เก่งมาจากไหนถึงไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

(ชื่อบทความชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อหนังสือ ‘เก่งมาจากไหนถึงไม่เอากษัตริย์’ ของปราโมท นาครทรรพ)

เราเดินทางมาไกลแล้ว แต่เราจะต้องเดินต่อไป

การชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ (จากเว็บ thai-democracy.com)

เป็นเวลาปีกว่านับตั้งแต่การประกาศข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้ถูกนำมาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลลัพธ์อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากความกล้าหาญอันควรค่าแก่การยกย่องของเยาวชนและประชาชนที่ร่วมกันผลักดันการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในท้องถนน ในรัฐสภา ในที่ทำงาน ในโรงเรียน ในบ้าน และในอินเตอร์เน็ท แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นในปีที่ผ่านมาเช่นกันว่ารัฐและสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เห็นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในสายตา สำหรับพวกเขาแล้ว เสียงเรียกร้องของประชาชนให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็คงไม่ต่างจากแมลงหวี่แมลงวันที่ก่อความรำคาญชั่วครู่ชั่วยาม และถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องกำจัดให้พ้นความรำคาญไปเสียบ้าง – การใช้กำลังกดขี่ปราบปรามประชาชนที่ได้เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นอยู่ก็มีลักษณะเช่นนี้เอง

ถึงแม้การกดขี่ปราบปรามของรัฐจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและมุ่งเน้นกำจัดคนที่ยังยืนหยัดพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จนทำให้การพูดถึงปัญหาของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแผ่วเบาลงไปก็ตามที แต่หากจะเปรียบการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นการเดินทางไกล กว่าเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ก็เป็นระยะทางที่ไม่ใช่น้อย และในระหว่างทางพวกเรายังได้สะสมเพื่อนร่วมทางมากขึ้นและมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังจะต้องเดินต่อไปอีก อย่าปล่อยให้ระยะทางและอุปสรรคเบื้องหน้าขัดขวางการเดินทางสู่เป้าหมายของเรา

ในระหว่างการเดินทางไกลนี้เอง  เราได้ทำให้เพื่อนร่วมชาติของเราจำนวนไม่น้อยได้เห็นแล้วว่าปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ความฝันร้ายชั่วครู่ชั่วยามและไม่ใช่สิ่งที่คนไทยจะสามารถหลับตาข้างหนึ่งเพื่อหนีปัญหาแล้วมันจะผ่านพ้นไปได้ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องหยิบยกพูดถึงในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมากันเสียที

อย่างไรก็ตาม นอกจากพวกเราจะต้องยืนหยัดที่จะหยิบยกเอาปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยออกมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว พวกเรายังจำเป็นต้องขยายจำนวนคนที่เห็นด้วยกับเราให้มากขึ้นไปอีก เนื่องเพราะการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ที่เป็นเป็นเพื่อนร่วมชาติของเราเกิดฉันทามติร่วมกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ หรือจะเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ในโลกสมัยใหม่ก็ตามที

สถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้ต้องพึ่งพาประชาธิปไตย

กษัตริย์วชิราลงกรณ์และราชินีสุทิดา (ที่มา: BBC Thai)

ผู้นิยมกษัตริย์พึงระลึกไว้ว่าประชาธิปไตยสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถาบันกษัตริย์ แต่ในทางตรงกันข้าม สถาบันกษัตริย์ต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องพึ่งพาประชาธิปไตยเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ การมีบทบาททางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ย่อมทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฝักฝ่ายทางการเมือง และก็เพราะด้วยเหตุผลนี้เองที่สถาบันกษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ ต้องมลายหายไปเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองนั้นรุนแรงขึ้นจนถึงจุดที่ถ้าไม่ใช่เพราะประชาชนเห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว ก็เพราะสถาบันกษัตริย์ถูกขั้วอำนาจทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามกำจัดทิ้งไป ในสภาวะเช่นนั้น ไม่มีใครมองว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือทางการเมืองอีกต่อไป แต่สถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในผู้เล่นทางการเมืองที่สมควรได้รับผลของการกระทำทางการเมืองนั้น – และนี่ก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

ผู้นิยมกษัตริย์พึงถามตนเองว่า พวกเขายังต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้อยู่หรือไม่ หรือจะปล่อยให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาททางการเมืองดังที่เป็นอยู่จนอาจมีจุดจบไม่ต่างจากสถาบันกษัตริย์ของประเทศอื่น ๆ ที่ต้องจบสิ้นลงไปเพราะคลื่นลมของมรสุมทางการเมือง ถ้าผู้นิยมกษัตริย์ยังต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้และเห็นประโยชน์ในการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง ไม่ได้เพียงแค่ต้องการใช้เครือข่ายของสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน พวกเขาก็ควรจะออกมาสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย แต่ถ้าหากว่าผู้นิยมกษัตริย์เลือกที่จะนิ่งเฉยและเฝ้าคอยให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหรือคิดว่าปัญหาที่เป็นเรื่องเฉพาะรัชกาล ผู้เขียนเห็นว่าคงจะเป็นการยากที่บุคคลเหล่านี้จะเรียกตนเองว่าเป็นผู้นิยมกษัตริย์ได้อย่างเต็มปาก

สถาบันกษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจเปรียบได้กับการฝากอนาคตของประเทศชาติไว้กับการจับฉลาก

การเดินขบวนต่อต้านการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของชาวพิษณุโลก (ที่มา: northernnewsthailand.com)

แน่นอนว่ายังมีผู้นิยมกษัตริย์อีกจำพวกหนึ่งที่ไม่เพียงต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้เท่านั้น แต่พวกเขายังสนับสนุนให้มีการเพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเพียงเพราะเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจมากนั้นเป็นผลดีต่อประเทศชาติ จะด้วยเหตุผลใดของพวกเขาก็ตาม ผู้เขียนไม่สามารถเข้าใจบุคคลประเภทนี้ได้ ต้องเป็นคนประเภทไหนกันจึงจะสามารถเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าอนาคตของประเทศชาติควรวางอยู่ฐานของความบังเอิญ เพราะอันที่จริงแล้วคนที่จะมาเป็นพระมหากษัตริย์ได้นั้นก็หาได้มีที่มาตามหลักการอะไรไม่ แต่มาจากความบังเอิญโดยแท้ คือเพียงบังเอิญเกิดมาเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ตามลำดับที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องฉลาด ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ หรือมีคุณสมบัติอันเหมาะสมในการปกครองประเทศจนประชาชนส่วนใหญ่พากันเลือกขึ้นมาเป็นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด พระมหากษัตริย์อาจจะเป็นคนซื่อบื้อ โฉดเขลา กักขฬะ หยาบช้าหรือบ้ากามก็ได้ทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดในโลกสมัยใหม่จึงยังมีคนที่คิดว่าการมอบอำนาจทางการเมืองให้กับบุคคลที่จับฉลากมาได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้เขียนเข้าใจแต่เพียงว่าเพราะสถาบันกษัตริย์เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติ แม้จะไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ ถ้าหากเราจะสามารถรักษาสถาบันกษัตริย์ที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองเอาไว้ได้แล้วจะทำให้ประชาชนทั้งที่นิยมและไม่นิยมกษัตริย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติแล้ว การรักษาสถาบันกษัตริย์ในลักษณะนี้ก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่หากต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์ที่มีอำนาจทางการเมืองเอาไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการฝากอนาคตของประเทศชาติไว้กับการจับฉลาก ผู้เขียนเชื่อว่าคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีทุกคน ย่อมไม่ใครเห็นด้วย

การรื้อฟื้นพระราชอำนาจสถาบันกษัตริย์ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา

ตลอดรัชสมัยปัจจุบัน เราได้เห็นการรื้อฟื้นพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างล้นเกินและไม่รับผิดชอบครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่การอนุญาตให้พระมหากษัตริย์สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติแล้วได้ตามพระราชอัธยาสัย การเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ให้พระมหากษัตริย์เข้ามามีพระราชอำนาจโดยตรงเหนือทรัพย์สินของแผ่นดินและยังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ทรัพย์สินของแผ่นดินอันไหนเป็นของส่วนพระองค์ (ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราอาจพูดติดตลกได้ว่า ถ้าหากมีพระมหากษัตริย์สักพระองค์หนึ่งพระราชทานพระแก้วมรกตให้พระภริยาเจ้า จนเมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคคตไปแล้วและพระภริยาเจ้าพระองค์นั้นก็ตกอับลงไปด้วยจนคิดเอาพระแก้วมรกตไปจำนำก็เป็นสิ่งที่ทำได้) ตลอดจนการโอนย้ายหน่วยทหารและกำลังพลไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ และการเพิ่มพระราชอำนาจในทางศาสนจักร

กรณีสุดท้ายนี่เองสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในขณะนี้ถึงการรื้อฟื้นพระราชอำนาจที่ล้นเกินและไม่รับผิดชอบ เมื่อกษัตริย์วชิราลงกรณ์ใช้พระราชอำนาจในการปลดพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าคณะจังหวัด ๓ รูปจนนำไปสู่ความขัดแย้งในศาสนจักร ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปลดเจ้าคณะจังหวัดก็ไม่กล้าที่จะพูดความจริงและวิจารณ์ไปที่ตัวของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ ในขณะเดียวกันพวกที่สนับสนุนการใช้พระราชอำนาจของกษัตริย์วชิราลงกรณ์ก็ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริงเมื่อเห็นว่าการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายจนมีคนจำนวนมากเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจครั้งนี้เสียแล้ว – ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าหากผลออกมากแตกต่างจากที่เป็นอยู่ เช่นประชาชนจำนวนมากออกมาสรรเสริญการปลดเจ้าคณะจังหวัดทั้ง ๓ รูป ฝ่ายผู้นิยมกษัตริย์ก็คงจะรีบออกมาขานรับว่านี่เป็นพระเดชานุภาพพระมหากษัตริย์โดยแท้ ซึ่งหากจะพูดกันง่าย ๆ ก็คือเป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่รับผิด แต่เอาชอบ

หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คือฝ่ายนิยมกษัตริย์ต้องการรื้อฟื้นพระราชอำนาจให้สถาบันกษัตริย์แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้ายอมรับผลกระทบของพระราชอำนาจนั้น ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้พระราชอำนาจนั้นก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ประเทศชาติของเราก็คงจะพบกับจุดจบเมื่อความขัดแย้งที่เกิดจากการไม่พูดจาอย่างตรงไปตรงมานี้สะสมจนเมื่อปะทุออกมาแล้วไม่มีใครคาดเดาผลลัพธ์ได้อีกต่อไป ไม่ต่างอะไรกับการเอาเทปกาวมาปิดแผลเอาไว้ไม่ยอมรักษาจนเกิดการติดเชื้อลุกลามเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต้องเป็นวาระของทุกฝ่าย

มีแต่การปฏิรูปให้สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์สอดคล้องกับหลักการของประชาธิปไตยสมัยใหม่เท่านั้นที่จะเป็นทางออกของวิกฤติทางการเมืองยาวนานครั้งนี้

มีแต่อภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นที่จะทำให้เราหาทางออกครั้งนี้ได้

และมีการแต่ถือเอาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นวาระของทุกฝ่ายเท่านั้นที่จะพาประเทศไทยออกห่างจากสภาวะสงครามกลางเมือง

การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่เรื่องของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคนที่นิยมกษัตริย์อีกด้วย ตราบใดที่คนนิยมกษัตริย์เหล่านี้เห็นด้วยว่าสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่โดยไม่พึ่งพาประชาธิปไตย และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ได้

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

Leave a comment