1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์

ปี 1955 อาจผ่านไปเพียงไม่นาน แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำเหตุการณ์ที่นำไปสู่จุดสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์เวียดนามอย่างถาวรเมื่อในเดือนตุลาคมปีดังกล่าวได้ วันที่ 23 ตุลาคมคือวันลงคะแนนเสียงประชามติ เพื่อเลือกระหว่างการปกครองในระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำสูงสุด กับการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ โดยผลปรากฏว่าคะแนนเสียงข้างมากสนับสนุนให้เวียดนามใต้มีการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ปี 1955 จึงเป็นปีที่เวียดนามใต้กลายสภาพจากประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข สู่ประเทศที่มีการปกครองโดยระบอบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์

บทความชิ้นนี้ฉายภาพให้เห็นบทบาทและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน นับตั้งแต่การเข้ามาของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 จนถึงการลงประชามติโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในปี 1955 ตลอดช่วงเวลากว่าร้อยปีนี้ แรงกดดันจากภายนอกทำให้อำนาจของสถาบันกษัตริย์เวียดนามถูกจำกัด จนทำให้สถาบันกษัตริย์ต้องหันไปเอาใจและเชื่อฟังเจ้าอาณานิคมเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ การกระทำเช่นนี้แม้ว่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่รอด แต่กลับสร้างความห่างเหินระหว่างกษัตริย์กับคนในชาติ ที่เชื่อว่ากษัตริย์เวียดนามเห็นประโยชน์ของตัวเองสูงกว่าทุกข์ร้อนของคนในชาติ วิกฤติแห่งศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคมนี้ส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         

Continue reading “1955 ปีที่เวียดนาม (ใต้) ลงมติถอดถอนกษัตริย์”

ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น

วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1946 จักรพรรดิโชวะหรือจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ (Emperor Showa 1901-1989) ทรงมีพระราชดำรัส “ประกาศความเป็นมนุษย์” (Ningen Sengen) เพื่อปฏิเสธสถานะ “องค์อวตารของเทพ” (Arahitogami) ของพระองค์ ตามคำชี้นำของผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประกาศความเป็นมนุษย์ฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชาติญี่ปุ่นหลังสงครามให้อยู่ใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีจักรพรรดิเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติที่ปราศจากพระราชอำนาจ

ก่อนหน้านั้น แม้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของญี่ปุ่นเริ่มก่อตัวขึ้นหลังการปฏิรูปเมจิ ค.ศ. 1868 และเบ่งบานขึ้นอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1910-1920 ซึ่งเรียกว่ายุค ประชาธิปไตยไทโช (Taisho Democracy) ทว่าระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นช่วงก่อนสงครามก็สิ้นสุดลงหลังจากการยึดอำนาจของกลุ่มทหาร ซึ่งนำญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคการปกครองแบบฟาสซิสต์ โดยมีจักรพรรดิเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างอุดมคติชาตินิยม

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของชาติหลังสงครามโลกครั้ง ที่ 2 นั้นหาได้ประสบความสำเร็จจากการต่อสู้จากภาคประชาชนโดยตรง หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการเข้ามาของพญาอินทรี ซึ่งสยายปีกแผ่อำนาจเข้าครอบงำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงทศวรรษ 1950-1970

แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายจากการชี้นำของสหรัฐดังที่กล่าวมา แต่เมื่อดูในรายละเอียดของกระบวนการออกแบบและความเปลี่ยนแปลงหลังจากญี่ปุ่นได้รับอธิปไตยกลับคืนมาใน ค.ศ. 1952 แล้วพบว่า แม้ญี่ปุ่นยุคหลังสงครามจะเปลี่ยนไปสู่ประเทศประชาธิปไตย แต่ความเป็นประชาธิปไตยของญี่ปุ่นก็มิได้มีรูปแบบที่ตรงไปตรงมาดังเช่นประชาธิปไตยแบบสากลในประเทศะวันตกและเต็มไปด้วยความซับซ้อนจากบริบททางประวัติศาสตร์ ส่วนสถาบันจักรพรรดิที่ถูกลดสถานะลงเป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติก็ยังคงถูกใช้สร้างความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายทางการเมืองโดยรัฐบาลฝ่ายขวาที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาอย่างยาวนาน

ด้วยเหตุนี้เอง การยกเอาประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยซึ่งจักรพรรดิอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นการมองแต่เปลือกนอกที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักอย่างฉาบฉวย จนละเลยถึงบริบทเฉพาะของสถาบันจักรพรรดิที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจากอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก  

บทความนี้จะนำแนะพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่น การกำเนิดของระบอบประชาธิปไตยยุคหลังสงครามภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ และศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน 1. จักรพรรดิญี่ปุ่นรากฐานของอุดมการณ์ชาตินิยม  2. ระบอบประชาธิปไตยและจักรพรรดิเชิงสัญลักษณ์ใต้ปีกพญาอินทรี 3. ขบวนการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์ชาตินิยมญี่ปุ่นหลังสงคราม

Continue reading “ซามูไร ศักดินา และพญาอินทรี: กำเนิดและพัฒนาการของอุดมการณ์ชาตินิยมกับระบอบประชาธิปไตยที่มีจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ในญี่ปุ่น”

สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส

แนวคิดของระบบ CPF เป็นสวัสดิการที่ช่วยให้แรงงานสามารถยกระดับทักษะความรู้ของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐและต่อตัวแรงงานเอง – ผู้เขียนเข้าใจว่าประเทศไทยยังไม่มีสวัดิการแรงงานในลักษณะนี้ที่รัฐช่วยอุดหนุนการหาความรู้และยกระดับทักษะของแรงงาน ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นประเด็นที่นักสิทธิแรงงานในไทยควรพิจารณาต่อสู้เรียกร้องต่อไป

ตามกฎหมายแรงงานของฝรั่งเศส บุคคลในวัยแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ ๑๖ ปีขึ้นไป (หรือ ๑๕ ปี ในกรณีที่มีสัญญาประเภทฝึกงาน) มีสิทธิ์ในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Formation continue) หรือ Continuing education จนกระทั่งถึงเกษียณอายุ

ในทางปฏิบัติ ผู้เขียนไม่ทราบถึงรายละเอียดของระบบที่มีการใช้งานอยู่ก่อนหน้าปี ค.ศ. ๒๐๑๕ เพราะผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานที่ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๒๐๑๗ ซึ่งได้มีการใช้ระบบใหม่ที่เรียกว่า ‘ทะเบียนการศึกษาและฝึกฝนทักษะส่วนบุคคล’ (Compte personnel de formation) หรือ CPF มาระยะหนึ่งแล้ว

ระบบ CPF คือการแปลงจำนวนชั่วโมงทำงานให้กลายเป็นเงินเครดิตที่สามารถใช้จ่ายหรือเป็นส่วนลดค่าสมัครหลักสูตรการเรียนรู้และทักษะอาชีพต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพแรงงาน หรือช่วยเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนสาขาอาชีพ (เงินเครดิตนี้ไม่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้) บุคคลที่มีสิทธิ์ใช้งานระบบ CPF ไม่ใช่แค่คนที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่ว่างงานและกำลังหางานทำอีกด้วย – ผู้สมัครระบบ CPF เป็นได้ทั้งบุคคลที่มีสัญญาระยะสั้นหรือสัญญาระยะยาว

Continue reading “สวัสดิการแรงงาน: สิทธิในการศึกษาและการฝึกฝนทักษะอย่างต่อเนื่อง (Continuing education) ของฝรั่งเศส”