โรคซึมเศร้ากับการเรียนปริญญาเอก

ปัจจุบันมีการตื่นตัวเรื่องโรคซึมเศร้ามากขึ้น แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้เรียนมาด้านจิตเวชหรือจิตวิทยาโดยตรง แต่ก็คิดว่าประสบการณ์ส่วนตัวอาจจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง คนเป็นโรคซึมเศร้าคือคนที่โดนกระทบกระทั่งทางจิตใจซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน จนทำให้ไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้อีก แม้จะเป็นปัญหาเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้รู้สึกอยากตาย รู้สึกไร้ความสามารถ รู้สึกไม่มีคุณค่า การออกไปเดินเล่น สูดอากาศ ตากแดด ไม่ได้ช่วยรักษาได้ เพราะคนเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้อยากออกไปไหน อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น

ค่อนข้างยากที่คนไม่เคยเป็นจะเข้าใจได้ หลายครั้งสิ่งที่ผู้เขียนได้ยินคือ คนอื่นชีวิตแย่กว่าตั้งเยอะ เขายังผ่านมาได้ ประโยคเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เพราะมีคนที่ชีวิตดีกว่าตั้งเยอะเช่นกัน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ชีวิตใครดีกว่ากัน เพราะไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วต่างหาก

ขอเล่าย้อนไปถึงเวลาที่ผู้เขียนเริ่มมีอาการที่ค่อนข้างหนัก ตอนนั้นเพิ่งได้ตอบรับเข้าเรียนปริญญาเอก ควรเป็นเรื่องที่น่ายินดีใช่ไหม แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าเขาอาจจะตัดสินใจผิดที่รับเราเข้ามา เราไม่ได้ชอบทำวิจัย ไม่รู้จะคิดอะไรใหม่ได้อย่างไร เปเปอร์ตอนปริญญาโทก็ยังส่งไม่ครบ ติด I (Incomplete) อยู่สองวิชา เราตัดสินใจผิดใช่ไหมที่รับทุนมาเรียน ถ้าเราเรียนไม่จบกลับไป คนก็คงดูถูกดูหมิ่นว่าเรียนปริญญาเอกไม่จบ เหมือนอย่างที่เขาเคยพูดกับเราว่าไม่เห็นจะได้เรื่องอะไร เรียนทันตแพทย์ก็ยังไม่จบ เมื่อสมัยที่เราซิ่วออกจากคณะทันตแพทยศาสตร์เมื่อสิบปีที่แล้ว คำพูดทำร้ายจิตใจ ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ แม้ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีก็ตาม

มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนเรียนอยู่นั้น มีนักศึกษาฆ่าตัวตายอยู่บ่อยครั้ง มีเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้คือ เขากระโดดให้รถไฟใต้ดินชน ตอนนั้นเราก็กำลังคิดหาวิธีฆ่าตัวตายที่เจ็บน้อยที่สุด และตายแน่นอน ไม่อยากพิกลพิการให้ยิ่งลำบากชีวิตขึ้นไปอีก เคยคิดจะซื้อเชือกมาผูกคอกับต้นไม้หน้าบ้าน เดินหาดูเชือกแล้วด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะหาตึกสูง แล้วกระโดดลงมา

ตอนนั้นไปหาจิตแพทย์และนักจิตบำบัด กินยาอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แค่ประคับประคองให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดที่จิตใจมากพอจนไปลงมือฆ่าตัวตายจริง ๆ หรือบางทีเวลาที่เกือบจะฆ่าตัวตาย เราก็โทรไปที่เบอร์ฉุกเฉินด้านสุขภาพจิตของมหาวิทยาลัย ที่หนักมากครั้งหนึ่งคือ หลังส่งเปเปอร์ไป อาจารย์ตอบมาว่า งานแย่มากจนไม่สามารถให้เกรดได้ ตอนนั้นร้องไห้ทั้งคืน รู้สึกตัวเองโง่เหลือเกิน ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่น ได้ไปเสนอเปเปอร์ในงานวิชาการใหญ่ ๆ ได้มีงานตีพิมพ์ลงวารสารนานาชาติ แต่ตัวเราเองแค่เขียนเปเปอร์สำหรับวิชาเรียนในคณะ ยังทำให้ผ่านไม่ได้เลย

โชคดีที่ตอนนั้นรับฝากเลี้ยงสุนัข มองไปที่มัน แล้วก็จับมาลูบหัวลูบหาง เอามากอด แล้วรู้สึกดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เราจึงค้นพบว่าสุนัขนี่แหละ ที่จะทำให้เราผ่านช่วงเวลาการเรียนปริญญาเอกไปได้ เราจึงไปรับสุนัขจากสถานสงเคราะห์มาเลี้ยง อาการเราดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด เวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว ตอนนี้หมอก็ให้ค่อย ๆ ลดยาลง คาดว่าไม่เกินเดือนนี้คงสามารถเลิกกินยาได้แล้ว และได้ใช้ชีวิตแบบคนปกติที่ไม่ต้องพึ่งยาอีกต่อไป

สิ่งสำคัญสำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้าคือ เราต้องหาให้เจอว่าอะไรทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับผู้เขียน การได้เลี้ยงสุนัข ได้เห็นมันวิ่งเล่น ทุกครั้งที่เรากลับบ้าน มันก็กระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ ทำให้เรารู้สึกมีความสุข มีคุณค่า มีกำลังใจ อยากสู้ต่อ เพื่อที่สักวันเราจะได้เรียนจบ หาเงินมาเลี้ยงสุนัขได้หลาย ๆ ตัว อยากทำให้พวกมันอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่มีความสุข อย่างที่พวกมันได้ทำให้เรารู้สึกมีความสุขกับการมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาใบนี้

โชคดีที่จิตแพทย์ของเราก็ทำงานด้านการใช้สุนัขบำบัดด้วยเช่นกัน เขาจึงค่อนข้างเข้าใจดีว่ามันช่วยได้อย่างไร แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบสัตว์ วิธีนี้คงไม่ช่วย ต้องหาอย่างอื่นที่จะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่าความตายควรเป็นสิทธิ ไม่ว่าคนป่วยหรือคนปกติ ก็ควรมีสิทธิเลือกตายได้ แต่คงอีกนาน กว่าโลกเราจะพัฒนาไปถึงจุดที่มีบริการความตายโดยแพทย์อย่างเป็นระบบ คนฆ่าตัวตายจะได้ไม่สร้างปัญหาให้เจ้าหน้าที่ต้องมาเก็บศพ และเป็นที่ตกอกตกใจแก่ผู้พบเห็น

6 thoughts on “โรคซึมเศร้ากับการเรียนปริญญาเอก”

  1. อยากเลี้ยงหมาบ้าง แต่บ้านเลี้ยงไม่ได้ ส่วนเวลาเครียด เราใช้วิธีเล่นเกมส์แทน

    อันนี้ไม่เกี่ยวกับโรคซึมเศร้านะ แต่อยากเล่าประสบการณ์ตัวเอง คือความเครียดและ self-doubt อย่างต่อเนื่องว่าเส้นทางวิชาการที่เลือกนี้ มันเหมาะกับตัวเองหรือเปล่า

    สองปีที่แล้วเครียดเล่นดอทเอไป 2,000 ชั่วโมงเพราะไม่อยากเขียนวิทยานิพนธ์ มันคือการหนีปัญหา แต่มันก็ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะชีวิตจริงทางวิชาการ ชนะคนอื่นไม่ได้ก็แก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนาฝีมือการเล่นเกมส์ตัวเองให้ชนะคนอื่นออนไลน์

    ปัญหาคือเกือบทำให้เรียนโทไม่จบ ช่วงต้องส่งวิทยานิพนธ์เขียนบทสุดท้ายไป 5 หน้า อาจารย์ยังใจดีให้เลื่อนส่ง สุดท้ายปั่นแทบตายในสามเดือน เลยรอดจบโทมาได้แบบหวุดหวิด

    เลยตัดสินใจขอพักการเรียน 1 ปี เพื่อไปทบทวนตัวเอง ทั้งปีก็ไม่ทำอะไร นั่งๆ นอนๆ เล่นเกมส์เหมือนเดิมแต่ไม่มากเท่าเดิม พอใกล้ต้องส่ง proposal สมัครป. เอก ก็มาปั่นเหมือนเดิม รอดได้อย่างหวุดหวิด

    แต่พอได้มาเรียนป. เอก กลับรู้สึกสบายใจมากขึ้นนะ ป. เอกที่ฝรั่งเศส เหมือนมันให้เสรีภาพในการเรียนมาก ไม่มีส่งงานอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องแข่งกับใคร หน้าที่หลักคือทำวิทยานิพนธ์ แถมพอ proposal ผ่านแล้ว เราเองก็เริ่มอินกับหัวข้อตัวเองมากขึ้น เริ่ม scope ความสนใจของตัวเองได้ชัดขึ้น พูดง่ายๆ คือค่อยๆ ค้นพบตัวเองมากขึ้น เลือกไปฟังสัมมนาที่ตัวเองสนใจ อ่านสิ่งที่ตัวเองสนใจ ก็เลยเริ่มมีความสุขกับชีวิตการเรียนมากขึ้นแล้ว

    Liked by 1 person

    1. ไม่รู้มาก่อนเลยว่าดินก็เคยรู้สึกไม่แน่ใจกับเส้นทางที่เลือกเหมือนกัน ขอบคุณที่แชร์นะ ได้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เราคนเดียวที่ตั้งคำถามกับตัวเอง ทั้งที่ก่อนมาเรียนเคยมั่นใจมากว่านี่คือสิ่งที่ต้องการ

      แต่ก่อนเราก็อยู่บ้านที่เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ เวลาหาบ้านเลยต้องเลือกที่เขาอนุญาต และราคาโอเค ซึ่งก็จะอยู่ไกลออกไปจากมหาลัย แต่ตอนนี้เรียนคอร์สเวิคจบแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้มากก็ได้

      เราก็เล่นเกมเหมือนกัน แต่ช่วงที่อาการหนักมาก ๆ แม้แต่เกมก็หมดความสนุกไปแล้ว criteria หนึ่งของโรคซึมเศร้าคือเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เคยชอบทำ แต่ตอนนี้โอเคขึ้นเยอะละ เลยทั้งเล่นกับหมาและเล่นเกม

      Like

      1. จริงๆ ตอนเล่นเกมส์นี่ ไม่มีความสุขเลยนะ เกมส์มันเครียดมาก competitive มาก แต่มันเป็นสิ่งที่ทำให้สมองเรา focus อยู่กับมันตลอดเวลา ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่นๆ

        พอตอนนี้เริ่มดีขึ้นมาหน่อยแล้ว มันก็เล่นดอทเอน้อยลง เพราะจริงๆ ไม่ได้สนุกกับมันแหละ 555 เปลี่ยนมาดูพวกสตรีมเกมส์แทน สบายใจกว่าเยอะ ตอนนี้ดูพวกนี้เยอะมาก

        นึกถึง “บทความ” สั้นๆ ที่เคยอ่าน เขาเขียนไว้ว่า:

        “ลึกๆ แล้วมนุษย์ต้องการสังคม ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “การเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ทนอยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ แต่พอได้ดูคนอื่นเล่นเกม ฉันรู้สึกว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วยและคอยคุยกับฉัน” นี่เป็นเหตุผลที่ผมค้นพบด้วยตนเอง ในวันหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศคนเดียว ผมไม่อยากออกไปไหน ด้วยความอ่อนล้าที่เดินทางมาหลายสัปดาห์แล้ว ผมเหนื่อยจนไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใคร แต่ก็ไม่อยากแกร่วอยู่คนเดียวในห้องของโรงแรม ผมจึงเปิดยูทูบ ค้นชื่อเกมแคสเตอร์คนโปรด แล้วนอนดูเขาเล่นไปเรื่อยๆ เพียงเท่านั้น เวลาก็ผ่านไปได้อีกวัน
        บางทีเหตุผลมันก็เท่านี้เอง” (ดู https://thematter.co/thinkers/gameslivestream/10594)

        ปล. เพิ่งเห็นบทความนี้ ชื่อ “ให้เกมฟื้นฟูใจ เมื่อจิตแพทย์ใช้เกมบำบัดโรคซึมเศร้า” ออกมาก่อนบทความที่อ้างข้างบน แต่ยังไม่เคยอ่านนะ แปะให้ดู https://thematter.co/byte/games-that-treat-depression/5467

        Liked by 1 person

      2. เกมก็ช่วยได้สำหรับหลายคนจริง เคยเห็นคอมเม้นในสตีมของเกมที่เคยเล่นเหมือนกัน

        “Can I just say thankyou to the developer of this game I suffer with depression and stardew valley gives me a reason to do somethng other than sleep it makes me feel like I have an impact of peoples lives (even if its only in game people). I have played 200+ hours playing this game that’s 200 hours distracted from my real life problems. I have oped(SP) in to be a beta tester, this is the first game I’ve ever done this with thanks to the developer for saying how to do that I really admire him for creating such a good game and hope he goes far in his career and he never loses the magic, Thankyou”

        https://steamcommunity.com/app/413150/reviews/?browsefilter=toprated&snr=1_5_reviews_

        Like

  2. ผมสงสัยว่าจิตแพทย์นี่เป็นของข้างนอกใช่ไหมนะ ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัยที่มีไว้บริการเฉพาะนักศึกษา? แต่มหาวิทยาลัยมีสายด่วนสุขภาพจิตให้ ผมจำไม่ได้แล้วว่ามหิดลมีไหม รู้แต่ว่าที่คณะวิทยาศาสตร์จะมีหมอธรรมดา (สำหรับตรวจอาการป่วยทางกาย) มาประจำที่คณะให้ไปหาได้ แล้วมันมีมหาวิทยาลัยไทยอันไหนไหมที่มีสายด่วนสุขภาพจิตสำหรับนักศึกษา บางทีการมีเฉพาะนักศึกษามันก็ทำให้คุยรู้เรื่องมากขึ้นว่าความเครียดจากการเรียน (โดยเฉพาะการเรียน grad school) นี่มันเป็นยังไง

    Like

    1. จิตแพทย์และนักจิตบำบัดเป็นเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ที่จริงเขาเคย refer ไปให้จิตแพทย์ข้างนอกทีนึง เพราะปกติเขาจะบริการนักศึกษาไม่เกินคนละหนึ่งปี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่พอ แต่ไปหาที่นั่นแล้วไม่ชอบ เลยย้ายกลับมา เคยคุยกับจิตแพทย์มาแล้วสามคน รู้สึกคนล่าสุดนี่เข้ากันได้สุดแล้ว มาจาก Puerto Rico

      Liked by 1 person

Leave a comment