สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ควรแสดงความเคารพกษัตริย์ในรัฐพิธีเปิดประชุมสภา

ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในหลายประเทศอย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผลพวงของการต่อสู้ขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำจารีตประเพณีอย่างกษัตริย์ ศาสนจักร และอภิชนเจ้าที่ดินกับชนชั้นนำใหม่ที่เกิดขึ้นจากการสะสมทรัพย์สมบัติที่มาจากการทำงานหรือการทำธุรกิจอย่างเช่นชนชั้นกระฎุมพี (ทนายความ พ่อค้า สมาคมอาชีพ) ก่อนการกำเนิดชนชั้นใหม่นี้ การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจภายในชนชั้นนำจารีตประเพณีเองก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างถาวร

การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างชนชั้นนำดังที่ว่านี้นำไปสู่การโค่นล้มกษัตริย์และสถาปนาระบอบสาธารณรัฐทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่างกันที่เพียงว่าในอังกฤษฝ่ายกษัตริย์นิยมสามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีกและวิวัฒนาการจนเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นปัจจุบัน แต่ในฝรั่งเศสเกิดการสับเปลี่ยนไปมาระหว่างระบอบสาธารณรัฐ ระบอบจักรพรรดินิยมของราชวงศ์โปนาบาร์ต และระบอบกษัตริย์นิยมของราชวงศ์บูรบง ก่อนจะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐเช่นในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าในประเทศยุโรป ถ้าหากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมประนีประนอมจนเหลือเพียงสถานะทางพิธีกรรมก็จะกลายเป็นระบอบสาธารณรัฐไป

แต่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญในบางประเทศ เช่น ประเทศไทย หรือประเทศญี่ปุ่น มีวิวัฒนาการที่พิเศษแตกต่างไปจากบริบทแบบยุโรป ลักษณะพิเศษดังนี้เองที่ทำให้สถานะของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยมีอำนาจมากทั้งในทางการเมืองและทางวัฒนธรรม สถาบันกษัตริย์ไทยไม่เพียงอยู่ในสถานะเหนือการเมือง แต่ยังดำรงอยู่ในการเมืองอีกด้วย สถาบันกษัตริย์ที่มีพลังอำนาจทางการเมืองมากเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อวิวัฒนาการประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากสถาบันกษัตริย์จะจัดวางตำแหน่งตัวเองในลักษณะที่ไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องด้วยการที่กษัตริย์ไทยแทบไม่เคยปฏิเสธการรัฐประหาร

อำนาจย่อมตามมาด้วยความรับผิดชอบ และในระบอบประชาธิปไตยนั้น นอกจากอำนาจทางการเมืองจะต้องยึดหลักความรับผิดชอบแล้ว ย่อมต้องมีแหล่งที่มาของอำนาจที่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนอีกด้วย แต่เพราะด้วยธรรมชาติแห่งความขัดแย้งอันเป็นต้นกำเนิดของระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญนี้ สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นผู้นำทางจารีตประเพณีที่ดำรงสืบเนื่องโดยบริบททางประวัติศาสตร์และใช้การคัดเลือกผู้นำผ่านการสืบทอดทางสายโลหิตและอุปัทวเหตุแห่งการเกิดจึงเป็นภาพที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งผ่านการออกเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงไม่ผิดปกติที่จะกล่าวว่าเพราะสถาบันกษัตริย์ไม่มีความชอบธรรมทางอำนาจที่ยึดโยงกับประชาชน เมื่อไม่มีอำนาจ ก็ย่อมต้องไม่รับผิดชอบ สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงจะต้องไม่มีอำนาจทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ปัญหาเกิดขึ้นหากสถาบันกษัตริย์มีอำนาจขึ้นมา และเมื่อสถาบันกษัตริย์ใช้อำนาจที่ไม่มีชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์ก็ต้องมีความรับผิดชอบ แต่ความรับผิดชอบจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการต่อสู้เพื่อลดทอนอำนาจและสถานะของสถาบันกษัตริย์ เป็นที่เข้าใจได้สำหรับชนชั้นนำจารีตประเพณีที่จะคิดด้วยความเคยชินว่าพวกตนยังควรจะมีบทบาททางการเมืองอยู่ ในเมื่อก็เคยมีบทบาทเช่นที่ว่านี้มาเป็นร้อยเป็นพันปีแล้ว แต่จะให้ใครเตือนชนชั้นนำเหล่านี้กันว่าพวกเขากำลังก้าวล่วงพื้นที่ที่พวกเขาไม่ควรอยู่ ถ้าไม่ใช่ผู้แทนของราษฎร?

แน่นอนว่าการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกคุกคาม ตั้งแต่คดีความไปจนถึงการหายสาบสูญ แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศอย่างฝรั่งเศสหรืออังกฤษ ถ้าผู้แทนราษฎรไม่ทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนแล้วเราจะมีผู้แทนราษฎรไปทำอะไรกัน? ในเมื่อผู้แทนราษฎรไม่คิดต่อสู้กับอำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่มีอยู่ล้นเกินแล้ว เราจะมีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไปทำไม ในเมื่อเราก็ให้ผู้นำจารีตประเพณีและเครือข่ายของสถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่แทนก็ได้ไม่ต่างกัน?

ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าการประท้วงอำนาจที่ล้นเกินของสถาบันกษัตริย์จะต้องมาจากการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น แต่การขัดขืนต่อธรรมเนียมประเพณีที่ไม่ถูกต้องก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ผู้แทนราษฎรสามารถเลือกกระทำได้

แม้ว่ากษัตริย์ในฐานะประมุขรัฐอาจจะยังควรได้รับความเคารพ แต่ในกรณีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา บทบาทของกษัตริย์แตกต่างออกไปจากปกติ กษัตริย์ไม่ได้เดินทางมาเปิดสภาในฐานะประมุขรัฐเท่านั้น แต่ยังมาในฐานะผู้มีอำนาจในทางทฤษฎีของการปกครองระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญในการจัดตั้งรัฐบาลและการยุบสภา ดังนั้นในการเปิดประชุมรัฐสภานี่เองที่ระบอบประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ สองสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามเดินทางมาบรรจบกัน พิธีเปิดประชุมสภาจึงเป็นทั้งสถานที่แห่งการประนีประนอมและและสถานที่แห่งการปะทะกันระหว่างอำนาจสองแบบ และในโอกาสนี้เองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถแสดงออกถึงศักดิ์ศรีของอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเหนือผู้นำจารีตประเพณีที่ได้รับตำแหน่งมาเพราะอุปัทวเหตุแห่งการเกิดด้วยการไม่แสดงความเคารพกษัตริย์ในพิธีเปิดประชุมสภา

การไม่ทำความเคารพกษัตริย์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือการบอกแก่สถาบันกษัตริย์ว่าสถาบันรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันอย่างน้อยก็ในระบอบแห่งความประนีประนอมนี้ การทำความเคารพกษัตริย์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือการยอมรับสถานะที่เหนือกว่าของสถาบันกษัตริย์ คือการเอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนใส่พานถวายให้กษัตริย์ใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย คือการทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ วัฒนธรรมประเพณีที่ไม่ถูกต้องนี้จะค่อยๆ สร้างบรรทัดฐานที่กัดกร่อนทำลายสถานะของสถาบันรัฐสภาและรากฐานของระบอบประชาธิปไตยจนสุดท้ายประเทศไทยก็จะกลายเป็นเพียงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หาใช่ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญไม่

 

 

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

Leave a comment