“…Sweet home Alabama
เพลง Sweet home Alabama
Where the skies are so blue
Sweet home Alabama
Lord I’m comin’ home to you…”
การสมรสในหมู่เครือญาติ (consanguineous marriage หรือ inbreeding) เป็นประเพณีที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของหลายวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ได้รับการพูดถึงมากเป็นพิเศษก็คือราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (House of Habsburg) แห่งออสเตรีย (ภาพที่ 1) ซึ่งการสมรสในหมู่เครือญาติอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์
งานวิจัยด้านสาแหรกวิทยาโดย Ceballos และ Alvarez ในหัวข้อ “พระราชวงศ์ในฐานะของห้องปฏิบัติการผสมพันธุ์มนุษย์: พวกฮับสบูร์ก” (Royal dynasties as human inbreeding laboratories: the Habsburgs) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heredity ในปี ค.ศ. 2013 ชี้ให้เห็นว่าการสมรสในหมู่เครือญาติตลอดหลายชั่วคนของราชวงศ์ฮับส์บูร์กนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับอายุขัยที่สั้นลงของสมาชิกราชวงศ์ ถึงแม้การสมรสในหมู่เครือญาติของพวกชนชั้นสูงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจทางการเมืองและความมั่งคั่งให้อยู่ในมือของคนในครอบครอบเดียวกัน แต่ก็ส่งผลให้สมาชิกของครอบครัวเต็มไปด้วยคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เป็นหมัน หรือมีอายุขัยที่สั้นกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีการสมรสในหมู่เครือญาติ (ภาพที่ 2)

ในกรณีของสัตว์ที่มีการเพาะพันธุ์ไม่ว่าจะเพื่อความสวยงาม หรือกีฬา มักใช้วิธีการผสมพันธุ์ในเครือญาติเพื่อรักษาลักษณะเด่นที่ต้องการเอาไว้ แต่ก็จะต้องพยายามไม่ให้สัตว์เหล่านั้นมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติมากจนเกินไปเนื่องจากจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ง่ายขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อมีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ โอกาสที่จะมีการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมก็จะมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น หากไม่มีการควบคุมและปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติต่อไปเรื่อยๆ สัตว์ในรุ่นถัดๆ ไปก็จะอ่อนแอลงเพราะโรคทางพันธุกรรมเหล่านั้น สถานการณ์นี้เรียกว่า ‘สภาวะเครียดของความเลือดชิด’ (inbreeding depression)
การเพาะพันธุ์สัตว์ข้างต้นนี้แตกต่างจากการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์ก็ตรงที่มีการควบคุมไม่ให้มีความเลือดชิดมากจนเกินไปโดยใช้ความรู้ด้านปศุสัตว์ประกอบด้วย (มีคำแนะนำทางวิชาการว่า สัตว์สองตัวที่มีบรรพบุรุษร่วมกันมากกว่า 5 รุ่นขึ้นไปให้ถือว่าไม่เลือดชิด หรือ outbred) แม้ผลเสียของการผสมพันธุ์สัตว์ในเครือญาติมากจนเกินไปจะเป็นที่รู้กันมานานแล้ว แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลกยังมีการสมรสในหมู่เครือญาติอยู่เป็นเรื่องปกติ

ราชวงศ์จักรีของไทยก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของราชวงศ์ที่ยึดถือประเพณีการสมรสในหมู่เครือญาติมาอย่างยาวนานจนถึงรัชกาลปัจจุบัน หรือจะเรียกว่าเป็น ‘พระราชนิยม’ ก็ได้ เป็นที่รู้กันดีว่า ในหลวงวชิราลงกรณ์เคยสมรสกับ ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ของพระองค์เอง คือพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ และมี ‘ลูกสาว’ คือเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา และอันที่จริงแล้ว ในหลวงวชิราลงกรณ์เองก็ถือกำเนิดขึ้นจากการสมรสระหว่างเครือญาติเพราะว่าในหลวงภูมิพลกับพระราชินีสิริกิต์นั้นเป็น ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ กัน ในทางประเพณีของราชวงศ์ไทย การสมรสในหมู่เครือญาติถือเป็นสิ่งที่ดีงามและมีการยกย่องกันว่าลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นเจ้าทั้งคู่นั้น (ซึ่งก็คือเป็นเครือญาติกัน) เรียกว่า ‘อุภโตสุชาติ’ มีความหมายว่า ‘ผู้มีกำเนิดดีจากทั้งสองฝั่ง’ (อุภโต = ทั้งสองฝั่ง + สุชาติ = กำเนิดดี) แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนจะเรียกด้วยภาษาไทยอย่างง่ายว่า ‘พวกเลือดชิด’ (inbreds)
ในทางชีววิทยา เราสามารถประเมินระดับของความเลือดชิด (degree of inbreeding) ได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการคำนวณ ‘ดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ’ (COR หรือ Coefficient of relatedness) หรือ ‘ดัชนีความเลือดชิด’ (COI หรือ Coefficient of inbreeding) โดยทั้งสองดัชนีมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน สำหรับในบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะใช้ดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติก่อน เนื่องจากมีวิธีคำนวณที่เข้าใจได้ง่ายต่อผู้อ่านที่ไม่มีความรู้ทางชีววิทยาและผู้เขียนจะจำกัดความสนใจเฉพาะสมาชิกราชวงศ์ที่มีความเชื่อมโยงทางเครือญาติโดยตรงกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เพราะสาแหรกของราชวงศ์จักรีแบบสมบูรณ์มีความซับซ้อนมาก และมีการสมรสทางเครือญาติซ้ำซ้อนไปมาในหลายชั่วคน ทั้งนี้ ผู้เขียนวิเคราะห์สาแหรกของราชวงศ์จักรีด้วยภาษา R โดยใช้ชุดโปรแกรมวิเคราะห์สาแหรก (pedigree analysis) ‘ped suite’ ซึ่งประกอบด้วยแพ็คเกจ ‘pedtools’ สำหรับการสร้างสาแหรกของราชวงศ์จักรีขึ้นจากข้อมูลในวิกิพีเดียและการค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลสาธารณะอื่น และใช้แพ็คเกจ ‘irbd’ ในการคำนวณดัชนีชี้วัดระดับของความเลือดชิดต่างๆ
สำหรับ ‘ดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ’ นั้น เราสามารถคิดง่ายๆ ดังนี้
เนื่องจากโดยเฉลี่ยแล้วมนุษย์เราก็กจะรับสารพันธุกรรมมาจากพ่อและแม่คนละครึ่ง (ร้อยละ 50) หากคิดว่าสารพันธุกรรมถ่ายทอดอย่างสุ่มแล้ว ลูกของเราก็จะมี ‘ความเหมือน’ (identical) กับตัวเราเองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 50 ด้วย ส่วนหลานก็จะลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งเป็นร้อยละ 25 และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นในครอบครัวของคนปกติที่ไม่ได้มีการสมรสในหมู่เครือญาติ ‘ดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ’ COR จึงมีค่าเท่ากับ100*(0.5)^N โดยที่ N คือจำนวนรุ่นที่มีการถ่ายทอดพันธุกรรม อย่างไรก็ตาม หากในครอบครัวนั้นมีการสมรสในหมู่เครือญาติ หรือเป็นพวกเลือดชิด เราก็จะต้องคำนวณค่า COR ของลูกโดยคิดจากค่า COR เฉลี่ยของพ่อและแม่ซึ่งจะทำให้ลูกมีค่า COR สูงกว่าปกติ การอ่านค่า COR ที่จะทำให้เข้าใจง่ายจึงควรเป็นการเปรียบเทียบกับในกรณีที่ไม่ใช่พวกเลือดชิด (ในตารางคือ COR-NIBD หรือ COR สำหรับประชากร non-inbreeding)
หากเราพิจารณาที่สาแหรกของสมาชิกราชวงศ์จักรี (ภาพที่ 3) ซึ่งผู้เขียนเริ่มนับตั้งแต่นายทองดี (พ่อของนายทองด้วง หรือ รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี) จนถึงรุ่นของในหลวงวชิราลงกรณ์ พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีคนปัจจุบัน ในแผนภาพสาแหรกนี้ สัญลักษณ์สี่เหลี่ยม (□) หมายถึง เพศชาย สัญลักษณ์วงกลม (○) หมายถึง เพศหญิง เส้นเชื่อมในระนาบเดียวกัน (□𝄖○) หมายถึงการสมรสกัน แต่เส้นเชื่อมขนานสองเส้น (□𝄗○) หมายถึงการสมรสใหหมู่เครือญาติ ส่วนเส้นเชื่อมจากด้านบนหมายถึงเป็นพ่อ-แม่ และเนื่องจากสาแหรกราชวงศ์จักรีมีการสมรสในหมู่เครือญาติเป็นจำนวนมาก เส้นเชื่อมประ (—) ใช้เชื่อมบุคคลเดียวกันที่ปรากฎในสาแหรกย่อยสายอื่น
จากสาแหรกของราชวงศ์จักรี เราจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์จักรีได้เริ่มกระทำความเลือดชิดมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 กล่าวคือ รัชกาลที่ 2 ได้แต่งงานกับ ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ของตนเอง คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือ เจ้าฟ้าบุญรอด ซึ่งเป็น ‘ลูกสาวของป้า’ (เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์) จนมีลูกด้วยกันคือรัชกาลที่ 4 ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงทำแผนผังย้อนไปถึงนายทองดีซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษร่วม (common ancestor) ของทั้งรัชกาลที่ 2 และเจ้าฟ้าบุญรอด

(บิดาของนายทองด้วง หรือ รัชกาลที่ 1) จนถึงรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีพระอง์ปัจจุบัน
การสมรสในหมู่เครือญาติเช่นนี้ดำรงมาจนถึงปัจจุบันคือในรัชกาลที่ 10 เป็นจำนวนถึง 14 คู่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อคำนวณดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ หรือ COR ของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน (ตารางที่ 1) ก็จะพบว่ามีค่าดัชนีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่สูงกว่าคนปกติ (ร้อยละ 10.1 ± 5.4) ซึ่งเทียบได้ใกล้เคียงกับกรณีที่เหลนแต่งงานกันเองที่ร้อยละ 12.5
| คู่สมรส | สามี | ภรรยา | COR (%) | COR (%) | เฉลี่ย |
| 1 | ร.2 | สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (บุญรอด) | 25 | 25 | 25.0 |
| 2 | ร. 4 | สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (รำเพย) | 25 | 3.1 | 14.1 |
| 3 | ร. 5 | สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (เสาวภาผ่องศรี) | 14.1 | 12.5 | 13.3 |
| 4 | ร. 5 | สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี (สว่างวัฒนา) | 14.1 | 12.5 | 13.3 |
| 5 | ร. 5 | สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (สุนันทา) | 14.1 | 12.5 | 13.3 |
| 6 | ร. 7 | สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี | 13.3 | 9.8 | 11.6 |
| 7 | พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ | พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี | 13.3 | 6.3 | 9.8 |
| 8 | ร. 5 | พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ | 14.1 | 3.1 | 8.6 |
| 9 | เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร | พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล | 8.6 | 7 | 7.8 |
| 10 | พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ | อัปษรสมาน กิติยากร | 7 | 6.3 | 6.7 |
| 11 | ร. 9 | สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ | 6.6 | 3.3 | 5.0 |
| 12 | พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล | สร้อยระย้า ยุคล | 7.8 | 1.6 | 4.7 |
| 13 | ร. 10 | พระองค์เจ้าโสมสวลี | 5 | 4 | 4.5 |
| 14 | อดุลกิติ์ กิติยากร | พันธุ์สวลี กิติยากร | 3.3 | 4.7 | 4.0 |
| เฉลี่ย | 12.2 | 8.0 | 10.1 |
โดยรัชกาลที่มีความเลือดชิดมากที่สุดก็คือรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีค่า COR สูงมากถึงร้อยละ 25 แม้ว่าจะเป็นถึงชั้นเหลนของนายทองดีแล้วก็ตาม (ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัชกาลที่ 2 มีค่า COR ที่ร้อยละ 25 ส่วน ‘แม่’ ของรัชกาลที่ 4 คือเจ้าฟ้าบุญรอดก็มีค่า COR ที่ 25 ค่าเฉลี่ยของทั้งพ่อและแม่จึงมีค่าเป็นร้อยละ 25) หากเปรียบเทียบกับเหลนของนายทองดีอีกคนอย่างรัชกาลที่ 3 ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์แบบไม่เลือดชิดก็จะมีค่า COR เป็นปกติคือร้อยละ 12.5
สำหรับรัชกาลที่ 5 ซึ่งตัวพระองค์เองมีค่า COR ร้อยละ 14.1 (เทียบกับร้อยละ 6.3 หากไม่ใช่พวกเลือดชิด) เพราะเกิดจากความสัมพันธ์แบบเลือดชิดของรัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (รำเพย) ก็ยังคงประเพณีนี้ด้วยการสมรสกับลูกพี่ลูกน้องของตนเองจำนวนมาก และมีลูกที่มีค่า COR โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 13 (เทียบกับร้อยละ 3 หากไม่ใช่พวกเลือดชิด) เป็นที่น่าสนใจว่า ทั้งลูกของรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 จำนวนมากต่างก็มีอายุสั้น และหากจะมีอายุยืนยาวอยู่บ้างก็มีสุขภาพไม่แข็งแรง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าการสมรสในหมู่เครือญาติอย่างเข้มข้นนั้นอาจเป็นปัจจัยสำคัญให้คนเหล่านี้อ่อนแอ ซึ่งไม่ต่างไปจากกรณีของราชวงศ์ฮับสบูร์ก
| ชื่อ | COR (%) | COR-NIBD (%) |
| ทองดี | 100 | 100 |
| ร. 1 | 50 | 50 |
| ร. 2 | 25 | 25 |
| ร. 3 | 12.5 | 12.5 |
| ร. 4 | 25 | 12.5 |
| ร. 5 | 14.1 | 6.3 |
| ร. 6 | 13.3 | 3.1 |
| ร. 7 | 13.3 | 3.1 |
| ร. 8 | 6.6 | 1.6 |
| ร. 9 | 6.6 | 1.6 |
| ร. 10 | 5 | 0.8 |
อย่างไรก็ตาม ‘ลูก’ ของรัชกาลที่ 5 และพระมหากษัตริย์พระองค์ถัดมาอย่างรัชกาลที่ 6 กลับเลือกที่จะไม่สมรสในเครือญาติ ในบันทึกประวัติต้นรัชกาลที่ 6 ทรงบันทึกว่าแม่ของตนเอง (เสาวภาผ่องศรี) ต้องการให้สมรสกับลูกพี่ลูกน้องต่างมารดา แต่พระองค์มีความคิดที่จะไม่แต่งงานกับน้องสาวของตนเองตั้งแต่กลับจากยุโรป
“…ส่วนพระองค์เสด็จแม่เองนั้นมีพระประสงค์ให้ฉันเลือกลูกเธอของทูลกระหม่อมองค์ 1 และทรงแนะนำว่าหญิงน้อย (สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล) เปนผู้ที่ทรงเห็นเหมาะ แต่ฉันก็ยืนยันอยู่เช่นที่ได้เคยยืนยันมาแล้วตั้งแต่กลับจากยุโรป ว่าไม่ยอมเลือกน้องสาวเปนเมียเปนอันขาด…”
ราม วชิราวุธ (นามแฝง). ประวัติต้นรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ : มติชน, 2545.
แม้จะมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นตัวอย่างสะท้อนความตื่นตัวอิทธิพลของตะวันตกว่าการแต่งงานในหมู่เครือญาติเป็นเรื่องผิดปกติหรือป่าเถื่อน แต่อันที่จริงในราชวงศ์อังกฤษ การแต่งงานระหว่างเครือญาติก็ยังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าญาตินั้นจะห่างออกไปมากหน่อยก็ตามที ยกตัวอย่างเช่น เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า หรือเจ้าชายวิลเลียมส์และเคท มิดเดิลตันต่างก็เป็น ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ และมีบรรพบุรุษร่วมกันทั้งสิ้น นอกจากนี้รัชกาลที่ 7 (ค่า COR ร้อยละ 13.3) ก็ยังทรงสมรสกับพระราชินี (รำไพพรรณี – ค่า COR ร้อยละ 9.8) ซึ่งก็เป็น ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันชั้นใกล้สุดเป็นรัชกาลที่ 5
หลังการสละราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 7 ซึ่งไม่มีบุตรชายสืบสกุล (เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นผลของความเลือดชิด?) ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ก็ได้เคลื่อนย้ายมาสู่ราชสกุลมหิดลซึ่งในรุ่นของเจ้าฟ้ามหิดลไม่ได้สมรสในหมู่เครือญาติแต่สมรสกับสามัญชนคือนางสังวาลย์ เป็นที่น่าสนใจว่าการสมรสในหมู่เครือญาติได้กลับมาอีกครั้งในยุครัชกาลที่ 9 (ค่า COR ร้อยละ 6.6) ซึ่งสมรสกับ ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ คือราชินีสิริกิต์ (ค่า COR ร้อยละ 3.3) และในยุครัชกาลที่ 10 (ค่า COR ร้อยละ 5) ซึ่งเคยสมรสกับ ‘ลูกพี่ลูกน้อง’ เช่นกัน คือพระองค์เจ้าโสมสวลี ฯ (ค่า COR ร้อยละ 4)
จะเห็นได้ว่าการสมรสในหมู่เครือญาติของราชวงศ์จักรียังไม่ได้หายไปไหน เกิดเป็นคำถามว่าในรัชกาลต่อๆ ไปของราชวงศ์จักรี (หากประเทศไทยจะยังเป็นราชอาณาจักรอยู่) เราจะมีโอกาสได้เห็นการสมรสในหมู่เครือญาติอีกหรือไม่?
ท้ายนี้ผู้เขียนเห็นว่า ในทางวิชาการ หากมีการสร้างแผนผังที่สมบูรณ์ของราชวงศ์จักรี (โดยนับราชนิกูลทุกสาย ทุกระดับชั้น จนถึงหม่อมราชวงศ์) ก็น่าจะทำให้เห็นภาพเรื่องประเพณีการสมรสในหมู่เครือญาติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และทำให้ค่าดัชนีต่างๆ เกี่ยวกับระดับความเลือดชิดที่คำนวณขึ้นจากแผนผังนั้นมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นไปด้วย