่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง นี่สะท้อนความจริงที่ว่า คนไปซื้อหนังสือเพราะต้องการสนับสนุนช่วยเหลือเนติวิทย์ ในฐานะ “คนรุ่นใหม่” และ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” อันเป็นภาพลักษณ์ที่เนติวิทย์สร้างขึ้นมา มากกว่าจะสนใจหนังสือและคุณภาพของหนังสืออย่างแท้จริง

หลังจากนั้นไม่นาน ราวกลางเดือนเมษายน จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบ เนติวิทย์ก็ติดต่อผมมา เพื่อขอให้ผมช่วยเขียน “คำวิจารณ์ในเล่ม” ในหนังสือใหม่ที่เขาจะพิมพ์ หนังสือดังกล่าวนี้เป็นการรวบรวมจดหมายหลายฉบับที่เขาเขียนถึงประธานสโมสรนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เนื้อหาของจดหมายส่วนใหญ่เป็นการแนะนำและวิจารณ์การทำงานของสโมสรนิสิต เป้าหมายของหนังสือก็เพื่อหวังว่านิสิตในอนาคตจะเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรมนิสิตมากขึ้น และหากมีนิสิตใหม่ที่สนใจจะไปทำงานสโมสรนิสิต ก็จะได้นำแนวทางของเนติวิทย์ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสโมสรให้ดีขึ้น

Continue reading “ขบวนการนักศึกษากับจิตวิญญาณของการปฏิวัติ: จาก 1968, กลุ่มอิสระหลังปี 2553, สู่ข้อคิดเห็นบางประการต่อเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล”