สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส

แนวคิดของระบบ CPF เป็นสวัสดิการที่ช่วยให้แรงงานสามารถยกระดับทักษะความรู้ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐและต่อตัวแรงงานเอง – ผู้เขียนเข้าใจว่าประเทศไทยยังไม่มีสวัดิการแรงงานในลักษณะนี้ที่รัฐช่วยอุดหนุนการหาความรู้และยกระดับทักษะของแรงงาน ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นประเด็นที่นักสิทธิแรงงานในไทยควรพิจารณาต่อสู้เรียกร้องต่อไป

ตามกฎหมายแรงงานของฝรั่งเศส บุคคลในวัยแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไป (หรือ ๑๕ ปี ในกรณีที่มีสัญญาประเภทฝึกงาน) มีสิทธิ์ในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Formation continue) หรือ Continuing education จนกระทั่งถึงเกษียณอายุ

ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนไม่ทราบถึงรายละเอียดของระบบที่มีการใช้งานอยู่ก่อนหน้าปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เพราะผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๒๐๑๗ ซึ่งได้มีการใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า ‘ทะเบียนการศึกษาและฝึกฝนทักษะส่วนบุคคล’ (Compte personnel de formation) หรือ CPF มาระยะหนึ่งแล้ว

ระบบ CPF คือการแปลงจำนวนชั่วโมงทำงานให้กลายเป็นเงินเครดิตที่สามารถใช้จ่ายหรือเป็นส่วนลดค่าสมัครหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะอาชีพต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพแรงงาน หรือช่วยเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนสาขาอาชีพ (เงินเครดิตนี้ไม่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้) บุคคลที่มีสิทธิ์ใช้งานระบบ CPF ไม่ใช่แค่คนที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่ว่างงานและกำลังหางานทำอีกด้วย – ผู้สมัครระบบ CPF เป็นได้ทั้งบุคคลที่มีสัญญาระยะสั้นหรือสัญญาระยะยาว

Continue reading “สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส”

โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๖ – “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

การเสวนาเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์” เป็นตอนที่ ๖ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกันในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ ดิน บัวแดง และ พิชยะพัฒน์ นัยสุภาพ ชวน “ณัฐพล อิ้งทม” ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองลาวสมัยใหม่ มาคุยกันเรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองลาวและสถาบันกษัตริย์ลาวโดยเน้นหนักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้จะกล่าวถึงความเป็นมาของประเทศลาวและสถาบันกษัตริย์ลาวโดยสังเขป ก่อนที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองยุคราชอาณาจักรระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๗๕ ในภาพรวม ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ได้รับอิทธิพลจากสงครามเวียดนาม ตลอดจนความเป็นไปของสถาบันกษัตริย์ลาว ที่นำมาสู่ชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์และการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์อย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงกระแสนิยมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในยุค สปป.ลาว

ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๖ ได้ ผ่านทางช่อง YoutubeSpotify, และ Apple Podcasts

บทกวี “แด่เพื่อน”

ขออุทิศบทกวีนี้แด่พี่สมยศ ทนายอานนท์ เพนกวิ้น และหมอลำแบงค์ รวมทั้งเพื่อนทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ในเมืองไทย

(ภาพประกอบ: ปกหนังสือ “ศึก” สมานมิตร สวนกุหลาบ)

เบื้องหน้าคือทางยาว
คดเคี้ยวแหละวกวน
ที่เปลี่ยวเปล่าไร้ผู้คน
ทุรยากลำบากหลาย
เพื่อนเอยช่างหาญกล้า
เดินเดี่ยวคนเดียวดาย
เพื่อนฟันฝ่าอุทิศกาย
ถางแดนเถื่อนให้เป็นทาง
เพื่อนเอยจงมีหวัง
ทางเถื่อนที่เลือนราง
ที่เปรียบดังรุจีกลาง-
ประภาส่องอยู่รำไร
เพื่อนเอยสำนึกตน
เพื่อนหยิ่งว่าเป็นไท
ความเป็นคนอันอำไพ
มิยอมท้อต่ออธรรม
หนทางที่วิบาก-
ทุกก้าวจะเคี่ยวกรำ
นี้ เพื่อนยากดำเนินนำ
และหลอมค่าความเป็นคน
หมื่นพันคำหยันเย้ย
ใครหยามก็ทานทน
เพื่อนวางเฉยมิได้สน
เชิดหน้าดุ่มดำเนินไป
มุ่งหน้าสู่ปลายทาง
แสนคนจะรวมใจ
อันสว่างอยู่เรืองไร
แลล้านคนจะเดินเคียง
ประมวลเป็นคลื่นคน
กู่ร้องและก้องเสียง
ที่ทุกข์ทนอยู่รายเรียง
ให้ถึงฟ้านภาหาว
แม้พรหมมาจำแลง
สูงเทียมดาราพราว
เป็นกำแพงที่เหยียดยาว
ก็ไม่หวั่นจะขวางไหว
คลื่นคนย่อมท่วมท้น
กวาดฟ้าสุราไลย
ทะลักล้นเนืองนองไป
มลายล้างลงเพียงดิน

สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชอาณาจักรมาเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1975 อันเป็นการปิดฉากระบอบกษัตริย์ที่สืบทอดมายาวนานกว่าเจ็ดร้อยปีนับแต่เจ้าฟ้างุ้ม (ค.ศ.1353-1372) ได้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้น

อย่างไรก็ดี จากหลักฐานที่ปรากฏในช่วงเวลาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ลาวมิได้เป็นสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์การเมืองลาวในขณะนั้นคาดการณ์ไว้เนื่องจากในช่วงที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1975 นั้น พวกเขายืนยันอย่างหนักแน่นต่อชนชั้นนำฝ่ายขวาที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ต่อไป อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การยึดอำนาจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์ไทยซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสถาบันกษัตริย์ลาว

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากระบบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในลาว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงบริบททางการเมืองในยุคสงครามเย็นที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

Continue reading “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

Hansken: ช้างเอเชียในสาธารณรัฐดัตช์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

“ในปี 1633 ช้างตัวหนึ่งได้เดินทางมาถึง Holland พร้อมกับเรือจากอินเดียตะวันออก ข้าพเจ้าและลูกชายนามว่า Ludovico ได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ในเวลานั้นช้างตัวนี้มีอายุ 3 ปี สูง 7 ฟุต มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะ Ceylon และแม่ของมันสูงกว่า 17 ฟุตครึ่ง ตามที่ผู้ดูแลช้างตัวนี้ได้บอกไว้”[1]

ข้อความข้างต้นมาจากบันทึกของ Ernst Brinck เทศมนตรีแห่งเมือง Harderwijk ในเนเธอแลนด์ (ภาพ 1) ผู้ซึ่งได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ช้างตัวนี้เป็นช้างเพศเมียนามว่า Hansken และมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ด้วยเรือของ Dutch East India Company (VOC) หลังจากมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ Hanken เดินทางเพื่อแสดงตัวไปทั่วเนเธอแลนด์และยุโรป Hansken อยู่ในเนเธอแลนด์ระหว่างปี 1633-1637 1640-1641 และ 1646-1648 เรื่องราวของ Hansken ทิ้งรอยประทับทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาในช่วงต้นสมัยใหม่หรือ early modern ในสังคมยุโรป

Continue reading “Hansken: ช้างเอเชียในสาธารณรัฐดัตช์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17”

โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๕: “กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน”

การเสวนาเรื่อง “กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน” เป็นตอนที่ ๕ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกันในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง และ อติเทพ ไชยสิทธิ์ ชวน “พีรวิชญ์ ขันติศุข” ผู้ศึกษาเรื่องการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านและผู้หลงใหลในการเมืองสเปนร่วมสมัยมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในคำถามที่ว่า “กษัตริย์สเปนเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยจริงหรือ?” และ “ทำไมผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากระบอบเผด็จการถึงยอม “ฆ่าตัวเองตาย” เพื่อการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตย?”

โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้ จะพาทุกท่านย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๐-๑๙๘๐ ของสเปนในฐานะประเทศที่ประชาธิปไตยกำลังก่อร่างสร้างตัว เพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการปรับตัวของสถาบันทางการเมืองจากระบอบ “ผู้นำเผด็จการทหารทำตามอำเภอใจที่สุดในโลก” ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่มั่งคงได้อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร

ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๕ ได้ ผ่านทางช่อง YoutubeSpotify, และ Apple Podcasts

กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน

“…สถาบันกษัตริย์ สัญลักษณ์แห่งความสถาพรและเอกภาพของชาติ มิอาจยอมรับการกระทำหรือทัศนคติใด ๆ ของบุคคลที่ใช้กำลังเข้าขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญที่ชาวสเปนได้ออกเสียงรับรองผ่านการทำประชามติ [1]

ในหลายประเทศ การได้มาซึ่งประชาธิปไตยมักจะมาจากการต่อสู้และเรียกร้อง-ของชนชั้นกลางถึงล่างต่อชนชั้นนำทางการเมือง โดยเฉพาะต่อสถาบันกษัตริย์ หรือกล่าวโดยสั้นว่า กษัตริย์ถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งของการเดินทางสู่ประชาธิปไตย แต่คำกล่าวด้านบนนี้อาจทำให้หลายคนต้องหยุดคิดและพยายามจินตนาการถึงสิ่งที่เหมือนจะขัดต่อความรู้สึกว่า “สถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและปกปักรักษาประชาธิปไตย” ทว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศสเปน และได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างประชาธิปไตยให้กับหลายกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออกในเวลาต่อมา

การสร้างประชาธิปไตยโดยชนชั้นนำและสถาบันกษัตริย์ในสเปนนั้นได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการที่ศึกษาชนชั้นนำและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นที่มาของงานเขียนชิ้นเล็กๆ นี้ที่พยายามลากเส้นความสัมพันธ์และสร้างคำอธิบายเพื่อตอบและตั้งคำถามชวนคิดเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน โดยงานชิ้นนี้จะชวนกลับไปยังสเปนในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อตอบคำถามว่า “ทำไมสเปนถึงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงทั้งๆ ที่เพิ่งออกจากระบอบเผด็จการได้ไม่นาน ?”  และ “สถาบันกษัตริย์สเปนมีตำแหน่งแห่งหนใดในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ ?”

Continue reading “กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน”

มิซาเอะ: แม่บ้านปลดแอก

ในสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพจำของผู้หญิงในยุคเบบี้บูม (baby boom) คือภาพที่ต้องเกี่ยวข้องกับบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัย ผลสำรวจในปี 2013 (68 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2) ชี้ว่าหนึ่งในสามของผู้หญิงญี่ปุ่นต้องการที่จะแต่งงานและใช้เวลาทั้งหมดให้กับความเป็นแม่บ้าน (housewife)[1] จากความคาดหวังของสังคม ภาพแม่บ้านญี่ปุ่นจึงประกอบสร้างเข้ากับบทบาทของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัว และกลายเป็นภาพจำของผู้คนในสังคม ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่ามุขปาถะ ภาพยนตร์ หนังโป๊ รวมไปถึงในมังงะ (การ์ตูนช่องวาดด้วยลายเส้นของญี่ปุ่น) ภาพของแม่ของตัวละครหลักในมังงะหลายเรื่องก็จะมีลักษณะที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน คอยดูแลลูกและสามี ทำกับข้าว ทำความสะอาด เช็ดครัว เก็บที่นอน ตากผ้า ไปจนถึงให้อาหารสุนัข

เครยอนชินจัง (Kureyon Shinchan) หนึ่งในมังงะที่ได้ทำเป็นแอนิเมะในสังคมญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1990 ก็ปรากฏภาพของแม่บ้านอยู่ในหลายตัวละคร ครอบครัวโนะฮาร่าของชินจังก็ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวตามขนบธรรมเนียมของสังคมญี่ปุ่นทั่วไป พ่อทำงาน แม่เลี้ยงลูก ลูกเรียนหนังสือ แต่แม่บ้านโนะฮาร่านามว่า มิซาเอะ (Nohara Misae) ผู้เป็นแม่ของชินจัง มีลักษณะที่ผิดแผกไปจากภาพจำของแม่บ้านที่สังคมญี่ปุ่นคาดหวัง แม้ว่าวาทกรรมของความเป็นหญิงที่เชิดชูความเป็นแม่บ้านเมื่อแต่งงานมีครอบครัวจะเข้ากระทำการกับมิซาเอะเช่นกัน แต่ในบางครั้งมิซาเอะกลับไม่สนุกกับวาทกรรมนี้อีกต่อไปและได้แสดงออกมาผ่านเรื่องราวกว่าสองพันตอนของเครยอนชินจัง มิซาเอะคือผู้ที่พยายามต่อรองและสร้างความซับซ้อนให้กับความหมายของแม่บ้านตามภาพแบบฉบับของสังคมญี่ปุ่น

Continue reading “มิซาเอะ: แม่บ้านปลดแอก”

โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๔: “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์”

การเสวนาเรื่อง “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)” เป็นตอนที่ ๔ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกัน ในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ ดิน บัวแดงและคีตนาฏ วรรณบวร ชวน “พิชยะพัฒน์ นัยสุภาพ” นักศึกษาจากภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาคุยถึงประวัติศาสตร์ ๔๐๐ กว่าปีของสถาบันกษัตริย์เนเธอร์แลนด์

โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้จะพาไปสำรวจที่มาที่ไปของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงรูปแบบทางวัฒนธรรมและการปรับตัวของผู้ปกครองดัตช์ โดยเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เมื่อมีการก่อตั้งสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป (Staten-Generaal) ไปจนถึงการปฏิรูปที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญในปี ๑๘๔๘

ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๔ ได้ ผ่านทางช่อง Youtube, Spotify, และ Apple Podcasts

คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?

“การเขียนและการเผยแพร่ข้อความเท็จ ในลักษณะที่เป็นวิชาการที่น่าเชื่อถือ ที่อาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงทางการเมืองได้”

นี่คือข้อกล่าวหา ที่ไชยันต์ ไชยพร มีต่อณัฐพล ใจจริง และต้องการจะกล่าวหาทางอ้อมไปยังเครือข่ายที่เขาเห็นว่าเป็นพวกนักวิชาการสายวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คือ กุลลดา สมศักดิ์ สุธาชัย วรเจตน์ ปิยบุตร คนเหล่านี้นอกจากจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อณัฐพลแล้ว หลายคนเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์เล่มนี้ หรือเล่มอื่นที่อ้างณัฐพล จึงแสดงว่าคนพวกนี้รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้ผ่านไป

ที่สำคัญ คนพวกนี้ และงานเหล่านี้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งของขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ถามว่าข้อวิจารณนี้ของไชยันต์ อยู่บนฐานอะไร?

อยู่ที่เชิงอรรถเล็กๆ อันเดียว! ข้อความนั้นคือข้อความเรื่องผู้สำเร็จราชการมานั่งเป็นประธานครม. ตอนปี 2493 ในสมัยจอมพล ป.

Continue reading “คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?”