เหตุใดถึงมีคนไม่เข้าร่วมชุมนุมถึงแม้มีความเห็นสนับสนุน

ภาคภูมิ แสงกนกกุล

“บางครั้งสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ สุดท้ายสิ่งนั้นก็เปลี่ยนเราแทน”

(ไม่ทราบแหล่งที่มา)

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในที่ต่างๆทั่วโลกปะทุขึ้นเป็นจำนวนมากตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่สหัสวรรษใหม่ เหมือนเป็นสัญญาณถึงการต่อสู้เปลี่ยนแปลงของสังคมแบบเก่า-สังคมแบบใหม่ แนวความคิดแบบเก่า-แนวความคิดแบบใหม่ ด้วยรูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสาร ความเชื่อมโยงของพลเมืองโลกต่อกันมากขึ้น ก็ทำให้รูปแบบการเคลื่อนไหวสังคมเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามคำถามที่มักจะปรากฏเสมอคือ ถึงแม้มีคนสนับสนุนจำนวนมากแต่ทำไมไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง หรือจำนวนคนเข้าร่วมลงมือทำไม่ถึงน้อยกว่าจำนวนผู้ที่สนับสนุน?

Continue reading “เหตุใดถึงมีคนไม่เข้าร่วมชุมนุมถึงแม้มีความเห็นสนับสนุน”

“การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?

ทุกครั้งที่สมศักดิ์แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อการชุมนุมประท้วงไม่ว่าจะตั้งแต่สมัยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกระทั่งในการเคลื่อนไหวขับไล่ประยุทธ์ จันทร์โอชาและเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ว่าการชุมนุมเพียงอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำตอบที่จะนำไปสู่ชัยชะของประชาชนหรือแม้กระทั่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริงได้  เรามักได้เห็นคำถามกลับในทำนองที่ว่า แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

แม้ว่าข้อเสนอของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลจะค่อนข้างกระจัดกระจายอยู่ในกระทู้ของเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันซึ่งได้ปิดตัวไปแล้วเป็นเวลาหลายปีและยากที่จะค้นคว้าได้โดยง่าย แต่เราอาจสรุปได้อย่างสั้น ๆ ว่า สำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุคปัจจุบันนั้น สมศักดิ์เชื่อว่าเราจำเป็นที่จะต้องประยุกต์ใช้ “การทำสงครามช่วงชิงพื้นที่” (War of Position) ตามแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) [1]

Continue reading ““การชุมนุมนั้นจำเป็นและมีประโยชน์ แต่ไม่อาจเป็นคำตอบ”: แล้วสมศักดิ์เสนออะไร?”

1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์

ปี 1955 อาจผ่านไปเพียงไม่นาน แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์เวียดนามอย่างถาวรเมื่อในเดือนตุลาคมปีดังกล่าวได้ วันที่ 23 ตุลาคมคือวันลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อเลือกระหว่างการปกครองในระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด กับการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ โดยผลปรากฏว่าคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนให้เวียดนามใต้มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ปี 1955 จึงเป็นปีที่เวียดนามใต้กลายสภาพจากประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข สู่ประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์

บทความชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นบทบาทและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่การเข้ามาของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จนถึงการลงประชามติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในปี 1955 ตลอดช่วงเวลากว่าร้อยปีนี้ แรงกดดันจากภายนอกทำให้อำนาจของสถาบันกษัตริย์เวียดนามถูกจำกัด จนทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องหันไปเอาใจและเชื่อฟังเจ้าอาณานิคมเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ การกระทำเช่นนี้แม้ว่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่รอด แต่กลับสร้างความห่างเหินระหว่างกษัตริย์กับคนในชาติ ที่เชื่อว่ากษัตริย์เวียดนามเห็นประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าทุกข์ร้อนของคนในชาติ วิกฤติแห่งศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมนี้ส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         

Continue reading “1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์”

ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น

วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1946 จักรพรรดิโชวะหรือจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ (Emperor Showa 1901-1989) ทรงมีพระราชดำรัส “ประกาศความเป็นมนุษย์” (Ningen Sengen) เพื่อปฏิเสธสถานะ “องค์อวตารของเทพ” (Arahitogami) ของพระองค์ ตามคำชี้นำของผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประกาศความเป็นมนุษย์ฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชาติญี่ปุ่นหลังสงครามให้อยู่ใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีจักรพรรดิเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติที่ปราศจากพระราชอำนาจ

ก่อนหน้านั้น แม้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของญี่ปุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นหลังการปฏิรูปเมจิ ค.ศ. 1868 และเบ่งบานขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1910-1920 ซึ่งเรียกว่ายุค ประชาธิปไตยไทโช (Taisho Democracy) ทว่าระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามก็สิ้นสุดลงหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มทหาร ซึ่งนำญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคการปกครองแบบฟาสซิสต์ โดยมีจักรพรรดิเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างอุดมคติชาตินิยม

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของชาติหลังสงครามโลกครั้ง ที่ 2 นั้นหาได้ประสบความสำเร็จจากการต่อสู้จากภาคประชาชนโดยตรง หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการเข้ามาของพญาอินทรี ซึ่งสยายปีกแผ่อำนาจเข้าครอบงำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงทศวรรษ 1950-1970

แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายจากการชี้นำของสหรัฐดังที่กล่าวมา แต่เมื่อดูในรายละเอียดของกระบวนการออกแบบและความเปลี่ยนแปลงหลังจากญี่ปุ่นได้รับอธิปไตยกลับคืนมาใน ค.ศ. 1952 แล้วพบว่า แม้ญี่ปุ่นยุคหลังสงครามจะเปลี่ยนไปสู่ประเทศประชาธิปไตย แต่ความเป็นประชาธิปไตยของญี่ปุ่นก็มิได้มีรูปแบบที่ตรงไปตรงมาดังเช่นประชาธิปไตยแบบสากลในประเทศะวันตกและเต็มไปด้วยความซับซ้อนจากบริบททางประวัติศาสตร์ ส่วนสถาบันจักรพรรดิที่ถูกลดสถานะลงเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติก็ยังคงถูกใช้สร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายทางการเมืองโดยรัฐบาลฝ่ายขวาที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เอง การยกเอาประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการมองแต่เปลือกนอกที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักอย่างฉาบฉวย จนละเลยถึงบริบทเฉพาะของสถาบันจักรพรรดิที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจากอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก  

บทความนี้จะนำแนะพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่น การกำเนิดของระบอบประชาธิปไตยยุคหลังสงครามภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ และศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน 1. จักรพรรดิญี่ปุ่นรากฐานของอุดมการณ์ชาตินิยม  2. ระบอบประชาธิปไตยและจักรพรรดิเชิงสัญลักษณ์ใต้ปีกพญาอินทรี 3. ขบวนการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่นหลังสงคราม

Continue reading “ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น”

สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส

แนวคิดของระบบ CPF เป็นสวัสดิการที่ช่วยให้แรงงานสามารถยกระดับทักษะความรู้ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐและต่อตัวแรงงานเอง – ผู้เขียนเข้าใจว่าประเทศไทยยังไม่มีสวัดิการแรงงานในลักษณะนี้ที่รัฐช่วยอุดหนุนการหาความรู้และยกระดับทักษะของแรงงาน ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นประเด็นที่นักสิทธิแรงงานในไทยควรพิจารณาต่อสู้เรียกร้องต่อไป

ตามกฎหมายแรงงานของฝรั่งเศส บุคคลในวัยแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไป (หรือ ๑๕ ปี ในกรณีที่มีสัญญาประเภทฝึกงาน) มีสิทธิ์ในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Formation continue) หรือ Continuing education จนกระทั่งถึงเกษียณอายุ

ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนไม่ทราบถึงรายละเอียดของระบบที่มีการใช้งานอยู่ก่อนหน้าปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เพราะผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๒๐๑๗ ซึ่งได้มีการใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า ‘ทะเบียนการศึกษาและฝึกฝนทักษะส่วนบุคคล’ (Compte personnel de formation) หรือ CPF มาระยะหนึ่งแล้ว

ระบบ CPF คือการแปลงจำนวนชั่วโมงทำงานให้กลายเป็นเงินเครดิตที่สามารถใช้จ่ายหรือเป็นส่วนลดค่าสมัครหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะอาชีพต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพแรงงาน หรือช่วยเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนสาขาอาชีพ (เงินเครดิตนี้ไม่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้) บุคคลที่มีสิทธิ์ใช้งานระบบ CPF ไม่ใช่แค่คนที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่ว่างงานและกำลังหางานทำอีกด้วย – ผู้สมัครระบบ CPF เป็นได้ทั้งบุคคลที่มีสัญญาระยะสั้นหรือสัญญาระยะยาว

Continue reading “สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส”

บทกวี “แด่เพื่อน”

ขออุทิศบทกวีนี้แด่พี่สมยศ ทนายอานนท์ เพนกวิ้น และหมอลำแบงค์ รวมทั้งเพื่อนทุกคนที่กำลังต่อสู้อยู่ในเมืองไทย

(ภาพประกอบ: ปกหนังสือ “ศึก” สมานมิตร สวนกุหลาบ)

เบื้องหน้าคือทางยาว
คดเคี้ยวแหละวกวน
ที่เปลี่ยวเปล่าไร้ผู้คน
ทุรยากลำบากหลาย
เพื่อนเอยช่างหาญกล้า
เดินเดี่ยวคนเดียวดาย
เพื่อนฟันฝ่าอุทิศกาย
ถางแดนเถื่อนให้เป็นทาง
เพื่อนเอยจงมีหวัง
ทางเถื่อนที่เลือนราง
ที่เปรียบดังรุจีกลาง-
ประภาส่องอยู่รำไร
เพื่อนเอยสำนึกตน
เพื่อนหยิ่งว่าเป็นไท
ความเป็นคนอันอำไพ
มิยอมท้อต่ออธรรม
หนทางที่วิบาก-
ทุกก้าวจะเคี่ยวกรำ
นี้ เพื่อนยากดำเนินนำ
และหลอมค่าความเป็นคน
หมื่นพันคำหยันเย้ย
ใครหยามก็ทานทน
เพื่อนวางเฉยมิได้สน
เชิดหน้าดุ่มดำเนินไป
มุ่งหน้าสู่ปลายทาง
แสนคนจะรวมใจ
อันสว่างอยู่เรืองไร
แลล้านคนจะเดินเคียง
ประมวลเป็นคลื่นคน
กู่ร้องและก้องเสียง
ที่ทุกข์ทนอยู่รายเรียง
ให้ถึงฟ้านภาหาว
แม้พรหมมาจำแลง
สูงเทียมดาราพราว
เป็นกำแพงที่เหยียดยาว
ก็ไม่หวั่นจะขวางไหว
คลื่นคนย่อมท่วมท้น
กวาดฟ้าสุราไลย
ทะลักล้นเนืองนองไป
มลายล้างลงเพียงดิน

สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชอาณาจักรมาเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1975 อันเป็นการปิดฉากระบอบกษัตริย์ที่สืบทอดมายาวนานกว่าเจ็ดร้อยปีนับแต่เจ้าฟ้างุ้ม (ค.ศ.1353-1372) ได้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้น

อย่างไรก็ดี จากหลักฐานที่ปรากฏในช่วงเวลาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ลาวมิได้เป็นสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์การเมืองลาวในขณะนั้นคาดการณ์ไว้เนื่องจากในช่วงที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1975 นั้น พวกเขายืนยันอย่างหนักแน่นต่อชนชั้นนำฝ่ายขวาที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ต่อไป อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การยึดอำนาจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์ไทยซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสถาบันกษัตริย์ลาว

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากระบบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในลาว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงบริบททางการเมืองในยุคสงครามเย็นที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

Continue reading “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

Hansken: ช้างเอเชียในสาธารณรัฐดัตช์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

“ในปี 1633 ช้างตัวหนึ่งได้เดินทางมาถึง Holland พร้อมกับเรือจากอินเดียตะวันออก ข้าพเจ้าและลูกชายนามว่า Ludovico ได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ในเวลานั้นช้างตัวนี้มีอายุ 3 ปี สูง 7 ฟุต มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะ Ceylon และแม่ของมันสูงกว่า 17 ฟุตครึ่ง ตามที่ผู้ดูแลช้างตัวนี้ได้บอกไว้”[1]

ข้อความข้างต้นมาจากบันทึกของ Ernst Brinck เทศมนตรีแห่งเมือง Harderwijk ในเนเธอแลนด์ (ภาพ 1) ผู้ซึ่งได้เห็นช้างตัวนี้ที่เมือง Amsterdam ช้างตัวนี้เป็นช้างเพศเมียนามว่า Hansken และมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ด้วยเรือของ Dutch East India Company (VOC) หลังจากมาถึงสาธารณรัฐดัตช์ Hanken เดินทางเพื่อแสดงตัวไปทั่วเนเธอแลนด์และยุโรป Hansken อยู่ในเนเธอแลนด์ระหว่างปี 1633-1637 1640-1641 และ 1646-1648 เรื่องราวของ Hansken ทิ้งรอยประทับทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญาในช่วงต้นสมัยใหม่หรือ early modern ในสังคมยุโรป

Continue reading “Hansken: ช้างเอเชียในสาธารณรัฐดัตช์ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17”

กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน

“…สถาบันกษัตริย์ สัญลักษณ์แห่งความสถาพรและเอกภาพของชาติ มิอาจยอมรับการกระทำหรือทัศนคติใด ๆ ของบุคคลที่ใช้กำลังเข้าขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญที่ชาวสเปนได้ออกเสียงรับรองผ่านการทำประชามติ [1]

ในหลายประเทศ การได้มาซึ่งประชาธิปไตยมักจะมาจากการต่อสู้และเรียกร้อง-ของชนชั้นกลางถึงล่างต่อชนชั้นนำทางการเมือง โดยเฉพาะต่อสถาบันกษัตริย์ หรือกล่าวโดยสั้นว่า กษัตริย์ถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งของการเดินทางสู่ประชาธิปไตย แต่คำกล่าวด้านบนนี้อาจทำให้หลายคนต้องหยุดคิดและพยายามจินตนาการถึงสิ่งที่เหมือนจะขัดต่อความรู้สึกว่า “สถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและปกปักรักษาประชาธิปไตย” ทว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศสเปน และได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างประชาธิปไตยให้กับหลายกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออกในเวลาต่อมา

การสร้างประชาธิปไตยโดยชนชั้นนำและสถาบันกษัตริย์ในสเปนนั้นได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการที่ศึกษาชนชั้นนำและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นที่มาของงานเขียนชิ้นเล็กๆ นี้ที่พยายามลากเส้นความสัมพันธ์และสร้างคำอธิบายเพื่อตอบและตั้งคำถามชวนคิดเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน โดยงานชิ้นนี้จะชวนกลับไปยังสเปนในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อตอบคำถามว่า “ทำไมสเปนถึงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงทั้งๆ ที่เพิ่งออกจากระบอบเผด็จการได้ไม่นาน ?”  และ “สถาบันกษัตริย์สเปนมีตำแหน่งแห่งหนใดในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ ?”

Continue reading “กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน”

มิซาเอะ: แม่บ้านปลดแอก

ในสังคมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพจำของผู้หญิงในยุคเบบี้บูม (baby boom) คือภาพที่ต้องเกี่ยวข้องกับบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัย ผลสำรวจในปี 2013 (68 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2) ชี้ว่าหนึ่งในสามของผู้หญิงญี่ปุ่นต้องการที่จะแต่งงานและใช้เวลาทั้งหมดให้กับความเป็นแม่บ้าน (housewife)[1] จากความคาดหวังของสังคม ภาพแม่บ้านญี่ปุ่นจึงประกอบสร้างเข้ากับบทบาทของผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัว และกลายเป็นภาพจำของผู้คนในสังคม ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่ามุขปาถะ ภาพยนตร์ หนังโป๊ รวมไปถึงในมังงะ (การ์ตูนช่องวาดด้วยลายเส้นของญี่ปุ่น) ภาพของแม่ของตัวละครหลักในมังงะหลายเรื่องก็จะมีลักษณะที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน คอยดูแลลูกและสามี ทำกับข้าว ทำความสะอาด เช็ดครัว เก็บที่นอน ตากผ้า ไปจนถึงให้อาหารสุนัข

เครยอนชินจัง (Kureyon Shinchan) หนึ่งในมังงะที่ได้ทำเป็นแอนิเมะในสังคมญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1990 ก็ปรากฏภาพของแม่บ้านอยู่ในหลายตัวละคร ครอบครัวโนะฮาร่าของชินจังก็ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวตามขนบธรรมเนียมของสังคมญี่ปุ่นทั่วไป พ่อทำงาน แม่เลี้ยงลูก ลูกเรียนหนังสือ แต่แม่บ้านโนะฮาร่านามว่า มิซาเอะ (Nohara Misae) ผู้เป็นแม่ของชินจัง มีลักษณะที่ผิดแผกไปจากภาพจำของแม่บ้านที่สังคมญี่ปุ่นคาดหวัง แม้ว่าวาทกรรมของความเป็นหญิงที่เชิดชูความเป็นแม่บ้านเมื่อแต่งงานมีครอบครัวจะเข้ากระทำการกับมิซาเอะเช่นกัน แต่ในบางครั้งมิซาเอะกลับไม่สนุกกับวาทกรรมนี้อีกต่อไปและได้แสดงออกมาผ่านเรื่องราวกว่าสองพันตอนของเครยอนชินจัง มิซาเอะคือผู้ที่พยายามต่อรองและสร้างความซับซ้อนให้กับความหมายของแม่บ้านตามภาพแบบฉบับของสังคมญี่ปุ่น

Continue reading “มิซาเอะ: แม่บ้านปลดแอก”