“การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?

ทุกครั้งที่สมศักดิ์แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อการชุมนุมประท้วงไม่ว่าจะตั้งแต่สมัยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกระทั่งในการเคลื่อนไหวขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ว่าการชุมนุมเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบที่จะนำไปสู่ชัยชะของประชาชนหรือแม้กระทั่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริงได้  เรามักได้เห็นคำถามกลับในทำนองที่ว่า แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

แม้ว่าข้อเสนอของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจะค่อนข้างกระจัดกระจายอยู่ในกระทู้ของเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันซึ่งได้ปิดตัวไปแล้วเป็นเวลาหลายปีและยากที่จะค้นคว้าได้โดยง่าย แต่เราอาจสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่า สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคปัจจุบันนั้น สมศักดิ์เชื่อว่าเราจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้ “การทำสงครามช่วงชิงพื้นที่” (War of Position) ตามแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) [1]

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้สรุปใจความสำคัญตามข้อเสนอทางยุทธศาสตร์ของกรัมชีเอาไว้ว่า

“…ในประเทศที่สังคมมีพัฒนาการในระดับที่ค่อนข้างมากแล้ว คือมีความซับซ้อนมากขึ้นในแง่กลไกสังคมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ การต่อสู้กับศัตรูในลักษณะโจมตีแบบรวดเร็ว, ฉับพลัน และซึ่ง ๆ หน้า ชนิด “ม้วนเดียวจบ” (Frontal War หรือ War of Manoeuvre) ไม่อาจนำมาซึ่งชัยชนะแท้จริงได้ เพราะอำนาจแท้จริงของศัตรูมีฐานที่กว้างขวางซับซ้อนในสังคมมากกว่าเพียงแค่กำลังหรืออำนาจแคบ ๆ เพียงหยิบมือเดียว (มีคนสนับสนุน เห็นชอบด้วยหนาแน่นในสังคม และในกลไกต่าง ๆ) ซึ่งเราสามารถเอาชนะด้วยการโจมตีแบบ War of Manoeuvre ได้

ดังนั้น จึงควรใช้ยุทธศาสตร์แบบยืดเยื้อ “ขุดสนามเพลาะ” (Trench Warfare หรือ War of Position) เอาชนะในแง่ของการเมืองและวัฒนธรรม ยึดเป็น “จุด ๆ” หรือ “ที่มั่น ๆ” ในแต่ละช่วง (one or several positions at a time) ไม่ใช่ทีเดียว (all at once) แบบ War of Manoeuvre (เพราะทำไม่ได้ด้วย คือไม่สามารถเอาชนะด้วย Frontal War ทีเดียว)…”[2]

คำอธิบายเรื่องแนวคิดการทำสงครามช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดของสมศักดิ์นี้สอดคล้องกับความเห็นล่าสุดของเขาต่อการชุมนุมของกลุ่ม ‘Free Youth’ และกลุ่ม ‘ราษฎร’ ที่มองว่าการชุมนุมในแบบที่เป็นอยู่ไม่อาจนำมาซึ่งชัยชนะได้ แม้จะมีความจำเป็นและมีประโยชน์อยู่ก็ตาม

“…ไม่ว่าเราจะประเมินอย่างไร (และมีความเป็นไปได้ ที่จะประเมินจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ตามแต่รสนิยม) การชุมนุมแบบ REDEM นี้ ยากจะปฏิเสธว่า คงไม่อาจนำมาซึ่งชัยชนะได้ จะว่าไปแล้ว การชุมนุมแบบที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า (ถ้าไม่เลิกเสียก่อน) ก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จเช่นกัน การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบเพียงนี้ได้…”[3]

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถประยุกต์ใช้ข้อเสนอของสมศักดิ์ (และกรัมชี่) ในบริบทของการขับไล่ประยุทธ์และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้อย่างไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สมศักดิ์ไม่ได้ประเมินว่าการขับไล่ประยุทธ์มีความง่ายกว่าการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด อันที่จริงแล้ว การขับไล่ประยุทธ์มีความเป็นเนื้อเดียวกันกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มากกว่าที่หลายคนคิด เราทุกคนทราบดีว่าประยุทธ์ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง การลาออกของประยุทธ์จึงไม่มีทางมาจากการตัดสินใจของประยุทธ์ แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถาบันกษัตริย์ต้องการให้ประยุทธ์ลาออก

แล้วอะไรจึงจะเป็นสาเหตุให้ประยุทธ์ลาออก? แม้แต่ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่ประยุทธ์ยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสถาบันกษัตริย์ได้อย่างที่ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนสามารถให้ได้ และตราบใดที่สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยังคงไม่ถูกท้าทาย

ท้ายที่สุดแล้ว ระบอบของประยุทธ์ จันทร์โอชาจึงไม่ใช่ปลายทางของการต่อสู้ แต่เป็นเพียงแค่ฉากหน้าอันหนึ่งของสถานะและอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ การขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาจึงจำเป็นต้องทำไปพร้อม ๆ กันกับการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ – การขับไล่ประยุทธ์โดยไม่อภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์เป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์

ด้วยเหตุนี้เอง ก็เช่นเดียวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้กับระบอบของประยุทธ์ จันทร์โอชาจึงไม่ใช่การต่อสู้ชนิด ‘ม้วนเดียวจบ’ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้อันยืดเยื้อที่จะต้องอาศัยการทำสงครามทางความคิด โน้มน้าวให้เกิดฉันทามติร่วมกันของคนในสังคม ระบอบของประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจปืนเพียงอย่างเดียว แต่มันอาศัยฐานมวลชนและอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่แทรกซึม ครอบงำ และบงการวิธีคิด รวมทั้งค่านิยมของคนในสังคมในการดำรงอยู่อีกด้วย การชุมนุมประท้วงเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างฉันทามติ ในการโน้มน้าวคนในสังคมให้เห็นด้วยกับเรา แต่เราควรคำนึงถึงการทำสงครามทางความคิด ในการเผยแพร่อุดมการณ์แบบใหม่เพื่อตอบโต้และเข้ายึดกุมจุดอ่อนที่ระบอบประยุทธ์ จันทร์โอชาและอุดมการณ์สถาบันกษัตริย์นิยมไม่สามารถแผ่ไปได้อย่างทั่วถึง

การทำสงครามทางความคิดก็คือการค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมและคุณค่าแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับวัฒนธรรมและคุณค่าแบบเก่าที่กำลังครอบงำสังคมอยู่ พร้อมกับยกระดับเพดานการต่อสู้ และขยายแนวร่วมไปในเวลาเดียวกัน

วัฒนธรรมและคุณค่าแบบใหม่คืออะไร?

วัฒนธรรมและคุณค่าแบบใหม่ก็คือการที่ปัญหาสถานะและอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในชีวิตประจำวัน ในบ้าน ในที่ทำงาน ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย ในนิทรรศการศิลปะ และในโรงภาพยนตร์ เราควรยืนยันว่าการถกเถียงอภิปรายถึงเรื่องต่าง ๆ ในสังคมย่อมไม่มีความหมาย ตราบใดที่คนในสังคมงดเว้นไม่ยอมอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์

วัฒนธรรมและคุณค่าแบบใหม่ก็คือการแสดงให้คนอื่น ๆ ในสังคมได้เห็นว่าปัญหาของระบอบประยุทธ์ จันทร์โอชาสัมพันธ์กับสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร


[1] อ่าน อติเทพ ไชยสิทธิ์. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์: การเดินทัพทางไกลของสังคมไทย. The 101 World.

[2] อ่าน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. กรัมชี่กับการต่อสู้ของนปช. และ 20(+5) ศพถือเป็นราคาที่แพงเกินไปแล้ว. มติชนออนไลน์ 20 เมษายน พ.ศ. 2553 (ต้นฉบับในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน/คนเหมือนกัน)

[3] https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/4144650792254835

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

2 thoughts on ““การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

Leave a comment