ข้อความต่อไปนี้เป็นการ “เกริ่นนำ” เข้าสู่ “ไส้ตะเกียงเสวนา”* ที่จัดขึ้นที่สวนอัญญา จ. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อนิยามและเปิดประเด็นอย่างกว้าง ๆ โดยมีคำถามมากกว่าคำตอบเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง
1. น้ำยาคืออะไร?
ในความหมายอย่างเป็นทางการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนิยามไว้สองประการ คือ
(๑) น. อาหารคาวอย่างหนึ่ง ลักษณะอย่างแกงกะทิ กินกับขนมจีน มีรสค่อนข้างเค็ม ทำด้วยเนื้อปลาต้ม โขลกกับเครื่องแกงผสมกระชาย กินกับถั่วงอกลวก ใบแมงลักเป็นต้น
(๔) (ปาก) น. ความสามารถในทางใดทางหนึ่ง (มักใช้ในทางตำหนิ) เช่น ไม่มีนํ้ายา หรือ หมดนํ้ายา หมายความว่า ไม่มีสติปัญญาความสามารถ หรือ หมดความสามารถ.
สองส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? วิษณุ เครืองามเคยตีความว่า น้ำยา หมายถึง อาหารชนิดหนึ่งก็ได้ ทำเป็นน้ำแกงผสมเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา เดิมคงหมายถึง ความสามารถในการทำอาหารต่างๆ ถ้าทำไม่เป็นหรือไม่อร่อยเรียกว่า “ไม่มีน้ำยา” ถ้าทำอร่อยปริมาณมากดีเรียกว่า “ขนมพอสมน้ำยา” หรือ “พอสมน้ำสมเนื้อกัน” (ขนมในที่นี้หมายถึงเส้นขนมจีน) นานเข้า น้ำยาหมายถึงความสามารถที่เหมาะเจาะพอดิบพอดีในเรื่องต่างๆ เช่น ผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีลูกหัวปีท้ายปีทันใช้งานเรียกว่ามีน้ำยา นักบริหารที่แก้ปัญหาได้เรียบร้อย ปกครองคนได้ดี ทำการงานใดก็สำเร็จเรียกว่ามีน้ำยา เป็นต้น
เมื่อลองค้นดูในอินเตอร์เน็ต จะพบการใช้คำว่า “ไร้น้ำยา” ในเชิงตำหนิ เช่น ในข่าวบันเทิง (“เจมส์ เรืองศักดิ์” เผยความในใจกับคำว่า “ไร้น้ำยา”ผู้ชายมีบุตรยากไม่ใช่เรื่องน่าอาย เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง, เสียเซลฟ์มากครับ! “ป๊อก” รับไม่มีน้ำยา พยายามเท่าไหร่ลูกก็ไม่มา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคมการเมือง พบตัวอย่างการชื่นชมจีนที่มีความเด็ดขาดในการไล่เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพออกในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด (วิธีแก้ปัญหาของจีน ‘ไล่เจ้าหน้าที่ไร้น้ำยาออกให้หมด’)
ในส่วนของเสวนาวิชาการ จะพบว่าหัวข้อ “น้ำยา” นั้นมีการกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง เช่น “วิพากษ์มนุษยศาสตร์/มนุษยศาสตร์วิพากษ์: น้ำยามนุษยศาสตร์ในสังคมไทย” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2558) “มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์มีน้ำยาอะไรบ้างในปัจจุบัน?” โดยกลุ่มไส้ตะเกียง (2566) และ “ความ (ไม่) ไร้น้ำยาของวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์” จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2566)

2. ปาฐกถา “วิพากษ์มนุษยศาสตร์/มนุษยศาสตร์วิพากษ์: น้ำยามนุษยศาสตร์ในสังคมไทย” โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ (2558)
เพื่อเป็นการนำเข้าสู่หัวข้อ “มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์มีน้ำยาอะไรบ้างในปัจจุบัน?” จะขอใช้การอภิปรายของนิธิ เอียวศรีวงศ์ในหัวข้อ “วิพากษ์มนุษยศาสตร์/มนุษยศาสตร์วิพากษ์: น้ำยามนุษยศาสตร์ในสังคมไทย” (2558)[1] เป็นจุดตั้งต้น อันที่จริงแล้วดูเหมือนว่าปาฐกถานี้ นิธิเพียงแค่ปรับปรุงเล็กน้อยจากที่เคยอภิปรายไปแล้วราว 10 ปีก่อนหน้าเมื่อครั้งไปปาฐกถาในโครงการ “วิจัยวิกฤตมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์” โดยการสนับสนุนของ สกว. ในปี 2549 ซึ่งในขณะนั้นนิธิได้พูดในหัวข้อ “วิกฤตมนุษยศาสตร์ : ความเป็นชาติ โลกของตลาด และความรู้สึก”[2]
ในที่นี้ ขอสรุปการอภิปรายของนิธิออกเป็น 3 ประเด็น
1. มนุษยศาสตร์คือวิธีคิด ไม่ใช่เนื้อหา
เดิมทีมนุษยศาสตร์เป็นวิชาของผู้ปกครองและต่อมา โดยเฉพาะในตะวันตก ก็มีเป้าหมายเพื่อผลิตพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความรู้ในแง่การใช้สอย (ไม่ใช่ความรู้เฉยๆ) เริ่มมีความสำคัญขึ้น การเน้นใช้สอยนี้ทำให้มนุษยศาสตร์หมดความสำคัญลงไป
นิธิเสนอว่า การที่ทั่วโลกแบ่งสาขามนุษยศาสตร์โดยใช้เนื้อหาเป็นหลัก เป็นสิ่งที่มีข้อจำกัด อันที่จริงแล้วมนุษยศาสตร์ไม่ใช่เนื้อหา แต่คือวิธีคิดในการบรรลุความจริงอย่างหนึ่ง การบรรลุความจริงนั้นท้ายที่สุดแล้วต้องอาศัยทั้งมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์
วิธีคิดแบบมนุษยศาสตร์ที่ว่า คือการคิดด้วยความรู้สึก การเรียนทางมนุษยศาสตร์ก็คือการฝึกความรู้สึก เพื่อให้มีความรู้สึกที่ฉับไว แหลมคม ละเอียดอ่อน ต่อสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น
ทางเลือกในทางมนุษยศาสตร์สองอย่างในการเรียน คือ เรียนมนุษศาสตร์เพื่อปลดปล่อยก็ได้ เรียนมนุษยศาสตร์เพื่อจองจำก็ได้
2. ความตกต่ำของวิชามนุษยศาสตร์
ในต่างประเทศผู้อุดหนุนการศึกษาที่สำคัญที่สุดคือตลาด พอตลาดบอกว่ามนุษยศาสตร์เรียนไปทำไม หางานทำที่ไหน มนุษยศาสตร์ก็มีปัญหา
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้มนุษยศาสตร์ตกต่ำ มนุษยศาสตร์สอนให้คนคิดเชื่อมโยง แต่อินเตอร์เน็ตและลิ้งค์ต่าง ๆ นั้นคิดเชื่อมโยงให้เราอย่างสำเร็จรูป
ประการสุดท้าย เสรีนิยมใหม่ในปัจจุบัน ต้องการปลดปล่อยให้เสรีภาพกับปัจเจกบุคคล เวลาพิจารณาอะไรแล้วมองที่ปัจเจก ไม่มีส่วนรวม ซึ่งขัดแย้งกับมนุษยศาสตร์ที่สนใจวัฒนธรรม สังคม ในภาพรวม
3. ทางออก (?)
การศึกษาต้องเน้นความคิดเสรีและความคิดวิพากษ์วิจารณ์ เพราะคือหัวใจของมนุษยศาสตร์ ผู้สอนในยุคปัจจุบันต้องปรับตัว เข้าใจสิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนสนใจอยากรู้และสนใจอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ นอกจากนี้ วงการมนุษยศาสตร์ควรจะใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ในสังคมไทย เช่น อุดมคติเรื่องความมั่งคั่ง หากเราสอนวรรณคดีไทยที่เน้นสอนให้คนเป็น “คนดี” ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์คนในสังคมปัจจุบัน
3. สังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์ให้บทเรียน/ทักษะอะไรบ้างในโลกการทำงานภายใต้ระบอบเสรีนิยมใหม่?
ในการอภิปรายสองครั้งเมื่อปี 2549 และ 2558 นิธินิยามมนุษยศาสตร์อย่างแคบ กล่าวคือ เน้นไปที่มิติด้านอารมณ์ความรู้สึกในฐานะแก่นของมนุษยศาสตร์ ในปัจจุบันอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายท่านก็หันมาศึกษาประวัติศาสตร์ความรู้สึก โดยเฉพาะสายชลและอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ในแง่นี้ เราอาจจะมองว่าเป็น “มรดก” อย่างหนึ่งของนิธิก็ได้
หากจะพูดถึงมนุษยศาสตร์อย่างมีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่วิกฤติและความสัมพันธ์กับตลาด อาจจะจำเป็นต้องนิยามมนุษยศาสตร์ในความหมายที่กว้างขึ้น ผมอยากจะเสนอใจกลางสำคัญของมนุษยศาสตร์ 3 ประการ ดังนี้
- มนุษยศาสตร์ในฐานะศาสตร์ที่ศึกษาความเป็นมนุษย์ หมายรวมถึง อารมณ์ เหตุผล คุณค่า (ความดี/ไม่ดี, ความงาม/ไม่งาม, ความยุติธรรม/อยุติธรรม ฯลฯ) อันหลากหลายและไม่เป็นสากล
- มนุษยศาสตร์คือการแสวงหาตนเอง อุดมคติของตนเองและของสังคม และช่องทางในการไปให้ถึงอุดมคตินั้น ซึ่งระหว่างทางต้องมีอิสระในการคิด เสรีภาพในการแสดงออก ฝึกฝนการ articulate ความคิดให้เป็นระบบ เพื่อหาแนวร่วม ขัดแย้ง ถกเถียง และสร้างฉันทามติ
- มนุษยศาสตร์คือการปลดปล่อยจากระบบความรู้อันเป็นทรราชที่สอนให้เราคิดแบบเดียว เชื่อแบบเดียว มีอุดมคติแบบเดียว
ระบบที่ครอบงำวงการมนุษยศาสตร์ในปัจจุบัน อาจจะเรียกว่า “เสรีนิยมใหม่” ก็ได้ นิธิ เอียวศรีวงศ์เรียกมันว่า “ทรราชของตลาด”
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพื่อนำไปสู่ปัญหาและคำถามต่อไปนี้ที่สัมพันธ์กัน ผมไม่มีคำตอบ และคงไม่มีคำตอบเดียวสำหรับเรื่องนี้ ดังนั้นจะขอให้ช่วยกันอภิปรายอย่างกว้างขวาง
- มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ในปัจจุบันโดนบีบให้ปรับตัวแค่ไหนและจะโดนบีบไปถึงไหน? ต้องปรับตัวหรือไม่? แค่ไหน? เช่น เราควรสร้างความสมดุลระหว่าง “ความรู้ใช้สอย” (เช่นภาษา) กับ “ความรู้เฉยๆ” อย่างไร? ควรปรับหลักสูตรให้เป็น “วิชาชีพ” มากขึ้น ลดวิชาพื้นฐานให้น้อยลง? [3]
- หากไม่ปรับ เราจะ “ต่อต้าน” อย่างไร? การ “ต่อต้าน” คือ Elitist, โลกสวย ไม่อยู่กับ “ความเป็นจริง” หรือไม่?
- เราต้องคิดถึงความต้องการ/คาดหวังของ “ลูกค้า” หรือ “ผู้จ้าง” (นักศึกษา) แค่ไหน? หรือการที่มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ผลิตบัณฑิตที่ประสบความสำเร็จ หาเงินในบริษัทต่าง ๆ ได้ดี ตามความต้องการของ “ตลาด” จะถือเป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง และถือว่ามี “น้ำยา” แล้ว?
- เราต้องวัด “น้ำยา” ของมนุษยศาสตร์ไหม? วัดอย่างไร? Ranking มหาวิทยาลัย? อัตราเงินเดือนบัณฑิต?
ตกลงมีน้ำยาอะไรบ้างในปัจจุบัน?
* ติดตาม “ไส้ตะเกียงเสวนา” ได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=61550541021174&mibextid=LQQJ4d
[1] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “วิพากษ์มนุษยศาสตร์/มนุษยศาสตร์วิพากษ์: น้ำยามนุษยศาสตร์ในสังคมไทย”, 2558, เข้าถึงได้ที่ http://www.socsci.nu.ac.th/th/?p=4366&fbclid=IwAR2Z6cqg_I-hLeijyoOdF09AKdpu5j5unZGNXRLstXtHcvdeK0E2uBvsSDg
[2] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “วิกฤตมนุษยศาสตร์: ความเป็นชาติ โลกของตลาด และความรู้สึก”, 2549, เข้าถึงได้ที่ https://midnightuniv.tumrai.com/midnight2544/0009999873.html
[3] ดู “คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในวิกฤต (?)” เขาถึงได้ที่ https://www.the101.world/arts-cu-in-crisis/ และดูการตอบโต้ของคณะอักษรศาสตร์ ได้ที่ https://www.facebook.com/arts.chulalongkorn/posts/pfbid02K6q7U1eKbvaQhaVJVGT7Z9kxzxwta98ibeh9HEFgzT7fYAGcNnr9oeSjF5eGH1Nsl