สถาบันกษัตริย์ รัฐประหาร และการเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐในกรีซ

“… ระบอบกษัตริย์​คืออะไร? มันอ้างความชอบธรรม​ในการใช้อำนาจมาจากที่ใดหรือ? มันได้ให้อะไรที่เป็นประโยชน์​ต่อมนุษยชาติบ้าง? ระบอบกษัตริย์​คือซากเดนของทรราชที่​มนุษยชาติในวันเวลาที่ดำมืดที่สุดและโง่เขลาที่สุดในประวัติศาสต​ร์ของพวกเรา​ต้องถูกบีบบังคับให้ยอมรับโดยน้ำมือแห่งความโลภและความทุรยศ​ แหล่งความชอบธรรม​เดียว​ที่มันอ้างอิงคือดาบของโจรนักปล้นสะดม​และความไร้หนทางสู้ของเจ้าของทรัพย์​ ประโยชน์​ของมันต่อมนุษยชาติหามีไม่​ ยกเว้นเสียแต่จะประเมินคุณค่า​ของมันด้วยตัวอย่างแห่งชัยชนะอันเลวทราม​และความเอาเปรียบอย่างหน้าด้านๆ… “

James Connolly, Visit of King George V, 1910

เมื่อพูดถึงสถาบันกษัตริย์กับการรัฐประหาร กษัตริย์ฆวน คาร์ลอสของสเปนได้รับการพูดถึงมากที่สุด เพราะการปฏิเสธรัฐประหารของกษัตริย์หนุ่มมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์สเปนดำรงมาได้จนถึงปัจจุบัน (แม้พฤติกรรมของตัวเขาเองในวัยชราก็ดูจะมีบทบาทสั่นคลอนสถานะของสถาบันกษัตริย์สเปนในปัจจุบันไม่น้อยทีเดียว) ผมขอเขียนถึงกรณีของกษัตริย์คอนสแตนตินที่ ๒ กษัตริย์หนุ่มที่พยายามเข้ามาบทบาททางการเมืองโดยตรงและสนับสนุนการรัฐประหารบ้าง

เมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน กรีซก็เคยมีสถาบันกษัตริย์ แต่ด้วยการลงประชามติในวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๗๔ กรีซได้กลายเป็นสาธารณรัฐไปโดยสมบูรณ์ บทบาทของสถาบันกษัตริย์กรีซก่อนหน้านั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้กรีซกลายเป็นสาธารณรัฐ

แม้กรีกโบราณจะเป็นต้นกำเนิดประชาธิปไตย แต่กรีซในศตวรรษที่ ๒๐ ไม่ได้ต่างจากไทยมากนักในฐานะประเทศที่มีรัฐประหารชุกชุม ในช่วง ๗๕ ปี โดยเฉลี่ยมีรัฐประหารทุกๆ ๕ ปี และบางปีมีรัฐประหารทั้งหัวปีและท้ายปี

หลังสงครามกลางเมืองกรีซในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๔๓ – ๑๙๔๙ ที่ฝ่ายซ้ายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กรีซกลับเข้าสู่การเมืองระบบเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลฝ่ายขวาของ Konstantinos Karamanlis อยู่เป็นเวลา ๑๑ ปี แต่ในปี ค.ศ. ๑๙๖๓ พรรคแนวกลาง-ซ้าย Center Union ได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง หลังประชาชนมีความสงสัยว่าฝ่ายขวาโกงเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าจนทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่

การขึ้นมาของพรรคแนวกลาง-ซ้ายอย่างพรรค Center Union ของ Georgios Papandreou ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีความหวาดกลัวว่าจะทำให้ฝ่ายซ้ายที่แพ้สงครามกลางเมืองไปให้กลับมามีบทบาททางการเมืองอีก ความหวาดกลัวนี้รุนแรงขึ้นเมื่อมีข่าวอื้อฉาวของพวกฝ่ายขวาว่าลูกชายของนายกรัฐมนตรี Papandreou ซึ่งเป็นทหารระดับกลางในกองทัพกำลังรวบรวมเพื่อนฝูงเป็นสมาคมของพวกที่มีความเห็นอกเห็นใจฝ่ายซ้าย

เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม Petros Garoufalias ซึ่งเป็นฝ่ายขวาในพรรค Center Union พยายามจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุอื้อฉาวนี้ แต่นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย รัฐมนตรี Garoufalias จึงตัดสินใจลาออก ส่วนนายก Papandreou ตั้งใจจะเข้าควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแทน การแต่งตั้งตัวเองเป็นรัฐมนตรีของ Papandreou ต้องได้รับการโปรดเกล้า แต่กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ ไม่ยอมลงพระปรมาภิไธย โดยอ้างว่าการควบกระทรวงกลาโหมของ Papandreou มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งผลประโยชน์ส่วนตน

เรื่องนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี Papandreou ขัดแย้งกับกษัตริย์ Constantine ที่ ๒ มากเสียจนในการประชุมครั้งสุดท้าย Papandreou ขู่ลาออก แต่กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ ไม่สน เสนอให้เขาลาออกจริงๆ และแต่งตั้ง “นายกพระราชทาน” คนใหม่ (ประธานสภาผู้แทนราษฎรทในขณะนั้น ที่รออยู่ในห้องข้างๆ กัน) ทันที เรื่องนี้เป็นการแทรกแซงการเมืองครั้งแรกของกษัตริย์ Constantine ที่ ๒

แม้กษัตริย์จะเข้าแทรกแซงการเมืองโดยตรงอย่างนี้ แต่ “นายกพระราชทาน” ก็ไม่สามารถรวบรวมเสียงในรัฐสภาได้มากพอ แม้กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ จะเปลี่ยนตัวนายกใหม่ถึงอีก ๓ รอบ แต่ “รัฐบาลพระราชทาน” ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะความขัดแย้งภายใน ก่อนที่จะกำหนดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรค Center Union มีความจำเป็นต้องจับมือกับพรรคสังคมนิยม (เพราะ ส.ส. ในพรรคเองก็แตกแยกกันจากกรณีนายกพระราชทาน) ฝ่ายขวาหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีกว่าการกลับมาของ “พวกคอมมิวนิสต์” จะเกิดขึ้นจริง

ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ กลุ่มทหารฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทำรัฐประหารในวันที่ ๒๑ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๗ แม้ว่ารัฐบาลรักษาการขณะนั้นพยายามจะต่อต้านการรัฐประหาร แต่กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ ตัดสินใจสนับสนุนการรัฐประหารและให้คณะรัฐประหารเข้าเฝ้า นี่คือการแทรกแซงการเมืองอีกครั้งของกษัตริย์ Constantine ที่ ๒

การรัฐประหารนี้จะทำให้กรีซต้องอยู่ในระบอบเผด็จการทหารยาวนานถึง ๖ ปี


(คณะรัฐประหารวันที่ ๒๑ เมษายน คนกลางคือผู้นำคณะรัฐประหาร ผู้พัน Geórgios Papadópoulos)

ในเวลาเพียงไม่ถึง ๑ ปี หลังจากการรัฐประหาร กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ เริ่มมีความขัดแย้งกับคณะรัฐประหาร เพราะรู้สึกว่าตนเองถูกจำกัดอำนาจมากยิ่งขึ้นไปอีก เป็นเพียงหุ่นเชิดขอคณะรัฐประหาร เขาตัดสินใจรวบรวมนายพลที่จงรักภักดีกับตนเอง ทำการรัฐประหารโต้ซึ่งล้มเหลว เพราะนายทหารระดับกลางมีความจงรักภักดีกับคณะรัฐประหารวันที่ ๒๑ เมษายนมากกว่า พวกเขาจึงขัดคำสั่งของกษัตริย์ Constantine ที่ ๒ จับนายพลของตนเอง และเข้าควบคุมกองกำลังแทน หลังการรัฐประหารที่ล้มเหลว กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ ต้องลี้ภัยในอิตาลี

ระบอบเผด็จการทหารดำรงอยู่ในแบบที่กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ ยังต้องลี้ภัย แต่การรัฐประหารที่ล้มเหลวอีกครั้งของพวกนิยมกษัตริย์ในปี ๑๙๗๓ ทำให้หัวหน้าคณะรัฐประหารวันที่ ๒๑ เมษายน ตัดสินใจตอบโต้ด้วยการประกาศให้กรีซเป็นสาธารณรัฐและให้มีการทำประชามติรับรองอีกครั้ง (เชื่อว่าเป็นการทำประชามติที่มีการโกงอย่างกว้างขวาง)

ภายในเวลาไม่นานจากเหตุการณ์นี้ คณะรัฐประหารวันที่ ๒๑ เมษายน ยุยงให้มีการทำรัฐประหารในไซปรัสโดยหวังจะผนวกดินแดนไซปรัสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรีซ (ไซปรัสเป็นดินแดนข้อพิพาทระหว่างกรีซและตุรกี) แม้การรัฐประหารจะสำเร็จ แต่ตุรกีตอบโต้ด้วยการส่งกองทัพเข้ายึดไซปรัส เกิดเป็นสงครามที่มีโอกาสกลายเป็นความขัดแย้งโดยตรงระหว่างกรีกและตุรกีสูง

คณะรัฐประหารที่ปกครองประเทศกรีซอยู่วิตกกับสถานการณ์นี้มาก เพราะเดิมพวกเขาคิดจะอาศัยกระแสชาตินิยมปลุกความนิยมในรัฐบาลตัวเองอีกครั้งหลังจากเริ่มเสื่อมความนิยม กลับกลายเป็นว่าการตอบโต้ของตุรกี เปิดเผยให้ประชาชนเห็นว่าคณะรัฐประหารไม่ได้เตรียมพร้อมกับการสู้รบ ไม่ได้เป็น “ชายชาติทหารที่มีความเข้มแข็งโดดเดี่ยว” อย่างที่โฆษณาไว้ ความสิ้นศรัทธาในระบอบของคณะรัฐประหารนี้แพร่หลายแม้กระทั่งในกองทัพด้วยกัน จนผู้นำคณะรัฐประหารตัดสินใจหาทางลงด้วยการเปลี่ยนถ่ายอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือนในทันที ด้วยการเชิญอดีตนายกรัฐมนตรีฝ่ายขวา Karamanlis ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน

Karamanlis เดินทางกลับกรีซ เข้าเป็นนายกรัฐมนตรีและเดินหน้าค่อยๆ เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิไตยที่มีการเลือกตั้งอีกครั้ง ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของการเมืองกรีซนี้เรียกว่า “เมตาโปลิเตไซ” (Metapolitefsi)

Karamanlis เสนอให้มีการทำประชามติตัดสินใจว่ากรีซจะเป็นสาธารณรัฐหรือไม่ (โดยถือว่าการลงประชามติเรื่องนี้ในระบอบเผด็จการไม่มีผลทางกฎหมาย) ในวันที่ ๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๗๔ ในระหว่างการ “หาเสียง” เพื่อลงประชามติ รัฐบาลระบอบเปลี่ยนผ่านให้โอกาสกษัตริย์ Constantine ที่ ๒ (ซึ่งยังลี้ภัยอยู่)ให้หาเสียงได้ มีการดีเบตสาธารณะ และมีการกล่าวปาฐกถาทางวิทยุหลายครั้ง


(กษัตริย์ Constantine ที่ ๒ แถลงยอมรับผลการลงประชามติ)

ดูเหมือนการหาเสียงของกษัตริย์ Constantine ที่ ๒ จะไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะผลการลงประชามติร้อยละ 69.2 สนับสนุนการสถาปนาสาธารณรัฐ

กรีซเป็นสาธารณรัฐมาจนถึงปัจจุบัน

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

One thought on “สถาบันกษัตริย์ รัฐประหาร และการเปลี่ยนผ่านสู่สาธารณรัฐในกรีซ”

Leave a comment