Hansken: ช้างเอเชียในสาธารณรัฐดัตช์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

“ในปี 1633 ช้างตัวหนึ่งได้เดินทางมาถึง Holland พร้อมกับเรือจากอินเดียตะวันออก ข้าพเจ้าและลูกชายนามว่า Ludovico ได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ในเวลานั้นช้างตัวนี้มีอายุ 3 ปี สูง 7 ฟุต มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะ Ceylon และแม่ของมันสูงกว่า 17 ฟุตครึ่ง ตามที่ผู้ดูแลช้างตัวนี้ได้บอกไว้”[1]

ข้อความข้างต้นมาจากบันทึกของ Ernst Brinck เทศมนตรีแห่งเมือง Harderwijk ในเนเธอแลนด์ (ภาพ 1) ผู้ซึ่งได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ช้างตัวนี้เป็นช้างเพศเมียนามว่า Hansken และมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ด้วยเรือของ Dutch East India Company (VOC) หลังจากมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ Hanken เดินทางเพื่อแสดงตัวไปทั่วเนเธอแลนด์และยุโรป Hansken อยู่ในเนเธอแลนด์ระหว่างปี 1633-1637 1640-1641 และ 1646-1648 เรื่องราวของ Hansken ทิ้งรอยประทับทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาในช่วงต้นสมัยใหม่หรือ early modern ในสังคมยุโรป

ภาพ 1 บันทึกของ Ernst Brinck เกี่ยวกับ Hansken (ที่มา: Streekarchivariaat Noordwest-Veluwe, Archief Stadsbestuur Harderwijk, Ernst Brinck 2058, Historiae animalium, Adversaria van Dr. Ernst Brinck, fol. 7r.)

หนังสือพิมพ์ Courante uyt Italien, Duytslandt, &c. ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสังคมดัตช์ ได้ลงข่าวเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี 1633 เกี่ยวกับการมาถึงของ “เรือสินค้าเจ็ดลำจากอินเดียตะวันออก หกลำมาจาก Batavia [ศูนย์กลางของ VOC ในเอเชีย] หนึ่งลำมาจาก Surat” ในรายการสินค้าของเรือเหล่านี้ มีการกล่าวถึง “ช้างสีขาวตัวหนึ่ง” ด้วย “ช้างสีขาว” ตัวนี้ก็คือ Hansken นั่นเอง (ภาพ 2) อย่างไรก็ตาม Michiel Roscam Abbing นักเขียนชาวดัตช์ กล่าวไว้ว่า Hansken ไม่น่าจะเป็นช้างเผือก แต่น่าจะเพียงแค่มีสีซีดกว่าช้างโดยทั่วไป[2] จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ Hansken น่าจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลโดยเรือสินค้าที่มาจาก Batavia เพราะช้างจากเกาะ Ceylon นั้นถูกส่งมายัง Batavia อยู่เป็นประจำ

ภาพ 2 หนังสือพิมพ์ Courante uyt Italien, Duytslandt, &c. ที่รายงานการมาถึงของ Hansken ในเดือนกรกฎาคมปี 1633 (ที่มา: Michiel Roscam Abbing, Rembrandts Olifant: In het spoor van Hansken (Amstelveen: Leporello Uitgevers, 2016), p. 14.)

ในบันทึกมติของ VOC เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1633 (เพียงห้าวันหลังจากการรายงานของหนังสือพิมพ์ Courante) มีการกล่าวถึง Hansken ในบันทึกนี้เขียนไว้ว่า Hansken จะถูกแสดงตัวและรายได้จากค่าบัตรเข้าชมส่วนหนึ่งจะถูกนำไปบริจาคให้กับศาสนจักรของดัตช์หรือที่เรียกกันว่า Dutch Reformed Church ทั้งนี้ทั้งนั้น การตัดสินใจของ VOC จะต้องได้รับการรับรองโดย Federik Hendrik ผู้ครองเมืองหรือ Stadhouder แห่งสาธารณดัตช์[3] สถานที่ที่ VOC ตัดสินใจจัดแสดง Hansken ก็คือเมือง Amsterdam นั่นเอง Ernst Brinck ที่กล่าวถึงตอนต้นก็เดินทางมาดูช้างตัวนี้ในปี 1633 ที่ Amsterdam ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การที่จะต้องได้รับรองโดย Hendrik ก่อนนั้นแสดงให้เห็นว่า Hansken นั้นเป็นสมบัติของ Stadhouder ฉะนั้น มีความเป็นไปได้ว่า VOC ส่งช้างตัวนี้มาเป็นของขวัญให้กับ Stadhouder นั่นเอง

บันทึกของนักเดินทางชาวอังกฤษนามว่า William Brereton ผู้ที่เดินทางมายังสาธารณรัฐในปี 1634 Brereton ได้ไปเยี่ยมชน Huis ter Nieiburg ซึ่งเป็นเสมือน “วัง” ของ Federik Hendrik ในเมือง Rijswijk ในบันทึก Brereton กล่าวถึง “ช้างน้อยตัวหนึ่งที่มีอายุประมาณ 3 ปี”[4] บันทึกนี้จึงยืนยันได้ว่า Hansken อาศัยอยู่ภายในพื้นที่ที่พำนักของ Stadhouder มากไปกว่านั้น คำบันทึกของ Brereton ยังสอดคล้องกับบันทึกของ Brinck ที่กล่าวว่า Hanskan มาถึงเนเธอแลนด์ในวัย 3 ปี

ในช่วงเวลาที่ Hansken อยู่ในสาธารณรัฐดัตช์นั้น Hansken มีเจ้าของทั้งหมด 4 คนด้วยกัน หลังจากอยู่ภายใต้การครอบครองของ Federik Hendrik Hansken ถูกส่งต่อให้กับ Johan Maurits ลูกพี่ลูกน้องของ Hendrik ผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับสัตว์[5] ต่อมาในปี 1636 Maurits ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการทั่วไปของ Dutch Brazil ด้วยเหตุนี้ทำให้ Maurits ต้องส่งต่อ Hansken ให้กับชายผู้หนึ่งด้วยราคา 8,000 กิลเดอร์ดัตช์ ต่อมา Hansken ได้ถูกขายอีกครั้งด้วยราคากว่า 20,000 กิลเดอร์ดัตช์ ผู้ที่ครอบครอง Hansken คนสุดท้ายนี้มีนามว่า Cornelis van Groenevelt เอกสารชิ้นหนึ่งกล่าวถึง Hansken เมื่อตอนที่เดินทางไปยังเมือง Groningen ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเนเธอแลนด์ ในปี 1640 หลังจากกลับมาจากการเดินทางไปตามเมืองในบอลติก เอกสารชิ้นนี้คือ Resolutieboek ของคณะบริหารเมือง Groningen ในเอกสารมีการกล่าวถึงการอนุญาตให้มีการแสดงช้างเป็นเวลา 3 ถึง 4 วัน รวมไปถึงนามของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งในเอกสารเขียนว่า “Cornelis Jacobs van groenevelt[6] Groenevelt นี่เองที่น่าจะเป็นคนตั้งชื่อช้างตัวนี้ว่า Hansken

Hansken มีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปด้วยความฉลาดเฉลียวที่สามารถทำตามคำสั่งและแสดงกลต่าง ๆ ได้ ใบโฆษณาชิ้นหนึ่ง (ภาพ 3) ที่น่าจะถูกจัดทำขึ้นโดย Groenevelt โฆษณาความสามารถต่าง ๆ ของ Hansken เพื่อนำไปจัดแสดงโชว์ตามสถานที่ต่าง ๆ ใบโฆษณาใบนี้แสดงให้เห็น 17 ความสามารถของ Hansken ในช่องที่ 4 จากซ้ายด้านบนของใบโฆษณา มีชายสองคน คนหนึ่งกำลังเป่าทรัมเป็ต อีกคนหนึ่งกำลังขี่หลัง Hansken อยู่ ผู้ที่ขี่หลังคนนี้น่าจะเป็น Groenevelt ผู้เป็นเจ้าของนั่นเอง[7] ตรงส่วนกลางของใบโฆษณามีคำบรรยายสั้น ๆ เกี่ยวกับ Hansken ความว่า

“ช้าง Hansken คือนามของข้า ในหลายประเทศ ข้ามีชื่อเสียง ข้ายังเป็นสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศทั้งหลาย ข้ามีทักษะหลายอย่าง ข้าถูกทำให้เชื่องด้วยคชกุศอันเล็ก ทักษะต่าง ๆ ข้าเรียนรู้จากเจ้านายของข้า นี่คือเหตุผลที่ทำไมจะต้องซื้อใบโฆษณานี้ เงินของท่านจะไม่สูญเปล่า”

ภาพ 3 ใบโฆษณา Hansken ในภาษาดัตช์ (ที่มา: Rijksmuseum)

การมาถึงของ Hansken ในสาธารณรัฐดัตช์ได้ทิ้งร่องรอยทางวัตถุไว้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้อง Delft Blue ที่ถูกพบในเมือง Groningen ที่ Hansken ได้เดินทางไปในปี 1640 ภาพบน Delft Blue นั้นเป็นภาพ Hansken กำลังถือดาบด้วยงวง ซึ่งเป็นภาพที่พบในใบโฆษณาด้านบนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ระหว่างที่ Hansken แสดงตัวที่เมือง Amsterdam ในปี 1633 1637 1641 และ 1647 Hansken น่าจะสร้างความประทับใจให้กับชาวเมือง Amsterdam ไม่น้อย แผ่นจารึกภาพชิ้นหนึ่งที่ถูกติดอยู่บนผนังบ้านหลังหนึ่งในเมือง Amsterdam มีภาพของ “ช้างขาว” ตัวหนึ่งปรากฏอยู่ด้วย ซึ่งน่าจะเป็น Hansken นั่นเอง (ภาพ 4)

ภาพ 4 กระเบื้อง Delft Blue และแผ่นจารึกภาพที่ปรากฏภาพของ Hansken (ที่มา: Elephant Hansken และ Amsterdamsegevelstenen)

เรื่องราวของ Hansken นั้นยังสะท้อนให้เห็นแง่มุมทางภูมิปัญญาของยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ด้วยเช่นกัน ต้องเข้าใจก่อนว่า ประวัติศาสตร์ธรรมชาติหรือ Natural History ในยุค Renaissance มีลักษณะที่แตกต่างไปจากความเข้าใจในปัจจุบัน William B. Ashworth, Jr., เสนอแนวคิดที่ว่า “the emblematic worldview” แนวคิดนี้อธิบายว่า สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติในความรับรู้สมัย Renaissance นั้นมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ การจะเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถึงแก่น เราจะต้องเข้าใจความหมายแฝงที่มีอยู่อย่างมากมายให้ได้ด้วย อย่างไรก็ตามในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 โลกทัศน์การมองโลกเช่นนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปรับโลกทัศน์อย่างประจักษ์นิยมหรือ empiricism มากขึ้น[8] (แต่ไม่ได้หมายความว่าโลกทัศน์แบบ emblematic จะหายสาบสูญไปในทันที) Hansken ที่มาถึงสาธารดัตช์ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงถูกรับรู้ผ่านโลกทัศน์สองแบบนี้

ภาพ 5 ภาพ Hansken โดย Rembrandt ในปี 1637 (ที่มา: Wikimedia)

Rembrandt จิตรกรดัตช์ ได้สร้างภาพ Hansken ไว้หลายภาพเช่นกัน ภาพ ๆ หนึ่งเป็นภาพร่างของ Hansken (ภาพ 5) ภาพนี้ Rembrandt น่าจะได้ร่างไว้เมื่อตอนที่อยู่ในเมือง Amsterdam ในปี 1637 ซึ่งเป็นปีที่ Hansken มาแสดงตัวใน Amsterdam ด้วยเช่นกัน มีความเป็นไปได้ว่า Rembrandt น่าจะเห็น Hansken ตัวเป็น ๆ และได้ร่างภาพนี้ไว้ อีกภาพหนึ่งในปี 1638 เป็นภาพสลัก Hansken ที่กำลังย่างกายเข้ามาด้านหน้าของภาพ ซึ่งมี Adam & Eve และมังกรชั่วร้ายปรากฏอยู่ (ภาพ 6) ภาพ ๆ นี้เป็นภาพหนึ่งที่แสดงให้เห็นความหมายแฝงของช้างในช่วงเวลานี้ หากไปดูใน Physiologus ซึ่งเป็นหนังสือว่าด้วยสัตว์และคำสอนทางคริสต์ศาสนา(Physiologus นั้นเป็นต้นแบบให้กับ Bestiary หรือตำราสัตว์ในช่วงยุคกลาง) จะพบว่าช้างกับมังกร (หรืองู) นั้นเป็นสัตว์คู่อาฆาตกัน ช้างที่เป็นตัวแทนของความดีและมังกรที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายจะสู้กัน และในที่สุดช้าง (ความดี) จะชนะและฆ่ามังกรชั่วร้ายตายในที่สุด[9] ช้างจึงเป็นเสมือนผู้ปกป้อง Adam & Eve จากความชั่วร้ายของมังกร ความหมายแฝงเช่นนี้น่าจะเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปและได้ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะของ Rembrandt

ภาพ 6 Hansken ในภาพ Adam & Eve และมังกรชั่วร้ายของ Rembrandt ในปี 1638 (ที่มา: Minneapolis Institute of Art)

ถึงกระนั้น Hansken ก็ถูกรับรู้ผ่านโลกทัศน์เชิงประจักษ์ด้วยเช่นกัน บันทึกของ Ernst Brinck แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงโลกทัศน์ที่ว่านี้ Brinck อธิบาย Hansken ด้วยคำอธิบายที่เพิกเฉยต่อความหมายแฝงต่าง ๆ แต่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์และลักษณะทางกายภาพที่เห็นประจักษ์อยู่ตรงหน้า ในปี 1641 Brinck ได้เห็น Hansken ตัวเป็น ๆ อีกครั้ง (ครั้งแรกคือปี 1633) ในครั้งที่สองนี้ Brinck ได้เปรียบเทียบ Hansken ในปี 1641 กับปี 1633 ว่า “ในเจ็ดปี ช้างตัวนี้โตขึ้นเป็นเกือบ 8 ฟุตครึ่ง … เรียนรู้ทักษะเพิ่มอีกสามอย่าง … โค้งคำนับเป็น … โดยการงอเข่าลง … ในหนึ่งวัน ช้างตัวนี้กินขนมปังประมาณ 36 ถึง 40 ปอนด์ … งาของช้างตัวนี้ยังคงไม่โตมากไปกว่าเดิม”[10] คำอธิบายเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้เชิงประจักษ์มากกว่าความหมายแฝงตามโลกทัศน์แบบ emblematic

การรับรู้ที่ว่าช้างไม่สามารถงอเข่าได้นั้นเป็นความรับรู้ที่แพร่หลายในสังคมตะวันตก และปรากฏอยู่ในตัวบทของ Physiologus ด้วยเช่นกัน[11] แต่การมาถึงของ Hansken ตัวเป็น ๆ ได้ทำลายมายาคติอันนี้ลง คำอธิบายของ Brinck ที่ว่า “โค้งคำนับเป็น … โดยการงอเข่าลง” แสดงให้เห็นการหักล้างดังกล่าว นอกจากนี้ ในหนังสือฉบับภาษาดัตช์ของ Pliny the Elder (นักเขียนชาวโรมันผู้ที่เสนอว่าช้างก็สามารถงอเข่าได้เหมือนกัน) ได้เพิ่มตัวบทเพิ่มเติมลงไปในหนังสือด้วย ตัวบทที่เพิ่มลงไปนี้อ้างถึง Hansken ความว่า “การรับรู้ที่ว่าช้างสามารถนอนลงและยืนขึ้น [เพราะงอเข่า] ได้นั้นถูกทำให้เห็นในเนเธอแลนด์ [อันหมายถึง] ช้างตัวหนึ่งที่อยู่ที่นี่ในช่วงเวลาหนึ่ง”[12]

ในด้านหนึ่ง Hansken ถูกรับรู้ผ่านการมองโลกแบบ emblematic ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ถูกรับรู้ผ่านโลกทัศน์แบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรับรู้เชิงประจักษ์ เรื่องราวของ Hansken จึงสะท้อนความไม่เป็นเอกพันธ์ (heterogeneity) ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ความเป็นเนื้อเดียวกันของยุคสมัย Hansken จึงยืนอยู่ระหว่างสองโลก(ทัศน์)ในต้นยุคศตวรรษที่ 17 ของสาธารณรัฐดัตช์และยุโรปโดยทั่วไป ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลังจากเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ ทั่วยุโรป Hansken จบชีวิตลงที่เมือง Florence ในอิตาลี โครงกระดูกของ Hansken ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่ Museo della Specola หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในเมือง Florence ช้างเอเชียนามว่า Hansken จึงยังคงทิ้งเรื่องราวไว้ทั้งในรูปตัวอักษรทางประวัติศาสตร์และลักษณะทางกายภาพจนถึงปัจจุบัน


[1] Streekarchivariaat Noordwest-Veluwe, Archief Stadsbestuur Harderwijk, Ernst Brinck 2058, Historiae animalium, Adversaria van Dr. Ernst Brinck, fol. 7r. (แกะคำโดย Michiel Roscam Abbing)

[2] Michiel Roscam Abbing, Rembrandts Olifant: In het spoor van Hansken (Amstelveen: Leporello Uitgevers, 2016).

[3] ดู Nationaal Archief, VOC 231, Resoluties, Minuut- en net-resoluties van de ordinaris en extraordinaris vergaderingen van de kamer Amsterdam, 1 januari 1632-29 december 1636, fol. 104. (แกะคำโดย Michiel Roscam Abbing)

[4] Sir William Brereton, Bart., Travel in Holland, the United Provinces, England, Scotland, and Ireland, edited by Edward Hawkins, Esq. (Manchester: The Chetham Society, 1844), p. 31.

[5] Abbing, Rembrandts Olifant, p. 17.

[6] Groninger Archieven, Staten van Stad en Lande 126, Acteboek, Resolutieboek van gedeputeerde staten, fol. 443r. (แกะคำโดย Michiel Roscam Abbing)

[7] Abbing, Rembrandts Olifant, p. 71.

[8] ดู William B. Ashworth, Jr., “Natural history and the emblematic worldview,” in Reappraisals of the Scientific Revolution, edited by Robert S. Westman and David C. Lindberg (Cambridge: Cambridge University Press, 1990), pp. 303-332.

[9] Physiologus: A Medieval Book of Nature Lore, translated by Michael J. Curley (Chicago: University of Chicago Press, 2009), pp. 29-31.

[10] Streekarchivariaat Noordwest-Veluwe, Archief Stadsbestuur Harderwijk, Ernst Brinck 2060, Losse aanteekeningen of aanvullingen van de in nrs. 2013-2059 genoemde onderwerpen, Adversaria van Dr. Ernst Brinck. (ถอดคำโดย Michiel Roscam Abbing)

[11] Physiologus, pp. 30-31.

[12] C. Plinius Secundus, Des wijd-vermaerden natuur-kondigers vijf boecken (Amsterdam: Loost Hartgers, 1650), p. 165.

Leave a comment