เราเซ่นไหว้บรรพชนเพื่อเรียนรู้ที่ทางของเราในโลก

อติเทพ ไชยสิทธิ์

เมื่อเทศกาลตรุษจีนเวียนมาถึง ผู้อ่านบางท่านอาจมีคำถามกับตนเองว่า เราจะเซ่นไหว้บรรพชนกันไปทำไม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้อ่านที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดาแล้ว การเซ่นไหว้บรรพชนยังจะมีที่ทางของมันอยู่อีกหรือไม่? ผู้เขียนเห็นว่านี่จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้หันมาทบทวนความหมายของการเซ่นไหว้บรรพชนตามหลักปรัชญาหรู (儒家) ซึ่งเป็นธรรมเนียมภูมิปัญญาที่มีคำสอนของขงจื่อเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

()
หัวใจของการเซ่นไหว้บรรพชนคือการส่งต่อความรักผูกพันของคนระหว่างรุ่น

มักมีผู้กล่าวว่า หัวใจของการเซ่นไหว้บรรพชนคือ ‘ความกตัญญู’ แต่เราควรจะถามต่อไปว่า (๑) คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ และ (๒) ‘ความกตัญญู’ ที่ว่านั้นคืออะไร?

ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการถูกต้องที่จะกล่าวว่าหัวใจของการเซ่นไหว้บรรพชนคือ ‘ความกตัญญู’ แต่เราควรจะพิจารณาว่า ‘ความกตัญญู’ ตามหลักปรัชญาหรูนั้นแตกต่างจาก ‘ความกตัญญู’ แบบพุทธที่วางอยู่บนฐานของการแลกเปลี่ยนตอบแทนผลประโยชน์[1]อย่างไร

ความกตัญญูตามหลักปรัชญาหรูวางอยู่บนฐานของความรักผูกพันของคนระหว่างรุ่น ดังจะเห็นได้จากตัวอักษรจีนของคำว่า ‘กตัญญู’ (孝) ที่ประกอบขึ้นมาจากตัวอักษรสองตัว คือคำว่า คนชรา และคำว่า เด็ก นอกจากนี้เรายังจะเห็นได้จากคำตอบที่ขงจื่อมีต่อเมิ่งอู่ว่าความกตัญญู คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ พ่อแม่ได้แต่เป็นห่วงและเจ็บปวดเมื่อลูกของพวกเขาป่วยไข้”(父母唯其疾之憂)[2] คำตอบของขงจื่อชี้ให้เราเห็นว่าการตอบแทนพ่อแม่ตามหลักปรัชญาหรูไม่ใช่การชำระหนี้บุญคุณ แต่เป็นการตอบสนองต่อความรักผูกพันและความห่วงใย กล่าวคือเราดูแลพ่อแม่ของเราในยามที่พวกเขาแก่ชราและเจ็บป่วย เหมือนดังที่เขาดูแลเราตอนที่เรายังเป็นเด็กและอ่อนแออยู่

เมื่อผู้อ่านเห็นว่าความกตัญญูตามหลักปรัชญาหรูไม่ใช่แค่การชำระหนี้บุญคุณแต่เป็นเรื่องของสายใยความรักผูกพันของคนระหว่างรุ่น ความกตัญญูจึงไม่ได้จบลงเมื่อเราหรือพ่อแม่ของเราเสียชีวิตลง สายใยความรักผูกพันของคนในครอบครัวโยงใยถึงอดีตและทอดยาวสู่อนาคต ตราบใดที่ความรักผูกพันของคนระหว่างรุ่นยังได้รับการส่งต่อไป

อนึง เราควรเข้าใจว่า ความกตัญญูตามหลักปรัชญาหรูไม่ได้มีมิติของการรักผูกพันของคนระหว่างรุ่นเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมชาติที่ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นย่อมมีทั้งความปรองดองและความขัดแย้ง แม้ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเป็นระหว่างเราและพ่อแม่ก็ตาม มักมีผู้เข้าใจผิดว่าคำสอนของขงจื่อให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ในความเป็นจริง ขงจื่อเห็นว่าการเชื่อฟังอย่างเชื่องๆ หาได้เป็นความกตัญญูไม่ ดังคำตอบของขงจื่อต่อเฉิงจื่อในตำราว่าด้วยความกตัญญู (孝經) ว่าความกตัญญูคือ การโต้แย้งทัดทานพ่อแม่เมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม เช่นเดียวกันกับขุนนางที่มีหน้าที่โต้แย้งทัดทานพระมหากษัตริย์ที่ปกครองอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรมเพราะเหนืออื่นใดความสัมพันธ์ของมนุษย์มีเพื่อส่งเสริมมนุษยธรรมในตัวเราเองและคนอื่น เราเคารพเทิดทูนพวกเขาเมื่อพวกเขากระทำสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และโต้แย้งทัดทานพวกเขาด้วยความรักผูกพันเพื่อให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม

หากกล่าวโดยสรุป ‘ความกตัญญู’ ตามหลักปรัชญาหรูประกอบด้วย (๑) ความรักผูกพัน (๒) ความเคารพเทิดทูน และ (๓) การโต้แย้งทัดทาน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป นั่นย่อมไม่ใช่ความกตัญญู ความรักผูกพันและความเคารพเทิดทูนที่ไม่มีการโต้แย้งทัดทานย่อมเป็นความรักและเชื่อฟังอย่างมืดบอด การโต้แย้งทัดทานโดยไม่ใช้ความรักผูกพันและความเคารพเทิดทูนย่อมนำไปสู่ความเกลียดชัง

ความกตัญญูตามความหมายที่ผู้เขียนได้กล่าวมานี้เองคือหัวใจของการเซ่นไหว้บรรพชน

เมื่อเราได้เห็นว่าความกตัญญูตามหลักปรัชญาหรูนั้นมีความลึกซึ้งและกว้างขวางยิ่งกว่าการชำระหนี้บุญคุญตามหลักศาสนาพุทธ การเซ่นไหว้บรรพชนจึงสามารถเป็นพื้นที่ให้เราได้เรียนรู้ความกตัญญูแม้ว่าบรรพชนของเราจะเสียชีวิตไปนานแล้ว นั่นเพราะว่าการเซ่นไหว้บบรรพชนมีหัวใจอยู่ที่การระลึกถึงและส่งต่อความรักความผูกพันของคนระหว่างรุ่น เราอาจไม่มีโอกาสได้รับความรักผูกพันจากคนรุ่นก่อนหน้า แต่เราสามารถเรียนรู้สิ่งนั้นได้จากความรักผูกพันที่พ่อแม่มีให้ต่อเรา ลูกหลานของเราอาจไม่ได้โอกาสได้รับความรักผูกพันจากคนรุ่นปู่ยาตายายดังที่เราได้รับมา แต่เราสามารถส่งต่อความรักผูกพันที่เราได้รับมาไปยังรุ่นต่อไป การเซ่นไหว้บรรพชนคือพื้นที่ให้เราได้เรียนรู้และส่งต่อสิ่งที่เราเห็นว่าดีงาม และปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราเห็นว่าควรละทิ้ง การเซ่นไหว้บรรพชนไม่ใช่เรื่องของลำดับขั้นตอนของพิธีกรรมอันซับซ้อน เพราะลำดับขั้นตอนของพิธีกรรมเหล่านั้นเป็นเพียงแค่แผนที่ช่วยนำทาง เป้าหมายปลายทางของการเซ่นไหว้บรรพชนคือการได้ทำความรู้จัก เรียนรู้ และส่งต่อความรักผูกพันของคนระหว่างรุ่น – ท้ายที่สุดแล้ว พิธีกรรมที่ไร้มนุษยธรรม (仁) นั้นล้วนกลวงเปล่า[3]

เมื่อกล่าวถึงเรื่องพิธีกรรมและมนุษยธรรม ผู้เขียนก็พลันนึกถึงฉากประทับใจในละครเกาหลีเรื่อง ‘Home Town Cha-Cha-Cha’ ที่เป็นฉากเจ้าของร้านอาหารทะเลกับลูกชายของเธอจัดโต๊ะเซ่นไหว้แม่ของเธอในวันครบรอบการเสียชีวิต โดยเราต้องเข้าใจว่าสังคมเกาหลีนั้นมีความเคร่งครัดในเรื่องพิธีกรรมมาก การจัดโต๊ะเซ่นไหว้บรรพชนแม้จะมีความแตกต่างเล็กน้อยตามภูมิภาคแต่ล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่มีบันทึกอยู่ในตำรา ว่าด้วยพิธีกรรมครอบครัว (家禮) ที่เขียนโดยจูซี (朱熹) นักปรัชญาหรูสมัยราชวงศ์ซ่ง และมีกระทั่งแอพพลิเคชันมือถือที่ช่วยแสดงแผนผังการจัดโต๊ะเซ่นไหว้บรรพชนโดยละเอียด[4] ความน่าสนใจก็คือในฉากนี้ บนโต๊ะเซ่นไหว้มีสิ่งแปลกปลอมอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือเค้กโรลที่วางอยู่ที่มุมหนึ่งในแถวหน้าสุดของเครื่องเซ่นไหว้ ผู้เป็นลูกชายจึงถามแม่ว่า เราสามารถเอาของเช่นนี้มาตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ได้ด้วยหรือ ผู้เป็นแม่ตอบว่า เธอรู้ดีว่าลูกชายนั้นเคร่งครัดกับพิธีกรรม แต่พิธีเซ่นไหว้นี้เราทำให้คุณยายซึ่งมีของโปรดเป็นเค้กโรล เมื่อได้ยินดังนั้น ลูกชายพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะช่วยผู้เป็นแม่ขยับเค้กโรลมาตั้งหน้าป้ายวิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของโต๊ะ- นี่คือตัวอย่างของพิธีกรรมที่ผู้เป็นแม่ถ่ายทอดความรักผูกพันที่เธอได้รับมาไปยังผู้เป็นลูกอีกที ลูกชายได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับยายที่เขาอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส พิธีกรรมที่อาจเป็นเพียงแค่เปลือกอันว่างเปล่าหากผู้เข้าร่วมเพียงแค่ทำตามลำดับขั้นตอนซ้ำๆ กันทุกๆ ปี ก็กลับกลายเป็นพิธีกรรมที่มีหัวใจ – หัวใจที่เต็มไปด้วยความรักและผูกพันของคนระหว่างรุ่น

ฉากการเซ่นไหว้บรรพชนในละครเรื่อง Hometown Cha Cha Cha

()
เราไม่ได้เซ่นไหว้
ผีของบรรพชน แต่เราปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับยังมีชีวิตอยู่

แม้ว่าการเซ่นไหว้บรรพชนในยุคบรรพกาลอาจจะมีที่มาจากการนับถือผี และก็ยังคงมีร่องรอยของ ‘ผี’ ปรากฎให้เห็นในพิธีกรรมเก่าแก่ที่บันทึกอยู่ในหลี่จี้ ยกตัวอย่างเช่นการเลือกคนอายุน้อยที่สุดในครอบครัวมารับบทบาทเป็นบรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว (บทบาทนี้เรียกว่า 尸 ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘ศพ’ หรือ ‘คนตาย’) ทำหน้าที่ทานและดื่มอาหารเซ่นไหว้รวมทั้งให้พรลูกหลาน แต่การเซ่นไหว้บรรพชนตามหลักปรัชญาหรูไม่ได้มีหัวใจอยู่ที่การเซ่นไหว้ ‘ผี’[5]

ในเรื่องนี้จางซื่อ (張栻) ปัญญาชนหรูสมัยซ่ง ผู้เป็นมิตรของจูซี (แต่ไม่เห็นด้วยกับจูซีในหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการมีอยู่ของผีและหลักฮวงจุ้ยจนถึงขั้นอภิปรายว่าจูซีเบี่ยงเบนออกจากหลักคำสอนที่ถูกต้อง) ได้อภิปรายว่าคนในยุคโบราณไม่เซ่นไหว้บรรพชนที่หลุมศพ เพราะพวกเขารู้ดีว่าในหลุมนั้นมีเพียงแค่ร่างที่ไร้วิญญาณ ส่วนผีและวิญญาณไม่สามารถกินเครื่องเซ่นไหว้ได้แต่อย่างใด การเซ่นไหว้ต้องทำที่ศาลบรรพชนซึ่งมีป้ายวิญญาณของบรรพชนสถิตย์อยู่[6]

ในหลักปรัชญาหรู ผีและวิญญาณจะมีอยู่จริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญและเป็นสิ่งที่เราไม่อาจตอบได้ ดังที่ขงจื่อได้ตอบลูกศิษย์คนหนึ่งที่ถามเขาว่าเราจะปฏิบัติรับใช้ต่อคนที่ตายไปแล้วอย่างไร คำตอบของเขาก็คือ หากเจ้ายังไม่สามารถรับใช้คนเป็น เจ้าจะรับใช้คนตายได้อย่างไร หากเจ้ายังไม่รู้จักชีวิต เจ้าจะรู้จักความตายได้อย่างไร[7] แม้แต่จูซีซึ่งเชื่อว่าผีและวิญญาณมีอยู่จริงก็กลับมองว่าเรื่องผีและวิญญาณเป็นเรื่องรองของชีวิตและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจ มนุษย์เราควรอุทิศกำลังของตนไปยังสิ่งที่สำคัญมากกว่า คือชีวิตที่จับต้องได้นี้

การเซ่นไหว้บรรพชนไม่ใช่การรับใช้คนตาย แต่เป็นการรับใช้คนที่ยังมีชีวิต เราตั้งโต๊ะเซ่นไหว้บรรพชน ไม่ใช่หวังว่าวิญญาณของบรรพชนจะได้มากินเครื่องเซ่นไหว้ แต่เราปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับพวกเขายังมีชีวิต และในขณะเดียวกันเราก็ใช้การเซ่นไหว้บรรพชนเป็นเครื่องมือเรียนรู้การเป็นคนที่มีมนุษยธรรม เพราะเราถือว่าความกตัญญูคือรากฐานของคุณธรรมทั้งปวง

ในคัมภีร์ว่าด้วยพิธีกรรม หรือหลี่จี้ (禮記) ได้บรรยายพิธีกรรมการเซ่นไหว้บรรพชนแต่โบราณโดยละเอียด ข้อความท่อนหนึ่งอธิบายหัวใจของการเซ่นไหว้บรรพชนเอาไว้ว่าคือความกตัญญู และความกตัญญูก็คือการที่คนรุ่นหลังยังระลึกถึงบรรพชนของพวกเขาราวกับบรรพชนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่

“… แต่โบราณ​มา​ อันคำสอนของบูรพกษัตริย์​ในเรื่องความกตัญญู​ () นั้นก็คือ​ เมื่อดวงตาของลูกหลานไม่ลืมใบหน้าของบรรพชน​ หูของลูกหลานยังระลึกถึงเสียงของบรรพชน​ ความนึกคิดของลูกหลานไม่ลืมปณิธาน​และความรู้สึกนึกคิดของบรรพชน​ เมื่อลูกหลานแผ่ความรักออกไปยังบรรพชนของพวกเขา​ ก็คล้ายกับว่าบรรพชนได้กลับมามีชีวิต​อีกครั้ง​ เมื่อลูกหลานแผ่ความเคารพเทิดทูน​ออกไปยังบรรพชนของพวกเขา​ ก็คล้ายกับว่าบรรพชนได้มายืนอยู่ต่อหน้าพวกเขาอีกครั้ง​ ด้วยหัวใจที่ได้เห็นบรรพชนของพวกเขาคล้ายกลับมามีชีวิตและยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง​ พวกเขาจะไม่รู้สึกเคารพเทิดทูน​()​ได้หรอกหรือ?… “[8]

ในหลี่จี้ยังมีข้อความอีกท่อนหนึ่งที่บรรยายไว้ว่า ในวันที่มีพิธีเซ่นไหว้บรรพชนนั้น เมื่อผู้ประกอบพิธีได้เข้าไปในห้องส่วนที่มีการตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ เขาย่อมปฏิบัติราวกับรู้สึกได้ว่าบรรพชนก็มาอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย – นั่นคือเขาอาจหยุดชะงักคล้ายกับว่าได้ยินเสียงบรรพชนกำลังเคลื่อนไหว[9]

ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ การเซ่นไหว้บรรพชนตามหลักปรัชญาหรู ไม่ใช่การเคารพบูชา ‘ผี’ หรือ ‘ดวงวิญญาณ’ ของบรรพชน เท่ากับเป็นการปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับบรรพชนของพวกเรายังมีชีวิตอยู่


()
เราเซ่นไหว้บรรพชนเพื่อเรียนรู้ที่ทางของเราในโลก

ภาพการตั้งโต๊ะเซ่นไหว้บรรพชนที่บ้านของมิตรสหายท่านหนึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งที่บรรพชนชอบขณะมีชีวิตผสมผสามกับหลักจารีตประเพณี

ผู้เขียนเห็นว่าการเซ่นไหว้บรรพชน​สอนให้เรารู้จัก​ที่ทางของเราในโลก​ – ทำไมผู้เขียนจึงคิดเช่นนั้น?

ผู้เขียนเห็นว่าการเซ่นไหว้บรรพชนสอนให้เรารู้ว่า เรา (self) นั้นไม่ได้เป็นตัวของเราคนเดียว (individual self) แต่เรานิยามความเป็นเราผ่านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในครอบครัวและสังคม ความเป็นเราไม่สามารถลอยอยู่อย่างโดดๆ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ใหญ่กว่าเราเสมอ ความเป็นเราจึงเกิดขึ้นจากสายใยความสัมพันธ์ต่างๆ มากมายที่ประกอบขึ้นมาเป็นเรา – ครอบครัวคือชุมชนขนาดเล็กที่สุดของตัวเรา

ครอบครัว​คือพื้นที่ซึ่งเราฝึกฝนที่จะเป็นสมาชิกของชุมชนที่ใหญ่กว่า​ เราเรียนรู้ที่จะรักคนอื่น​และได้รับความรักจากคนอื่นเป็นครั้งแรกจากที่นี่ เราเรียนรู้ที่จะไม่ถูกใจกับสิ่งที่คนอื่นทำกับเราครั้งแรกจากที่นี่ ครอบครัวเป็นพื้นที่ให้เราได้เรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ เราเรียนรู้ตำแหน่งแห่งที่ของเราในครอบครัว​ เพื่อที่เราจะได้รู้จักตำแหน่งแห่งที่ของเราในโลก​

ด้วยเหตุนี้ความกตัญญูจึงเป็นรากฐานของคุณธรรมทั้งปวง เพราะเรารู้จักรักคนในครอบครัวของเราก่อนที่จะจะขยายความรักนั้นออกไป​สู่เพื่อนมนุษย์คนอื่น หากเราล้มเหลวที่จะรักคนในครอบครัว เราจะรักคนแปลกหน้าได้จริงหรือ? หากเราไม่สามารถที่จะยอมรับความผิดพลาดของคนในครอบครัว เราจะยอมรับความผิดพลาดของคนอื่นได้จริงหรือ?

การเซ่นไหว้บรรพชนทำให้เราได้เรียนรู้ทบทวนสิ่งนี้ เป็นห้วงเวลา​ให้เราระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับบรรพชน​ นึกถึงความรัก​ ความดีงาม​ที่ควรเอาอย่าง​ และความไม่ดีที่ไม่ควรเอาอย่าง และถ่ายทอดความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น​

ความทรงจำเป็นสิ่งสำคัญในการเซ่นไหว้บรรพชน ดังที่ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นก่อนหน้านี้แล้วว่าความกตัญญูในความหมายหนึ่งคือการที่ลูกหลานยังมีความทรงจำเกี่ยวกับบรรพชนของพวกเขา ยังระลึกถึงความรู้สึกนึกคิด ความอบอุ่น และความรักผูกพันนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ในตำรา ว่าด้วยพิธีกรรมครอบครัวของจูซีจึงให้ความสำคัญกับการเซ่นไหว้บรรพชน ๔ รุ่นมาเป็นอันดับหนึ่ง และถือเป็นการเซ่นไหว้ที่ทำบ่อยที่สุดในรอบ ๑ ปี คือการเซ่นไหว้ตามฤดูกาลทั้ง ๔ – เราอาจพิจารณาว่าบรรพชน ๔ ชั่วรุ่นนี้ ยังมีประวัติศาสตร์และความทรงจำที่คนมีชีวิตอยู่ยังสามารถจดจำและถ่ายทอดต่อไปได้[10]

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการเซ่นไหว้บรรพชนก็คือมันเป็นการแสดงออกซึ่งความรักผูกพันและความเคารพเทิดทูนที่เรามีต่อบรรพชนของเราไม่ใช่ต่อบรรพชนของคนอื่น และอาจจะรวมถึงไม่ใช่ต่อผีสางเทวดาอื่นอีกด้วย ขงจื่อเคยกล่าวว่า “เซ่นไหว้สิ่งที่ไม่ใช่ผีของตนคือการประจบสอพลอ เห็นว่าสิ่งใดถูกต้องชอบธรรมแต่ไม่กระทำคือขี้ขลาด”[11] (‘ผี’ ในที่นี้หมายถึงบรรพชน)

ในปรัชญาหรู ไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การแสดงความรักผูกพันและเคารพเทิดทูนมากไปกว่าบรรพชนของเราเอง การเซ่นไหว้บนบานต่อผีสางเทวดาและเทพเจ้าไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ว่ามนุษยธรรมคืออะไร ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ทางของเราในโลก และไม่ได้นำไปสู่การขยายความรักที่เรามีต่อคนในครอบครัวไปสู่เพื่อนมนุษย์คนอื่นในสังคม

การเซ่นไหว้ต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ต่อสิ่งที่ทำให้เราต้องสยบยอมเป็นผู้รับใช้ ไม่มีพื้นที่ในปรัชญาหรู เพราะปรัชญาหรูให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่หรือได้ล่วงลับไปแล้ว

การเซ่นไหว้บรรพชนคือพื้นที่ซึ่งสายสัมพันธ์ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้วได้เชื่อมร้อยกัน สายสัมพันธ์นี้จะทอดยาวออกไปตราบใดที่ยังมีความรักผูกพันในครอบครัว


[1] คำว่าบุพการีชนแปลตรงตัวว่า ผู้ที่ได้ให้การอุปการะมาก่อน’ ส่วนคำว่า ‘กตัญญู’ มาจากคำว่า กต (รู้คุณ) + ญู (ผู้) จึงแปลว่า ผู้ซึ่งรู้คุณซึ่งคนอื่นได้ทำไว้ให้แล้ว ความกตัญญูแบบพุทธเป็นเรื่องของ ‘กตัญญูกตเวทิตา’ คือการระรึกรู้คุณและตอบแทนหนี้บุญคุณของผู้ที่ให้การอุปการะมาก่อน

[2] ในหลุนอวี่ (論語) หรือบทสนทนาระหว่างขงจื่อและลูกศิษย์ ในเล่มที่ ๒ บทที่ ๖

[3] 人而不仁,如禮何 – พิธีกรรมจะมีความหมายอะไร หากมนุษย์ไร้มนุษยธรรม – หลุนอวี่เล่มที่ ๓ บทที่ ๓

[4] แอพพลิเคชัน제사의 달인 แปลว่า ผู้เชี่ยวชาญ​ด้านพิธีเซ่นไหว้บรรพชน – สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งจาก PlayStore และ App Store

[5] ปัญญาชนหรูในอดีตไม่ต่างจากปัจจุบันในแง่ที่มีความเชื่อเรื่องผีแตกต่างกันออกไป

[6] Hoyt Cleveland Tillman, Zhu Xi’s Prayers to the Spirit of Confucius and Claim to the Transmission of the Way Author(s): Source: Philosophy East and West, Vol. 54, No. 4 (2004), pp. 489-513. University of Hawai’i Press

[7] 季路問事鬼神。子曰:「未能事人,焉能事鬼?」敢問死。曰:「未知生,焉知死?- หลุนอวี่เล่มที่ ๑๑ บทที่ ๑๒

[8] 是故,先王之孝也,色不忘乎目,聲不絕乎耳,心志嗜欲不忘乎心。致愛則存,致愨則著。著存不忘乎心,夫安得不敬乎?

[9] 祭之日:入室,僾然必有見乎其位,周還出戶,肅然必有聞乎其容聲,出戶而聽,愾然必有聞乎其嘆息之聲。

[10] การเซ่นไหว้บรรพชนตามคำสอนของจูซีมีทั้งหมด ๖ ประเภท ๑.) การเซ่นไหว้ตามฤดูกาล​ ซึ่งมี​ ๔ ฤดู​ คือการเซ่นไหว้บรรพชน​สี่รุ่น, ๒.) การเซ่นไหว้ต้นตระกูล​ ทำในสาทรตังโจ่ย, ๓.) การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ​ที่ไกลอออกไป​ นับตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของเทียดขึ้นไปจนถึงต้นตระกูล​ ทำในเทศกาลตรุษจีน​ สะท้อนว่าพวกเขาคือตัวแทนคือต้นกำเนิดของชีวิต​เหมือนฤดูใบไม้ผลิ, ๔.) การเซ่นไหว้บรรพชน​ที่เพิ่งเสียชีวิต​ในวันครบรอบการเสียชีวิต, ๕.)​ การเซ่นไหว้บิดาที่เสียชีวิต, ๖.) การเซ่นไหว้ที่หลุมศพ​ (เชงเม้ง)

[11] 子曰:「非其鬼而祭之,諂也。見義不為,無勇也。」- ดูสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ใช้ช่วงตรุษจีนเซ่นไหว้ดวงวิญญาณรัชกาลที่ ๙https://www.facebook.com/sudaratofficial/videos/1247637522863180

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

Leave a comment