ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์?

ทำไมต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์? เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน ความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์กำลังถูกสั่นคลอน ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤติการณ์ส่วนตัวของสมาชิกพระราชวงศ์แต่เพียงเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลผลิตของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่อนุญาตให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองตลอดมา สถานะทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ล้นเกินของสถาบันกษัตริย์ ทำให้บทบาททางการเมืองนี้ไม่เคยถูกตั้งคำถามอย่างเป็นวงกว้าง ประชาชนที่มีความกล้าหาญตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ กลับได้รับการคุกคามทั้งทางกฎหมายและวิธีนอกกฎหมาย สถาบันกษัตริย์กลายเป็นพลังที่ส่งอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยกลับยอมหลับตาข้างหนึ่งและหลอกตนเองว่าการไม่พูดถึงสถาบันกษัตริย์ในวันนี้จะทำให้ฝันร้ายผ่านพ้นไปได้ แต่การหนีปัญหาย่อมไม่ใช่ทางออกของปัญหา และปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่ฝันร้าย แต่คือความเป็นจริง ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนชาวไทยจะต้องร่วมกันอภิปรายถึงปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วน

1. สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย: 
ปัญหาที่มองเห็นแต่พูดไม่ได้จะยิ่งทำให้ความแตกแยกของสังคมไทยซึมลึกขึ้น



(ภาพจากสำนักข่าว BBC)

ในสังคมสมัยใหม่ ไม่มีสถาบันทางสังคม-การเมืองใดที่ควรอยู่นอกเหนือไปจากการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถาบันทางสังคม-การเมืองนั้นมีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตยหรือมีการจัดวางสถานะและบทบาทที่ไปด้วยไม่ได้กับระบอบประชาธิปไตย

สถาบันกษัตริย์โดยตัวเองแล้วไม่ใช่สถาบันที่เข้ากันได้กับหลักประชาธิปไตยเพราะมีการสืบทอดตำแหน่งด้วย“อุปัทวเหตุแห่งการเกิด” นั่นคือ หากใครบังเอิญมาเกิดในสายเลือดของเชื้อพระวงศ์แล้ว บุคคลผู้นั้นก็จะได้รับการสืบทอดตำแหน่งไปโดยปริยาย โดยมิได้พิจารณาว่าบุคคลผู้นั้นจะฉลาดมากหรือน้อย จะมีความสามารถในการปกครองและจะได้รับความนิยมจากประชาชนหรือไม่

ตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว สถาบันทางการเมืองจะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตย ตามหลัก “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

แม้สถาบันกษัตริย์เองจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ทำให้สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศต้องมาอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตย เช่นในระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือในยุโรปอีกหลายประเทศ สถาบันกษัตริย์จึงจำเป็นต้องเป็นฝ่ายที่ปรับตัว (หรือถูกบังคับให้ปรับตัว) เข้ากับกติกาของโลกสมัยใหม่ หาไม่แล้ว สถาบันกษัตริย์ย่อมกลายเป็นเพียงสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปในที่สุด

แน่นอนว่าการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยฝ่ายเดียวได้ แต่เป็นการต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างอำนาจสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมและความเป็นชาติมาแต่เดิม และอำนาจใหม่ของรัฐสภาซึ่งยึดโยงอยู่กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ในประเทศที่อำนาจที่เชื่อมโยงกับประชาชนมีความเข้มแข็งและสามารถทำสถาบันกษัตริย์ให้เชื่องลงได้ ย่อมเกิดเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นในอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือในประเทศยุโรปหลายประเทศ แต่ในประเทศซึ่งอำนาจที่เชื่อมโยงกับประชาชนมีความอ่อนแอ สถาบันกษัตริย์กลับเป็นฝ่ายทำให้สถาบันทางการเมืองอื่นๆ เชื่องลงได้ ย่อมกลายเป็นระบอบลูกผีลูกคน เช่นในประเทศไทยขณะนี้

ภายใต้สภาวะที่สถาบันกษัตริย์มีอำนาจมากเช่นนี้ กษัตริย์วชิราลงกรณ์ได้มีการขยายอำนาจตนเองอย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติแล้วเพื่อให้กษัตริย์สามารถใช้อำนาจพิเศษแทรกแซงวิกฤติ หรือแม้แต่การทำให้ตนเองสามารถใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องมีการตั้งผู้สำเร็จราชการแทน นอกจากนี้ยังมีการโอนกองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง รวมทั้งการโอนอำนาจในการจัดการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของตนเองแต่เพียงผู้เดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการเสริมสร้างให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจอย่างล้นเกินซึ่งเป็นสิ่งที่ไปด้วยไม่ได้ในระยะยาวกับระบอบประชาธิปไตยและสังคมสมัยใหม่

อำนาจล้นเกินเหล่านี้ เปรียบได้กับแผลติดเชื้อที่กำลังกัดกินสังคมไทยอย่างช้าๆ มีแต่การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ที่จะเป็นการรักษาให้สถาบันกษัตริย์และระบอบประชาธิปไตยอยู่ร่วมกันได้ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งนี้อาจจะนำไปสู่จุดที่การรักษาสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่หนึ่งในทางออกอีกต่อไป

ย่อมไม่มีคนสติดีที่ไหนเมื่อมีแผลติดเชื้อเป็นหนองขึ้นมาแล้วจะเอาเทปกาวมาปิดแผลเอาไว้เพื่อจะได้มองไม่เห็น นานๆ เข้าอาจจะมีเลือดหนองไหลซึมออกมาบ้าง แต่ก็ค่อยเอากระดาษชำระเช็ดออกเพื่อจะได้ไม่ต้องพูดถึงความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจ ฟังดูน่าสมเพชใช่หรือไม่? แต่สังคมไทยในขณะนี้ก็มีลักษณะเช่นนั้น เรากำลังอยู่ในสังคมที่ไร้สติ สังคมของคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพียงเพราะการมีอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวาดกลัวที่ถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำกันเองจนทำให้การพูดถึงประเด็นสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่ใช่ในเชิงสรรเสริญเยินยอนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แม้สถาบันกษัตริย์จะเป็นหนึ่งในสถาบันทางการเมือง มีทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางวัฒนธรรม ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ และความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมอย่างมากมายมหาศาล

บัดนี้เราควรตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะปล่อยให้สังคมไทยมีลักษณะเหมือนคนไร้สติเช่นนี้ต่อไปหรือ?
2. การรื้อฟื้นอำนาจสถาบันกษัตริย์อย่างล้นเกินและไม่รับผิดชอบ:
เมื่อเป็นระบอบกษัตริย์ก็ไม่ใช่ ประชาธิปไตยก็ไม่เชิง


การรื้อฟื้นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ไม่ได้มีแต่เพียงด้านที่ล้นเกินจนเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยดังที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น แต่ยังไม่มีความรับผิดชอบอีกด้วย เพราะระบอบในปัจจุบัน จะถือว่าเป็นระบอบกษัตริย์ที่ตัวกษัตริย์ใช้อำนาจโดยสมบูรณ์ก็ไม่ใช่ แต่จะเป็นประชาธิปไตยซึ่งสถาบันกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ก็ไม่เชิง เพราะกษัตริย์วชิราลงกรณ์ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ ไม่มีระบอบไหนในโลก ไม่ว่าจะเผด็จการหรือประชาธิปไตย ที่จะยอมให้ประมุขรัฐของตนอยู่อาศัยในต่างประเทศเป็นการกึ่งถาวรโดยไม่มีความจำเป็นเช่นนี้


(ภาพป้ายประท้วงของผู้ชุมนุมที่ฝรั่งเศส วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓)

แต่ด้วยความที่สังคมไทยไม่มีความกล้าหาญเผชิญหน้ากับความเป็นจริง จึงมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่กล้าลุกขึ้นถามว่าอะไรคือความจำเป็นที่ทำให้ทั้งกษัตริย์และราชินีของประเทศไทยจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนีและสวิสเซอร์แลนด์เป็นประจำและเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อประกอบพิธีกรรมตามเท่าที่สะดวกใจเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนคนไทยควรตั้งคำถามด้วยว่า มันเหมาะสมแล้วหรือที่ประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ชาติร่ำรวยอะไร จะต้องทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากไปเพื่อการอุดหนุนให้กษัตริย์และราชินีได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายในต่างประเทศ มันเหมาะสมแล้วหรือที่กษัตริย์จะครองราชย์ผ่านระบบทางไกล จนประเทศไทยมีสถานะต่ำยิ่งกว่าอาณานิคม การกระทำเหล่านี้ย่อมนำไปสู่ข้อติฉินนินทา จนอาจเกิดคำถามในหมู่ประชาชนขึ้นมาได้ว่า ถ้าประเทศไทยสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีกษัตริย์และราชินี สถาบันกษัตริย์จะยังมีความจำเป็นอยู่อีกหรือ?

หากถามว่าอะไรเป็นสาเหตุให้พฤติการณ์เช่นนี้ได้รับการยอมรับในประเทศไทย ก็คงเพราะสังคมไทยเคยชินกับการปิดตาข้างหนึ่งอีกนั่นเอง และก็เพราะสถานะของสถาบันกษัตริย์ที่ล้นเกินนี่เอง ที่อนุญาตให้สมาชิกพระราชวงศ์สามารถประพฤติตนตามอำเภอใจโดยไม่ต้องสนใจคำติฉินนินทาของราษฎร

การรื้อฟื้นอำนาจสถาบันกษัตริย์ที่ไม่รับผิดชอบและอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นนี้ ย่อมทำให้สถาบันทางการเมืองอื่นๆ หมดความหมาย หากไม่นับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เป็นระบอบเผด็จการทหารเต็มใบ การที่รัฐสภารองรับพระราชกำหนดโอนย้ายหน่วยทหารและกำลังพลไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ได้อย่างง่ายดายนั้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ รัฐสภากลายเป็นเพียงตรายางที่มีไปเพื่ออย่างนั้นเอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนที่คัดค้าน ไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการขยายอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างเกินขอบเขต แต่อ้างว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งอันที่จริง ถ้าจะอ้างเหตุผลเช่นนี้แล้ว ต่อให้กษัตริย์วชิราลงกรณ์จะใช้วิธีผ่านร่างพระราชบัญญัติตามปกติ ก็คงจะไม่มีนักการเมืองคนใดทัดทานเป็นแน่ แต่การใช้วิธีผ่านพระราชกำหนดนั้น ก็เป็นเพียงแต่ความเคยชินของสถาบันกษัตริย์ที่ไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นเอง

หากปล่อยให้มีการรื้อฟื้นอำนาจสถาบันกษัตริย์มากยิ่งขึ้นอีก ดังที่ขณะนี้ก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ ท้ายที่สุดสถาบันทางการเมืองอย่างสภาผู้แทนราษฎรก็คงหมดความจำเป็นไปโดยปริยาย มีแต่การที่นักการเมืองร่วมมือกับประชาชนในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เท่านั้น ที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีและสถานะของการเป็นผู้แทนราษฎรขึ้นมาได้ หากนักการเมืองยังปล่อยให้ประชาชนต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ประดับประดาให้ความชอบธรรมกับระบอบกษัตริย์ที่ไร้ความรับผิดชอบนี้

ถึงเวลาที่นักการเมืองต้องเลือกเอาเองแล้วว่า พวกเขาจะยืนเคียงข้างประชาชนเพื่อเป็นผู้แทนของราษฎร หรือจะปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และกลายเป็นผู้แทนตรายางของระบอบกษัตริย์ไป!
3. ความพังทลายของสถานะศูนย์รวมจิตใจของชาติ: 
เมื่อสถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง


“สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย” มักเป็นถ้อยคำที่ถูกเอ่ยขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อใช้ปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ในความเชื่อของคนที่กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวหลอมรวมคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์จึงจะทำให้สังคมเกิดความแตกแยก พวกเขามักยกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือ พฤษภาทมิฬ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาเป็นตัวอย่างว่าเพราะประเทศไทยมีสถาบันกษัตริย์จึงทำให้เราสามารถผ่านพ้นวิกฤติความขัดแย้งและการเข่นฆ่าของคนไทยด้วยกันเอง แต่พวกเขาหลงลืมไปว่า ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งมีการล้อมปราบคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหด เป็นการสังหารหมู่กลางเมืองที่สถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีบทบาทในการยุติ “ความขัดแย้งและการเข่นฆ่าของคนไทยด้วยกันเอง” แต่อย่างใด

หากถามว่าทำไมคนเหล่านี้จึงมีอาการหลงลืมไปชั่วคราว ไม่ได้นับรวมเอาเหตุการณ์สำคัญอย่าง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เข้ามาด้วย นั่นก็เพราะเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาฯ ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างที่สถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีส่วนยุติความขัดแย้ง แต่ยังเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการที่สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองเสียเอง และนั่นก็ทำให้นิทานปรัมปราเรื่อง“สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย” ต้องพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เราไม่จำเป็นคิดให้ซับซ้อนก็ย่อมทราบได้ว่า ไม่มีความขัดแย้งใดในโลกที่จะจบลงได้หากผู้ที่อ้างตนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งกลับมีส่วนในความขัดแย้งนั้นเสียเอง

คนที่อ้างว่าสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่เพื่อยุติความขัดแย้งและการเข่นฆ่าของคนไทยด้วยกันเอง ต้องมีความกล้าหาญเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงที่ว่า ทำไมสถาบันกษัตริย์ถึงมีบทบาทสนับสนุนฝ่ายที่ใช้กำลังสังหารหมู่ “คนไทยด้วยกันเอง” ในเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ อย่างกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน

เหตุใดในตอนเย็นหลังการสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กษัตริย์วชิราลงกรณ์ขณะเป็นพระบรมโอรสาธิราชจึงได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจลูกเสือชาวบ้าน และยังได้กล่าวขอบคุณลูกเสือชาวบ้านอีกครั้ง “ที่ทุกคนรู้สึกเจ็บร้อนแทน” ในอีก ๓ วันต่อมา?

เหตุใดเจ้าหญิงจุฬาภรณ์และเจ้าหญิงสิรินธรจึงเดินทางไปเยี่ยมตำรวจที่มีส่วนในกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์ที่โรงพยาบาล และเข้าร่วมงานศพของนายเสมอ อ้นจรูญสมาชิกลูกเสือชาวบ้านที่เสียชีวิตในเหตุการณ ๖ ตุลาฯ ด้วยตนเอง โดยที่เจ้าหญิงสิรินธรยังได้กล่าวอีกว่า “การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ [เป็นไปตาม] คำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ปฏิญาณไว้กับลูกเสือชาวบ้าน สมควรแก่การเชิดชู เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ลูกเสือชาวบ้านต่อไปในด้านมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”?

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็น “ศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ” หรือ?


(ราชินีสิริกิต์และเจ้าหญิงจุฬาภรณ์ เดินทางไปร่วมงานศพของอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ - สำนักข่าวผู้จัดการ)

แน่นอนว่าเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง หากไม่นับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไกลออกไปแต่ยึดเอาเพียงแค่ในบรรดาความทรงจำอันใกล้ของเราแล้ว การเดินทางไปร่วมงานศพของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ มวลชนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยตนเองของราชินีสิริกิต์และเจ้าหญิงจุฬาภรณ์ เหตุการณ์ซึ่งเจ้าหญิงอุบลรัตน์ได้ลงสมัครเป็นตัวแทนชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ การที่กษัตริย์วชิราลงกรณ์แต่งตั้งอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายนุรักษ์ มาประณีตผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิพากษารองรับอำนาจรัฐประหาร ยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิ์นักการเมืองหลายต่อหลายครั้งเป็นองคมนตรี เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่านิทานปรัมปราเรื่อง “สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย” เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นเอง เราไม่สามารถเอานิทานปรัมปรามายึดเป็นเรื่องจริงได้ฉันใด การหลอกตัวเองของคนไทยว่าสถาบันกษัตริย์ที่มีส่วนร่วมในความขัดแย้งจะสามารถวางตัวเป็นกลางเพื่อยุติความขัดแย้งได้นั้น ก็เป็นเพียงแต่ความฝันที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงฉันนั้น

หากพิจารณาให้ดี ย่อมเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันอันสืบเนื่องมาเป็นเวลาราว ๑๕ ปีแล้ว ล้วนเกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และตราบเท่าที่สถาบันกษัตริย์ยังไม่ได้รับการปฏิรูปให้อยู่นอกเหนือปริมณฑลของการเมือง ยังมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์ไทยย่อมไม่สามารถเป็น “ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย” หากแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเพียงบางกลุ่มเท่านั้นเอง หากไม่มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างเร่งด่วน สถาบันกษัตริย์ย่อมบ่อนทำลายทั้งอนาคตของตนเองและระบอบประชาธิปไตยไทยไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หนทางเดียวที่สถาบันกษัตริย์ไทยจะสามารถกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติและดำรงอยู่ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้อย่างมีเสถียรภาพนั้น ก็คือการที่สถาบันกษัตริย์ปราศจากอำนาจทางการเมือง วางตัวเป็นกลาง และไม่กลายเป็นสถาบันกษัตริย์สำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปล่อยให้สถาบันรัฐสภาและระบบการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนาป็นวิธีหาทางออกของความขัดแย้งทางการเมืองไทยอย่างยั่งยืน
4. การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ต้องเป็นวาระร่วมกันของผู้รักประชาธิปไตยไทย:
นักการเมืองต้องผลักดันให้การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในการเมืองกระแสหลัก


ข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มีเป้าหมายเพื่อจัดวางสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์เสียใหม่ให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นวาระเร่งด่วน และเป็นการเคลื่อนไหวที่จะต้องเผชิญหน้ากับแรงต้านอย่างมหาศาลทั้งจากสถาบันกษัตริย์และจากเครือข่ายแวดล้อมที่ได้ประโยชน์จากสภาวะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์ การเคลื่อนไหวนี้จะสำเร็จลงได้ก็ต่อเมื่อมีการผลักดันโดยแนวร่วมอย่างกว้างขวางทั้งจากประชาชน นักวิชาการ และนักการเมือง การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จึงต้องเป็นวาระร่วมกันของผู้รักประชาธิปไตยไทยทั้งหมด การเรียกร้องของประชาชนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเรียกร้องให้กลายเป็นกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมได้ นักการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนต้องแสดงความกล้าหาญ ยกระดับข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เข้ามาอยู่ในการเมืองกระแสหลักด้วยการทำให้เป็นนโยบายของพรรคการเมือง การกระทำเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลายเป็นข้อเสนอที่มีความเป็นรูปธรรม แต่การที่ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมจะยังช่วยลดความเสี่ยงที่ประชาชนคนธรรมดาจะตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามทั้งด้วยกฎหมายและวิธีนอกกฎหมายอีกด้วย

นักการเมืองต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนคนธรรมดาโดดเดี่ยวอีกต่อไป! และนักการเมืองต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนออกหน้าแทน เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเสียสละของประชาชนในภายหลัง!
5. เราต้องยืนยันข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อ
ข้อเรียกร้อง ๓ ข้อ (หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่) จะสำเร็จลงไม่ได้ หากไม่มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์


ในห้วงเวลานี้ที่นักศึกษาประชาชนได้เรียกร้องข้อเสนอเฉพาะหน้า ๓ ข้อ นั่นคือ หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา และร่างธรรมนูญใหม่ และได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นวงกว้างแม้กระทั่งจากบุคคลที่เคยสนับสนุนการรัฐประหารและระบอบเผด็จการในความขัดแย้งอันยาวนานเกือบ ๑๕ ปีนี้ แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะรีบพูดขึ้นแทบจะทันทีว่านักศึกษากำลัง “ล้ำเส้น” หรือ “ชักใบให้เรือเสีย” เมื่อพวกเขาเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์


นี่คือวังวนเดิมๆ ของการเอาเทปกาวปิดแผลที่กำลังติดเชื้อ ของการเอามือปิดตาข้างหนึ่งแล้วหลอกตัวเองว่าฝันร้ายจะค่อยๆ หายไปเอง นี่คือวังวนการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่สร้างปัญหาแบบเดิมๆ ขึ้นมา หากเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว รุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลนของพวกเขาก็จะต้องมาต่อสู้กันอีกไม่จบไม่สิ้น หากเรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหาในวันนี้อย่างตรงไปตรงมา แม้การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ภายใน ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี แต่นี่ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการออกจากวังวนแห่งปัญหาเดิมๆ


ควรย้ำกันอย่างชัดเจนว่า ข้อเรียกร้อง ๓ ข้อของนักศึกษาประชาชนเป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ไม่ใช่ทางออกต่อปัญหาระยะยาวของสังคมไทย ต่อให้พวกเราโชคดี สามารถบรรลุข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อได้จริง ในเวลาอีก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี ข้างหน้า เราก็จะต้องมาเรียกร้อง ๓ ข้อกันใหม่อย่างแน่นอน ตราบใดที่เราไม่สามารถจัดวางสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย การรัฐประหารที่อาศัยข้ออ้างเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็จะเกิดขึ้นอีก และกษัตริย์ก็จะลงนามรับรองการรัฐประหารอีกเช่นเคย


เราจึงต้องยืนยันว่าข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่แยกออกไม่ได้จากการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในวันนี้

การยืนยันว่าข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่มีการประกาศในการชุมนุมวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ประชาชน นักวิชาการ และนักการเมืองผู้รักประชาธิปไตย ควรจะต้องออกมาสนับสนุนด้วยว่าข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ดังต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และเป็นทางออกของปัญหาใจกลางสังคมไทยในปัจจุบัน!


(การอ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อ ในการชุมนุมของกลุ่มธรรมศาสตร์จะไม่ทน วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ - สำนักข่าวบีบีซีไทย)
ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อ
 
1. ยกเลิกมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์มิได้ และเพิ่มบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้ เช่นเดียวกับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎร

2. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน

3. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน

4. ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้กับสถาบันกษัตริย์ ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

5. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์ หน่วยงานที่มีหน้าที่ชัดเจน เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้ย้ายไปสังกัดหน่วยงานอื่น และหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เช่น คณะองคมนตรีนั้น ให้ยกเลิกเสีย

6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด เพื่อกำกับให้การเงินของสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งหมด

7. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ

8. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด

9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความข้องเกี่ยวใด ๆ กับสถาบันกษัตริย์

10. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก
เราต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เดี๋ยวนี้!

อติเทพ ไชยสิทธิ์
๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

ติดตามและถกเถียงประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้ใน https://www.facebook.com/monarchyreform

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.