Squid Game ซีรีย์ยอดนิยมจากเกาหลีใต้ดำเนินเรื่องต่อในภาคสอง พล็อตเรื่องหลักเกี่ยวกับคนรวยต้องการหาสิ่งบันเทิงใหม่โดยการสร้างเกมส์มีเงินรางวัลล่อใจ และลดความเป็นมนุษย์ของผู้เล่นลง แต่ซีรีย์นี้ยังมีการวิพากษ์ระบบทุนนิยมในปัจจุบันอย่างน่าสนุกติดตามด้วยเช่นกัน
Continue reading “Squid game 2: ว่าด้วยทุนในศตวรรษที่ 21”Category: สังคม-การเมือง
ความกตัญญูยังจำเป็นอยู่หรือไม่? เรื่องของความกตัญญู ครอบครัว และรัฐสวัสดิการ

(ความกตัญญูในภาษาจีน 孝 ประกอบมาจากตัวอักษรสองตัว คือคำว่า คนชรา และคำว่า เด็ก สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่น แตกต่างจากแนวคิดเรื่องความกตัญญูแบบพุทธที่เป็นการตอบแทนบุญคุณ)
บทความชิ้นนี้เรียบเรียงขึ้นจากคำร่างประกอบการเสวนาหัวข้อ ‘ความกตัญญูและบทบาทของครอบครัวในสังคมทุนนิยม’ โดยกลุ่ม ‘ไส้ตะเกียงเสวนา’ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2567 ที่ร้านหนังสือ Book: Republic ในการสนทนาครั้งนี้ ผู้เขียนได้อภิปรายถึงความหมายของความกตัญญูและบทบาทของครอบครัวในฐานะพื้นที่ของการเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ตามแนวคิดของขงจื่อ ซึ่งต่อไปนี้ผู้เขียนจะเรียกว่า ‘แนวคิดหรู’ (儒家)[1] นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เสนอแนวคิดรัฐสวัสดิการที่วางอยู่บนฐานของความกตัญญูและครอบครัวแบบดังกล่าวอีกด้วย[2]
จาก “เอกสารปรีดี” สู่ปรากฏการณ์ “จดหมายปรีดี”: ความไร้วุฒิภาวะของปัญญาชนฝ่าย “ประชาธิปไตย” ไทย
ข้อเขียนนี้เป็นบทสะท้อน (reflection) ต่อปรากฎการณ์ “จดหมายปรีดี” ซึ่งเป็นกระแสอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2023 และน่าจะถึงจุดสูงสุดในวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มไฟเย็น, จรัล ดิษฐาอภิชัย, เล็ก จรรยา ที่ลี้ภัยอยู่ในยุโรป ได้ทำการ Live สด อ่านและแปลเอกสารอย่างละเอียดทีละหน้า ในช่วงนี้เองใน Twitter มีการโพสต์ #จดหมายปรีดี ราว 4-500,000 โพสต์ อย่างไรก็ดี เนื่องจากเปิดเอกสารผิดชุด จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะไปเปิดเอกสารกันอีกในวันที่ 5 มกราคม และกระแส “จดหมายปรีดี” ก็จะกลับมาอีก

ถึงเวลาโยนศาสนาพุทธลงถังขยะแล้วหรือยัง?
แม้ศาสนาพุทธจะมีแนวคิดบางอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะในบทบาททางคุณธรรมหรือทางการเมือง แต่ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะไม่อภิปรายถึงศาสนาพุทธในฐานะความเชื่อส่วนบุคคลหรือความล้มเหลวในทางคุณธรรม แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของสังคมไทย
Continue reading “ถึงเวลาโยนศาสนาพุทธลงถังขยะแล้วหรือยัง?”เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี
“…การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ…”
“…Sweet home Alabama
เพลง Sweet home Alabama
Where the skies are so blue
Sweet home Alabama
Lord I’m comin’ home to you…”
การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย (ภาพที่ 1) ซึ่งการสมรสในหมู่เครือญาติอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์
งานวิจัยด้านสาแหรกวิทยาโดย Ceballos และ Alvarez ในหัวข้อ “พระราชวงศ์ในฐานะของห้องปฏิบัติการผสมพันธุ์มนุษย์: พวกฮับสบูร์ก” (Royal dynasties as human inbreeding laboratories: the Habsburgs) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heredity ในปี ค.ศ. 2013 ชี้ให้เห็นว่าการสมรสในหมู่เครือญาติตลอดหลายชั่วคนของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับอายุขัยที่สั้นลงของสมาชิกราชวงศ์ ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ (ภาพที่ 2)

ในกรณีของสัตว์ที่มีการเพาะพันธุ์ไม่ว่าจะเพื่อความสวยงาม หรือกีฬา มักใช้วิธีการผสมพันธุ์ในเครือญาติเพื่อรักษาลักษณะเด่นที่ต้องการเอาไว้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติมากจนเกินไปเนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติต่อไปเรื่อยๆ สัตว์ในรุ่นถัดๆ ไปก็จะอ่อนแอลงเพราะโรคทางพันธุกรรมเหล่านั้น สถานการณ์นี้เรียกว่า ‘สภาวะเครียดของความเลือดชิด’ (inbreeding depression)
Continue reading “เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี”เอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต
หลังจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เผยแพร่ต้นฉบับลายมือของปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต ทาง ‘นักเรียนไทยโพ้นทะเล’ ได้ถอดข้อความบันทึกดังกล่าวออกมาได้เกือบทั้งหมด โดยในจุดที่อ่านไม่ออก ผู้ถอดข้อความได้เว้นไว้ด้วยเครื่องหมาย (จุด) “…” และในส่วนที่ปรีดีขีดคร่าใช้เครื่องหมายขีดคร่าข้อความ เช่น ขีดคร่า
นอกจากนี้เรายังได้รับภาพถ่ายต้นฉบับจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าที่ถูกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เราได้ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ภาพปรับเป็นขาวดำและเพิ่มความคมชัดให้อ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ และยังสามารถดาวโหลดเอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ฉบับที่มีการถอดข้อความได้จาก ทีนี่
คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)
POBLACHT NA hÉIREANN(1)
รัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐไอริช ถึงประชาชนชาวไอร์แลนด์
ชายและหญิงชาวไอริชทั้งหลาย: ในนามของพระผู้เป็นเจ้าและในนามของบรรพบุรุษผู้วายชนม์หลายชั่วคนซึ่งมอบธรรมเนียมอันเก่าแก่แห่งความเป็นชาติมายังไอร์แลนด์(2) บัดนี้เธอได้ประกาศผ่านพวกเราถึงบุตรหลานของเธอให้จงมายังธงของเธอและลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพของไอร์แลนด์
ไอร์แลนด์ได้จัดตั้งและฝึกฝนความกล้าหาญของเธอผ่านองค์การใต้ดินคือขบวนการภราดรสาธารณรัฐไอริช(3) และกองกำลังบนดินคือขบวนการอาสาไอริช(4) และกองทัพพลเมืองไอริช(5) เธอยังได้สั่งสมวินัยด้วยความอดทนและเฝ้ารอคอยอย่างแน่วแน่ถึงโอกาสอันเหมาะสมที่จะเผยตนเองออกมา และบัดนี้เธอก็ได้ไขว่คว้าโอกาสนั้น ทั้งด้วยการสนับสนุนจากบุตรหลานพลัดถิ่นในอเมริกาและพันธมิตรอันกล้าหาญในยุโรป(6) แต่กระนั้นเธอก็ยังพึ่งพากำลังของตนเองเป็นหลัก และไอร์แลนด์ก็ได้ลุกขึ้นสู้ด้วยความมั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม
Continue reading “คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)”หรือพวงทอง ภวัครพันธุ์ จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยทางการเมืองในรอบสี่ปีที่ผ่านมา?
ผมเขียนโพสต์นี้เพื่อบันทึกไว้ว่า วันนี้พวงทอง ภวัครพันธ์ โพสต์แบบสาธารณะ ทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองแก้ตัวให้ปิยบุตรและพรรคอนาคตใหม่กรณีดร็อปเรื่อง 112 เมื่อสี่ปีก่อน โดยพวงทองเขียนว่า “ทบทวนสิ่งที่ให้สัมภาษณ์ประชาไทเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มาวันนี้ยืนยันว่าที่พูดไปถูกต้อง ยกเว้น ผิดตรงจำนวน สส. ที่ อนค. ได้มามากกว่าที่คาดไว้เท่านั้น“
พวงทองทิ้งท้ายด้วยข้อความว่า “ปล. บทเกริ่นยาวนี้คือการตอบโต้พวกช่วลที่ด่าเรากับ อ.ปิยะบุตร แต่ป่านนี้หายไปไหนก็ไม่รู้ รออยู่ว่าเมื่อไรเขาจะออกมานำการรณรงค์ให้ยกเลิก 112 สักทึ“

บทเกริ่นยาวที่ว่า พวงทองไม่ได้เปิดเผยแบบสาธารณะ จึงขอไม่ลงรายละเอียด แต่เอาเป็นว่า บทเกริ่นยาวนั้นรวมถึงโพสต์นี้คงจะวิจารณ์ผมโดยตรง (“พวกช่วล”) เพราะสี่ปีก่อนผมตั้งคำถามถึงพวงทองในเรื่องการดีเฟนด์ปิยบุตรและพรรคอนาคตใหม่ในกรณีการดร็อปเรื่อง 112 ทั้งที่ไม่จำเป็น (ดูบทสัมภาษณ์พวงทองใน Prachatai English) รวมถึงเรียกร้องว่าแทนที่จะเอาแต่เชียร์พวกเดียวกัน เราช่วยกันเรียกร้องให้พรรคและนักการเมืองมีลักษณะที่ก้าวหน้าขึ้นดีไหม

พวงทองเขียนต่อในคอมเม้นวันนี้ว่า “จริงๆ เมื่ออนค, ก้าวไกล, ก้าวหน้า พิสูจน์ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็คิดถึงบทสัมภาษณ์นี้ตลอดว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้น ไม่ผิด แล้วก็สงสัยว่าคนที่ถล่มเราและปิยะบุตรในวันนั้น เขาคิดอย่างไรในวันนี้ เขายอมรับบ้างไหมว่าตัวเองผิดที่ด่วนประณามตราหน้าคนอื่น“
Continue reading “หรือพวงทอง ภวัครพันธุ์ จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยทางการเมืองในรอบสี่ปีที่ผ่านมา?”ปัญหาของงานฟุตบอลประเพณีคือการยึดโยงกับอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์
ไม่กี่วันมานี้มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับงานฟุตบอลประเพณี เนื่องจากองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ประกาศยกเลิกขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวในปีนี้
ในฐานะคนที่เคยค้นคว้าและร่วมเสวนาเกี่ยวกับงานฟุตบอลประเพณี เลยอยากจะเอาข้อมูลส่วนที่ตัวเองเคยค้นและประสบการณ์บางประการมาเผยแพร่ รวมถึงการเสนอข้อเสนอบางประการ โดยหวังว่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างในสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อเดือนวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 2555 กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (CCP) ซึ่งผมเป็นสมาชิก จัดงานเสวนา “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?” งานดังกล่าวมีวิทยากรหลายท่าน ส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์งานบอลที่จะจัดขึ้นในปีนั้น (จัดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555)

ในงานดังกล่าว ผมนำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของงานฟุตบอลประเพณี โดยค้นเอกสารส่วนใหญ่จากหอประวัติฯ ของจุฬาฯ ผมทำ Powerpoint ไว้ จึงแปลงมาเป็น Pdf ให้โหลดได้ที่นี่
Continue reading “ปัญหาของงานฟุตบอลประเพณีคือการยึดโยงกับอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของสถาบันกษัตริย์”เก่งมาจากไหนถึงไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
(ชื่อบทความชิ้นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อหนังสือ ‘เก่งมาจากไหนถึงไม่เอากษัตริย์’ ของปราโมท นาครทรรพ)
เราเดินทางมาไกลแล้ว แต่เราจะต้องเดินต่อไป

เป็นเวลาปีกว่านับตั้งแต่การประกาศข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ สถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้ถูกนำมาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลลัพธ์อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากความกล้าหาญอันควรค่าแก่การยกย่องของเยาวชนและประชาชนที่ร่วมกันผลักดันการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะในท้องถนน ในรัฐสภา ในที่ทำงาน ในโรงเรียน ในบ้าน และในอินเตอร์เน็ท แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นในปีที่ผ่านมาเช่นกันว่ารัฐและสถาบันกษัตริย์ไม่ได้เห็นข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อยู่ในสายตา สำหรับพวกเขาแล้ว เสียงเรียกร้องของประชาชนให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ก็คงไม่ต่างจากแมลงหวี่แมลงวันที่ก่อความรำคาญชั่วครู่ชั่วยาม และถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องกำจัดให้พ้นความรำคาญไปเสียบ้าง – การใช้กำลังกดขี่ปราบปรามประชาชนที่ได้เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นอยู่ก็มีลักษณะเช่นนี้เอง
ถึงแม้การกดขี่ปราบปรามของรัฐจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นและมุ่งเน้นกำจัดคนที่ยังยืนหยัดพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จนทำให้การพูดถึงปัญหาของสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยแผ่วเบาลงไปก็ตามที แต่หากจะเปรียบการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นการเดินทางไกล กว่าเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ก็เป็นระยะทางที่ไม่ใช่น้อย และในระหว่างทางพวกเรายังได้สะสมเพื่อนร่วมทางมากขึ้นและมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นพวกเราก็ยังจะต้องเดินต่อไปอีก อย่าปล่อยให้ระยะทางและอุปสรรคเบื้องหน้าขัดขวางการเดินทางสู่เป้าหมายของเรา
ในระหว่างการเดินทางไกลนี้เอง เราได้ทำให้เพื่อนร่วมชาติของเราจำนวนไม่น้อยได้เห็นแล้วว่าปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ความฝันร้ายชั่วครู่ชั่วยามและไม่ใช่สิ่งที่คนไทยจะสามารถหลับตาข้างหนึ่งเพื่อหนีปัญหาแล้วมันจะผ่านพ้นไปได้ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องหยิบยกพูดถึงในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมากันเสียที
อย่างไรก็ตาม นอกจากพวกเราจะต้องยืนหยัดที่จะหยิบยกเอาปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยออกมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว พวกเรายังจำเป็นต้องขยายจำนวนคนที่เห็นด้วยกับเราให้มากขึ้นไปอีก เนื่องเพราะการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นปัญหาสำคัญของชาติ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ที่เป็นเป็นเพื่อนร่วมชาติของเราเกิดฉันทามติร่วมกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ หรือจะเพื่อรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ในโลกสมัยใหม่ก็ตามที
Continue reading “เก่งมาจากไหนถึงไม่ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์”