มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์มีน้ำยาอะไรบ้างในปัจจุบัน?

ข้อความต่อไปนี้เป็นการ “เกริ่นนำ” เข้าสู่ “ไส้ตะเกียงเสวนา”* ที่จัดขึ้นที่สวนอัญญา จ. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อนิยามและเปิดประเด็นอย่างกว้าง ๆ โดยมีคำถามมากกว่าคำตอบเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง

Continue reading “มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์มีน้ำยาอะไรบ้างในปัจจุบัน?”

ถึงเวลาโยนศาสนาพุทธลงถังขยะแล้วหรือยัง?

แม้ศาสนาพุทธจะมีแนวคิดบางอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประโยชน์ แต่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะในบทบาททางคุณธรรมหรือทางการเมือง แต่ในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะไม่อภิปรายถึงศาสนาพุทธในฐานะความเชื่อส่วนบุคคลหรือความล้มเหลวในทางคุณธรรม แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาพุทธในฐานะสถาบันทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของสังคมไทย

Continue reading “ถึงเวลาโยนศาสนาพุทธลงถังขยะแล้วหรือยัง?”

เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี

“…การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ…”

“…Sweet home Alabama
Where the skies are so blue
Sweet home Alabama
Lord I’m comin’ home to you…”

เพลง Sweet home Alabama

การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย (ภาพที่ 1) ซึ่งการสมรสในหมู่เครือญาติอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์

งานวิจัยด้านสาแหรกวิทยาโดย Ceballos และ Alvarez ในหัวข้อ “พระราชวงศ์ในฐานะของห้องปฏิบัติการผสมพันธุ์มนุษย์: พวกฮับสบูร์ก” (Royal dynasties as human inbreeding laboratories: the Habsburgs) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heredity ในปี ค.ศ. 2013 ชี้ให้เห็นว่าการสมรสในหมู่เครือญาติตลอดหลายชั่วคนของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับอายุขัยที่สั้นลงของสมาชิกราชวงศ์ ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 1 – สมาชิกราชวงศ์ฮับสบูร์กมีจุดเด่นคือคางที่ยื่นยาวจนมีชื่อเรียกว่า ‘กรามแบบฮับสบูร์ก’ (Habsburg Jaw) ตามภาพคือซ้ายสุด กษัตริย์เฟอร์ดินานที่ 2 จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Ferdinand II, Holy Roman Emperor), ตามด้วยพระราชินีมาเรียอาน่าแห่งออสเตรีย (Mariana of Austria), กษัตริย์ฟิลิปส์ที่ 4 แห่งสเปน (Philip IV of Spain), และกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 แห่งสเปน (Charles II) ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮับสบูร์ก – แหล่งที่มา: The Times

ในกรณีของสัตว์ที่มีการเพาะพันธุ์ไม่ว่าจะเพื่อความสวยงาม หรือกีฬา มักใช้วิธีการผสมพันธุ์ในเครือญาติเพื่อรักษาลักษณะเด่นที่ต้องการเอาไว้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติมากจนเกินไปเนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติต่อไปเรื่อยๆ สัตว์ในรุ่นถัดๆ ไปก็จะอ่อนแอลงเพราะโรคทางพันธุกรรมเหล่านั้น สถานการณ์นี้เรียกว่า ‘สภาวะเครียดของความเลือดชิด’ (inbreeding depression)

Continue reading “เลือดชิด: สำรวจการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรี”

เอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต

หลังจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เผยแพร่ต้นฉบับลายมือของปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต ทาง ‘นักเรียนไทยโพ้นทะเล’ ได้ถอดข้อความบันทึกดังกล่าวออกมาได้เกือบทั้งหมด โดยในจุดที่อ่านไม่ออก ผู้ถอดข้อความได้เว้นไว้ด้วยเครื่องหมาย (จุด) “…” และในส่วนที่ปรีดีขีดคร่าใช้เครื่องหมายขีดคร่าข้อความ เช่น ขีดคร่า

นอกจากนี้เรายังได้รับภาพถ่ายต้นฉบับจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าที่ถูกเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก เราได้ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ภาพปรับเป็นขาวดำและเพิ่มความคมชัดให้อ่านได้ง่ายขึ้น สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ และยังสามารถดาวโหลดเอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ฉบับที่มีการถอดข้อความได้จาก ทีนี่

Continue reading “เอกสารลายมือปรีดี พนมยงค์ เกี่ยวกับกรณีสวรรคต”

คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)

POBLACHT NA hÉIREANN(1)
รัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐไอริช ถึงประชาชนชาวไอร์แลนด์

ชายและหญิงชาวไอริชทั้งหลาย: ในนามของพระผู้เป็นเจ้าและในนามของบรรพบุรุษผู้วายชนม์หลายชั่วคนซึ่งมอบธรรมเนียมอันเก่าแก่แห่งความเป็นชาติมายังไอร์แลนด์(2) บัดนี้เธอได้ประกาศผ่านพวกเราถึงบุตรหลานของเธอให้จงมายังธงของเธอและลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพของไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์ได้จัดตั้งและฝึกฝนความกล้าหาญของเธอผ่านองค์การใต้ดินคือขบวนการภราดรสาธารณรัฐไอริช(3) และกองกำลังบนดินคือขบวนการอาสาไอริช(4) และกองทัพพลเมืองไอริช(5) เธอยังได้สั่งสมวินัยด้วยความอดทนและเฝ้ารอคอยอย่างแน่วแน่ถึงโอกาสอันเหมาะสมที่จะเผยตนเองออกมา และบัดนี้เธอก็ได้ไขว่คว้าโอกาสนั้น ทั้งด้วยการสนับสนุนจากบุตรหลานพลัดถิ่นในอเมริกาและพันธมิตรอันกล้าหาญในยุโรป(6) แต่กระนั้นเธอก็ยังพึ่งพากำลังของตนเองเป็นหลัก และไอร์แลนด์ก็ได้ลุกขึ้นสู้ด้วยความมั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม

Continue reading “คำประกาศอิสรภาพและสถาปนาสาธารณรัฐไอริช ค.ศ. ๑๙๑๖ (เหตุการณ์ลุกฮือวันอีสเตอร์)”

โทรเลขเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 วันที่ 19 ตุลาคม 2519

กรุงเทพ, วันที่ 21 ตุลาคม 1976

ได้รับวันที่ 22 ตุลาคม เวลา 10.48 น.

ที่ 1332/1340

เรื่อง สนทนากับกษัตริย์

ผมได้เข้าเฝ้ากษัตริย์และราชินีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ถือเป็นการเข้าเฝ้าอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ความจริงแล้ว ผมได้ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าฯ ตามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนักตั้งแต่เกือบสามเดือนก่อน แต่ไม่ได้รับอนุมัติเพราะองค์อธิปัตย์ทั้งสองเสด็จฯ ออกนอกกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ ผมเคยสนทนาแต่เรื่องทั่วไปกับพระองค์ แต่การสนทนาครั้งนี้ พระองค์จงใจให้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเป็นหลัก พระองค์ทรงสาธยายที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งเป็นการเล่าสถานการณ์ของประเทศอันมีแต่จะย่ำแย่ลงทุกวัน กล่าวคือ พวกคอมมิวนิสต์ใช้ประโยชน์จากการสมรู้ร่วมคิดของคนพวกหนึ่ง ความเพิกเฉยและความไร้ความสามารถของคนอีกพวกหนึ่ง แทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาปลุกปั่นให้รัฐแตกสลายเพื่อที่จะยึดอำนาจรัฐ

Continue reading “โทรเลขเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 9 วันที่ 19 ตุลาคม 2519”

1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์

ปี 1955 อาจผ่านไปเพียงไม่นาน แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์เวียดนามอย่างถาวรเมื่อในเดือนตุลาคมปีดังกล่าวได้ วันที่ 23 ตุลาคมคือวันลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อเลือกระหว่างการปกครองในระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด กับการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ โดยผลปรากฏว่าคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนให้เวียดนามใต้มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ปี 1955 จึงเป็นปีที่เวียดนามใต้กลายสภาพจากประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข สู่ประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์

บทความชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นบทบาทและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่การเข้ามาของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จนถึงการลงประชามติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในปี 1955 ตลอดช่วงเวลากว่าร้อยปีนี้ แรงกดดันจากภายนอกทำให้อำนาจของสถาบันกษัตริย์เวียดนามถูกจำกัด จนทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องหันไปเอาใจและเชื่อฟังเจ้าอาณานิคมเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ การกระทำเช่นนี้แม้ว่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่รอด แต่กลับสร้างความห่างเหินระหว่างกษัตริย์กับคนในชาติ ที่เชื่อว่ากษัตริย์เวียดนามเห็นประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าทุกข์ร้อนของคนในชาติ วิกฤติแห่งศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมนี้ส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         

Continue reading “1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์”

ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น

วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1946 จักรพรรดิโชวะหรือจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ (Emperor Showa 1901-1989) ทรงมีพระราชดำรัส “ประกาศความเป็นมนุษย์” (Ningen Sengen) เพื่อปฏิเสธสถานะ “องค์อวตารของเทพ” (Arahitogami) ของพระองค์ ตามคำชี้นำของผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประกาศความเป็นมนุษย์ฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชาติญี่ปุ่นหลังสงครามให้อยู่ใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีจักรพรรดิเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติที่ปราศจากพระราชอำนาจ

ก่อนหน้านั้น แม้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของญี่ปุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นหลังการปฏิรูปเมจิ ค.ศ. 1868 และเบ่งบานขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1910-1920 ซึ่งเรียกว่ายุค ประชาธิปไตยไทโช (Taisho Democracy) ทว่าระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามก็สิ้นสุดลงหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มทหาร ซึ่งนำญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคการปกครองแบบฟาสซิสต์ โดยมีจักรพรรดิเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างอุดมคติชาตินิยม

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของชาติหลังสงครามโลกครั้ง ที่ 2 นั้นหาได้ประสบความสำเร็จจากการต่อสู้จากภาคประชาชนโดยตรง หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการเข้ามาของพญาอินทรี ซึ่งสยายปีกแผ่อำนาจเข้าครอบงำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงทศวรรษ 1950-1970

แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายจากการชี้นำของสหรัฐดังที่กล่าวมา แต่เมื่อดูในรายละเอียดของกระบวนการออกแบบและความเปลี่ยนแปลงหลังจากญี่ปุ่นได้รับอธิปไตยกลับคืนมาใน ค.ศ. 1952 แล้วพบว่า แม้ญี่ปุ่นยุคหลังสงครามจะเปลี่ยนไปสู่ประเทศประชาธิปไตย แต่ความเป็นประชาธิปไตยของญี่ปุ่นก็มิได้มีรูปแบบที่ตรงไปตรงมาดังเช่นประชาธิปไตยแบบสากลในประเทศะวันตกและเต็มไปด้วยความซับซ้อนจากบริบททางประวัติศาสตร์ ส่วนสถาบันจักรพรรดิที่ถูกลดสถานะลงเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติก็ยังคงถูกใช้สร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายทางการเมืองโดยรัฐบาลฝ่ายขวาที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เอง การยกเอาประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการมองแต่เปลือกนอกที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักอย่างฉาบฉวย จนละเลยถึงบริบทเฉพาะของสถาบันจักรพรรดิที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจากอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก  

บทความนี้จะนำแนะพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่น การกำเนิดของระบอบประชาธิปไตยยุคหลังสงครามภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ และศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน 1. จักรพรรดิญี่ปุ่นรากฐานของอุดมการณ์ชาตินิยม  2. ระบอบประชาธิปไตยและจักรพรรดิเชิงสัญลักษณ์ใต้ปีกพญาอินทรี 3. ขบวนการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่นหลังสงคราม

Continue reading “ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น”

โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๖ – “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์”

การเสวนาเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์” เป็นตอนที่ ๖ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกันในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ ดิน บัวแดง และ พิชยะพัฒน์ นัยสุภาพ ชวน “ณัฐพล อิ้งทม” ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองลาวสมัยใหม่ มาคุยกันเรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองลาวและสถาบันกษัตริย์ลาวโดยเน้นหนักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้จะกล่าวถึงความเป็นมาของประเทศลาวและสถาบันกษัตริย์ลาวโดยสังเขป ก่อนที่จะพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองยุคราชอาณาจักรระหว่าง ค.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๗๕ ในภาพรวม ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองภายในที่ได้รับอิทธิพลจากสงครามเวียดนาม ตลอดจนความเป็นไปของสถาบันกษัตริย์ลาว ที่นำมาสู่ชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์และการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์อย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงกระแสนิยมเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในยุค สปป.ลาว

ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๖ ได้ ผ่านทางช่อง YoutubeSpotify, และ Apple Podcasts

สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชอาณาจักรมาเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1975 อันเป็นการปิดฉากระบอบกษัตริย์ที่สืบทอดมายาวนานกว่าเจ็ดร้อยปีนับแต่เจ้าฟ้างุ้ม (ค.ศ.1353-1372) ได้สถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้น

อย่างไรก็ดี จากหลักฐานที่ปรากฏในช่วงเวลาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการล่มสลายของระบอบกษัตริย์ลาวมิได้เป็นสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์การเมืองลาวในขณะนั้นคาดการณ์ไว้เนื่องจากในช่วงที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ายึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1975 นั้น พวกเขายืนยันอย่างหนักแน่นต่อชนชั้นนำฝ่ายขวาที่จะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ต่อไป อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การยึดอำนาจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันกษัตริย์ไทยซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับสถาบันกษัตริย์ลาว

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากระบบกษัตริย์สู่สาธารณรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในลาว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงบริบททางการเมืองในยุคสงครามเย็นที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

Continue reading “สถาบันกษัตริย์ลาวในการเปลี่ยนผ่านจากยุคอาณาจักรสู่รัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์”