“…สถาบันกษัตริย์ สัญลักษณ์แห่งความสถาพรและเอกภาพของชาติ มิอาจยอมรับการกระทำหรือทัศนคติใด ๆ ของบุคคลที่ใช้กำลังเข้าขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญที่ชาวสเปนได้ออกเสียงรับรองผ่านการทำประชามติ” [1]
ในหลายประเทศ การได้มาซึ่งประชาธิปไตยมักจะมาจากการต่อสู้และเรียกร้อง-ของชนชั้นกลางถึงล่างต่อชนชั้นนำทางการเมือง โดยเฉพาะต่อสถาบันกษัตริย์ หรือกล่าวโดยสั้นว่า กษัตริย์ถูกมองเป็นคู่ขัดแย้งของการเดินทางสู่ประชาธิปไตย แต่คำกล่าวด้านบนนี้อาจทำให้หลายคนต้องหยุดคิดและพยายามจินตนาการถึงสิ่งที่เหมือนจะขัดต่อความรู้สึกว่า “สถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและปกปักรักษาประชาธิปไตย” ทว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศสเปน และได้กลายเป็นต้นแบบของการสร้างประชาธิปไตยให้กับหลายกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออกในเวลาต่อมา
การสร้างประชาธิปไตยโดยชนชั้นนำและสถาบันกษัตริย์ในสเปนนั้นได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการที่ศึกษาชนชั้นนำและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นที่มาของงานเขียนชิ้นเล็กๆ นี้ที่พยายามลากเส้นความสัมพันธ์และสร้างคำอธิบายเพื่อตอบและตั้งคำถามชวนคิดเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน โดยงานชิ้นนี้จะชวนกลับไปยังสเปนในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 เพื่อตอบคำถามว่า “ทำไมสเปนถึงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงทั้งๆ ที่เพิ่งออกจากระบอบเผด็จการได้ไม่นาน ?” และ “สถาบันกษัตริย์สเปนมีตำแหน่งแห่งหนใดในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ ?”
พื้นหลัง
หลังจากที่จอมเผด็จการฟรังโก (Franco) เสียชีวิตในปีค.ศ. 1975 ฆวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ในฐานะ “มกุฎราชกุมารแห่งสเปน” ที่เผด็จการฟรังโกแต่งตั้งไว้แล้วก่อนหน้านี้ จึงได้รับการสถาปนาให้เป็นกษัตริย์แห่งสเปนและรับไม้ต่อจากฟรังโกในฐานะประมุขสูงสุดของรัฐ “แล้วกษัตริย์ของสเปนก่อนหน้านี้อยู่ที่ไหน? และทำไมเผด็จการถึงมีอำนาจในการแต่งตั้งมกุฎราชกุมาร?” คงเป็นคำถามที่เกิดเมื่ออ่านข้อความข้างต้นจบลง
เรื่องมีอยู่ว่า บทบาทและอำนาจทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ สเปนและครอบครัวซึ่งได้ลี้ภัยไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี แทบจะหมดไปหลังจากการสถาปนาสาธารณะรัฐที่ 2 ในปีค.ศ. 1931 เมื่อสาธารณะรัฐที่ 2 สิ้นสุดลงในปีค.ศ. 1939 สเปนได้ก้าวเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่นำมาซึ่งความสูญเสียราว 500,000 ชีวิตโดยยังไม่รวมผู้ที่เสียชีวิตจากการขาดอาหารและสารอาหารและโรคภัยต่างๆ[i] และกว่าอีก 500,000 ชีวิตได้อพยพออกนอกสเปนในช่วงเวลานั้นโดยกว่า 300,000 คนได้กลับมายังสเปนเมื่สงครามยุติแต่กว่า 200,000 ชีวิตนั้นได้อพยพเป็นการถาวร[ii]
ชัยชนะในสงครามกลางเมืองของฝั่งชาตินิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากเผด็จการฟาสซิสต์ในอิตาลีและนาซีในเยอรมัน เหนือฝั่งสาธารณรัฐนิยมที่ได้รับการสนับสนุนโดยฝ่ายซ้ายจากโซเวียต ทำให้สเปนถูกปกครองในรูปแบบเผด็จการภายใต้การนำของนายพลฟรังโก ซึ่งเป็นระบอบที่นักวิชาการบางท่านถึงกับขนานนามว่าเป็นระบอบที่ผู้นำทำตามอำเภอใจมากที่สุดในโลก (the most purely arbitrary in the world)[iii] เพราะมีการรวมศูนย์อำนาจในแทบทุกรูปแบบและอำนาจตัดสินใจสูงสุดอยู่ที่นายพลฟรังโกเพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ตามในปีค.ศ. 1947 สถาบันกษัตริย์ของสเปนกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เนื่องจากฟรังโกได้เสนอร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องผู้สืบทอดในฐานะประมุขของรัฐ (Law of Succession to the Headship of the State) เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบ ลดแรงต้านภายในประเทศ[iv] และลดแรงกดดันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประชาธิปไตยได้ลงหลักปักฐานแล้วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
กฎหมายว่าด้วยเรื่องผู้สืบทอดฉบับนี้มีสาระสำคัญคือการประกาศว่าประเทศสเปนได้กลับไปเป็น “ราชอาณาจักร”(Reino) อีกครั้ง โดยมีเผด็จการฟรังโกเป็นผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าจะมีกษัตริย์หรือผู้สำเร็จราชการคนต่อไป ตำแหน่งของฟรังโกนั้น เท่ากับตำแหน่งแหน่งประมุขของรัฐและจะอยู่กับฟรังโกไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะลาออก กฎหมายนี้ยังได้ตั้งสภาที่ปรึกษาประมุขของรัฐขึ้นและประมุขของรัฐคนปัจจุบันซึ่งก็คือฟรังโก มีอำนาจในการเสนอชื่อผู้สืบทอดที่เขาเห็นว่าเหมาะสมเมื่อไหร่ก็ได้ต่อสภา เมื่อกฎหมายว่าด้วยเรื่องผู้สืบทอดได้ผ่านการรับรองโดยสภาและผ่านการทำประชามติที่ประชาชนชาวสเปนกว่าร้อยละ 90 เห็นชอบ[v] สเปนก็ได้ก้าวเข้าสู่รูปแบบรัฐใหม่อย่างเต็มตัว ที่เป็นราชอาณาจักรที่ไม่มีกษัตริย์และปกครองโดยเผด็จการฟรังโก

ก่อนหน้านี้ กษัตริย์โดยสายเลือดของสเปนที่ลี้ภัยในต่างแดนอย่างดอน ฆวน (Don Juan)[2] ได้เขียนในแถลงการณ์แห่งโลซาน (Manisfesto of Lausanne) ในปีค.ศ. 1945 วิพากษ์วิจารณ์ระบอบฟรังโกว่าเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ได้รับอิทธิพลจากฝ่ายอักษะ โดยเรียกร้องให้ฟรังโกลงจากอำนาจ และให้มีการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์และกล่าวเชิงให้คำสัญญาว่าหากเขาได้กลับไปเป็นกษัตริย์ เขาจะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวสเปน[vi] และหลังจากที่ฟรังโกได้เสนอร่างกฎหมายผู้สืบทอดเข้าสู่สภา ดอน ฆวนก็ได้เขียนถึงประชาชนสเปนเกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมของฟรังโกอีกครั้ง เพราะการแต่งตั้งผู้สืบทอดอำนาจโดยไม่ได้ปรึกษาผู้ที่มีความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ และการแต่งตั้งให้ตนเองมีอำนาจตลอดชีวิต[vii]ถือเป็นการทำลายหลักการอันสำคัญของสถาบันกษัตริย์สเปน ความสัมพันธ์ระหว่างฟรังโกและดอน ฆวนจึงไม่ค่อยสู้ดีนัก
แต่ในอีก 1 ปีต่อมาฟรังโกและดอน ฆวนได้พบปะกันในเมืองชายทะเลของฝรั่งเศสเพื่อพูดคุยในหลายประเด็น แต่เรื่องที่น่าสนใจคือการเห็นพ้องต้องกันของทั้งคู่ที่จะให้ลูกชายของดอน ฆวน ซึ่งคือฆวน คาร์ลอสกลับไปรับการศึกษาที่สเปน ซึ่งในขณะนั้นฆวน คาร์ลอสมีอายุเพียง 10 ปี
การศึกษาของฆวน คาร์ลอสในวัยเด็กนั้นได้รับการจัดการโดยฟรังโกอย่างรอบด้าน ฟรังโกจัดให้ฆวน คาร์ลอสเรียนในโรงเรียนทหาร ทั้งโรงเรียนทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ หลังจากนั้นได้ให้เรียนกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมาดริด นอกจากนี้ยังพบว่าฟรังโกได้จัดให้ฆวน คาร์ลอสได้พบและเรียนรู้งานทั้งกิจการทหารและพลเรือน[viii]กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่าการให้การศึกษาและการเรียนรู้งานบริหารอย่างจริงจังนั้นก็เพื่อสร้างให้ฆวน คาร์ลอสพร้อมที่จะเป็นผู้ที่สานต่ออุดมการณ์ของเขา
ในปีค.ศ. 1969 ฟรังโกได้แต่งตั้งฆวน คาร์ลอสเป็นผู้สืบทอดของเขาอย่างเป็นทางการ และดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งสเปน เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดของการแต่งตั้งฆวน คาร์ลอสเป็นผู้สืบทอดของนั้น ก็คือการที่ฟรังโกรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจฆวน คาร์ลอสในฐานะลูกศิษย์ก้นกุฏิที่ปั้นขึ้นมาเองกับมือ และเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งตั้งดอน ฆวน ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ สถาบันกษัตริย์จึงกลับมาในสเปนอย่างเป็นทางการอีกครั้งนับตั้งแต่ การสถาปนาสาธารณรัฐที่ 2 ของสเปนในปีค.ศ. 1931
จะเห็นได้ว่า สถาบันกษัตริย์ของสเปนที่เกิดขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การจัดตั้งของเผด็จการฟรังโก จึงไม่ใช่การนำสถาบันกษัตริย์ในรูปแบบเดิมกลับมา แต่เป็นการสร้างสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาใหม่บนความเชื่อเดิม (restauration)
การเปลี่ยนผ่านด้วยความประนีประนอม
หลังการจากไปของฟรังโก ฆวน คาร์ลอสได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของสเปนอย่างเต็มตัว และคำถามอันสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของสเปนก็มีอยู่ว่า ฆวน คาร์ลอสจำเป็นต้องรักษาและดำเนินระบอบฟรังโกต่อไปหรือไม่ ? แต่ใครจะคิดว่าฆวน คาร์ลอสที่ฟรังโกเฝ้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กนั้นจะเริ่มท้าทายระบอบเผด็จการฟรังโกตั้งแต่การกล่าวสุนทรพจน์แรกในฐานะกษัตริย์ของสเปนต่อสภา
“…สังคมที่ทันสมัยและเสรีต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในกระบวนการตัดสินใจ ในสื่อ ในการศึกษาระดับต่างๆ และในการดูแลสวัสดิภาพของชาติ”[ix]
และดูเหมือนว่าผู้นำคนใหม่เลือกที่จะพาสเปนถอยห่างจากระบอบเผด็จการเดิม เรียกร้องการสร้างสังคมใหม่ที่เปิดกว้างและมุ่งไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งทำให้สเปนได้เข้าสู่ห้วงเวลาของ “การเปลี่ยนผ่าน” (Transicion) ที่งานเขียนชิ้นนี้มุ่งหวังที่จะอธิบาย
จริงอยู่ที่กษัตริย์คนใหม่ของสเปนอาจจะไม่มีอำนาจและบารมีเท่ากับฟรังโกผู้ล่วงลับ แต่กษัตริย์ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจทางตรงและทางอ้อมที่มากพอที่จะกำหนดทิศทางประเทศได้ ถึงแม้ว่าการออกกฎหมายในยุคนี้จำเป็นต้องมีผู้สนองราชโองการ (Countersign) ไม่ว่าจะเป็นสภา สภาที่ปรึกษา หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ตำแหน่งผู้สนองพระบรมราชโองการทั้งหลายก็มีที่มาจากระบอบฟรังโกเดิมและอยู่ภายใต้อำนาจกษัตริย์ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอำนาจกษัตริย์นั้นมีเหนือสภา
นอกจากนี้ กษัตริย์ยังมีอำนาจบริหารอย่างกว้างขวาง มีหน้าที่ในการดูแลความสงบและเป็นระเบียบทางการเมือง มีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีและประธานสภา (Cortes) กษัตริย์สามารถนำการประชุมคณะรัฐมนตรีและสภาที่ปรึกษาได้ มีอำนาจในการให้สัตยาบันในกฎหมายระหว่างประเทศ และรวมถึงอำนาจในการประกาศและใช้อำนาจในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทางนิติบัญญัติ กษัตริย์เป็นผู้รับรองกฎหมายและดูแลการบังคับใช้ กษัตริย์มีอำนาจในการคัดค้าน (Veto) ชะลอการออกกฎหมายและยังมีอำนาจในการต่ออายุสมัยประชุมของสภานิติบัญญัติ นอกจากนี้ กษัตริย์ยังมีอำนาจสั่งการทางการทหารในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดจึงทำให้กษัตริย์มีอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหารอย่างล้นพ้นอยู่ในมือ[3]
ก่อนหน้าที่ฆวน คาร์ลอสจะขึ้นเป็นกษัตริย์ นายกรัฐมนตรีลุอิส การ์เรโร บลังโก (Luis Carrero Blanco) สายตรงจากกองทัพที่เผด็จการฟรังโกแต่งตั้งไว้เพื่อสานต่อระบอบฟรังโกหลังจากที่ตนเสียชีวิตได้ถูกลอบสังหารโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ทำให้ฟรังโกต้องแต่งตั้งนายกคนใหม่ คือ คาร์ลอส อริอาส นาบาร์โร (Carlos Arias Navarro) ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นขึ้นมาแทน แน่นอนว่าความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
สิ่งแรกที่ฆวน คาร์ลอสลงมือทำคือพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษทางการเมืองถึง 2 ครั้งในปีค.ศ.1975 และในปีค.ศ.1976 ทั้งที่เป็นผู้เห็นต่าง ฝ่ายซ้าย หรือสมาชิกพรรคการเมืองที่มีแนวโน้มต่อต้านระบอบฟรังโก การให้พระราชทานอภัยโทษนี้เป็นจุดพลิกผันแรกที่ทำให้ความดุดันและโหดร้ายของระบอบฟรังโกที่ดำรงอยู่กว่า 30 ปีมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาของฝ่ายตรงข้ามและลดความตึงเครียดทางการเมืองที่สะสมมานาน
นาบาร์โรที่ขึ้นสู่อำนาจในฐานะตัวสำรองนั้นได้พยายามทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฟรังโกด้วยการจงรักภักดีต่อระบอบฟรังโกเดิม แต่ด้วยแนวทางการทำงานที่ไม่ตรงกับฆวน คาร์ลอส และการที่นาบาร์โรเองก็ไม่สามารถสร้างการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบฟรังโกได้ จึงทำให้ฆวน คาร์ลอสจำเป็นต้องหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เพื่อดำเนินการปฏิรูปและเดินไปในทิศทางเดียวกันเขา ในปีค.ศ. 1976 เขาจึงได้แต่งตั้งอดอลโฟ ซัวเรส (Adolfo Suárez) ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนาบาร์โร ถึงแม้ว่าซัวเรสจะมาจากระบอบฟรังโกเหมือนกับนาบาร์โร แต่เขาเป็นผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมกว่า มีแนวคิดที่จะปรับปรุงระบอบเก่า ได้เสนอกฎหมายปฏิรูปพรรคการเมืองต่อสภาในขณะนั้น และยังผ่านงานด้านการบริหารวิทยุและโทรทัศน์มาก่อน
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฆวน คาร์ลอสได้เลือกซัวเรสมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นอกจากการแต่งตั้งซัวเรสแล้ว ฆวน คาร์ลอสยังได้แต่งตั้ง เฟอร์นันเดส-มิรันดา (Fernández-Miranda) เป็นประธานสภา (President of Cortes) แทนที่คนก่อนหน้าที่หมดวาระลง มิรันดาเป็นผู้เดินสายกลาง เป็นทั้งครูและเพื่อนที่ฆวน คาร์ลอสไว้ใจ การแต่งตั้งบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง 2 ตำแหน่งนี้นั้นเป็นการเลือกโดยมีนัยยะสำคัญเพื่อสร้างนโยบายที่ง่ายต่อการเปลี่ยนสเปนไปสู่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

จุดสำคัญที่สร้างความแตกหักจากระบอบเดิมคงหนีไม่พ้นการรับรองกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปทางการเมือง (Political Reform Act) ในปีค.ศ. 1976 นับเป็นเวลาครบรอบ 1 ปีเต็มหลังการจากไปของฟรังโก กฎหมายนี้มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้สเปนเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การสร้างนิติรัฐ การกระจายอำนาจอธิปไตยที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่ผู้นำ การให้สิทธิเลือกตั้งถ้วนหน้า การวางระบบเลือกตั้งใหม่และการทำประชามติ และสุดท้ายคือการรองรับการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็น กฎหมายพื้นฐาน (Fundamental law)[4] ฉบับสุดท้ายของระบอบฟรังโกด้วย กฎหมายปฏิรูปการเมืองฉบับนี้ผ่านการลงมติยอมรับจากสภาถึงร้อยละ 80 ทั้งๆ ที่สภานี้มีที่มาและเป็นหัวใจของระบอบเผด็จการเดิม การที่สภารับรองกฎหมายนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการคว้านท้องทำฮาราคีรีตัวเอง เพราะการรับรองกฎหมายปฏิรูปการเมืองนี้คือการดีดตัวเองออกจากระบอบเดิม ตำแหน่งที่พวกเขาได้มาจากฟรังโกนั้นจะถูกแทนที่ด้วยการเลือกตั้งจากประชาชน และในท้ายที่สุด ลมหายใจของระบอบเก่าก็สิ้นสุดลงเมื่อประชาชนกว่าร้อยละ 94 เห็นชอบรับร่างกฎหมายปฏิรูปการเมืองนี้ผ่านการทำประชามติ
หลังจากที่ฆวน คาร์ลอสได้พระราชทานอภัยโทษแล้วถึง 2 ครั้งในปี ค.ศ. 1975 และ ในปีค.ศ. 1976 ซัวเรสได้ขยายผลการอภัยโทษของนักโทษทางการเมืองโดยออกกฎหมาย “นิรโทษกรรมสุดซอย” ในปีต่อมา เนื้อหาในกฎหมายนี้เป็นการนิรโทษกรรมให้แก่นักโทษที่กระทำการเพื่อหวังผลทางการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าผลของการกระทำนั้นจะเป็นอย่างไร และในทางกลับกัน ก็จะไม่มีการตรวจสอบและไต่สวนดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ล่วงละเมิดสิทธิผู้อื่นในช่วงเผด็จการฟรังโกที่ผ่านมา ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเหมือนการล้างไพ่ทางการเมืองทั้งหมดตั้งแต่กลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้คิดเห็นต่าง และนี่เป็นกุญแจสำคัญในการเริ่มสร้างพื้นที่ของการปรองดองก่อนการเลือกตั้งระดับชาติครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ ตัวแสดงทางการเมืองที่สำคัญทั้งพรรคฝ่ายซ้ายหรือแม้แต่ภาคประชาสังคมในสเปนขณะนั้นแทบไม่มีใครเรียกร้องความเป็นธรรมจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากระบอบเดิมเลย
ผลจากกฎหมายปฏิรูปการเมืองในปีค.ศ. 1976 นั้น ทำให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสเปนนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1936 การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นบนกติกาการเลือกตั้งแบบใหม่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกจะมาจากการเลือกตั้งของพลเมืองสเปนที่มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป จุดประสงค์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เพื่อล้างสภาของเผด็จการระบอบเก่า และเพื่อสร้างสภาจากเสียงประชาชนที่จะรองรับการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต และในการเลือกตั้งครั้งนี้ซัวเรสและพรรค Unión de Centro Democrático หรือ พรรคสหภาพแห่งศูนย์กลางประชาธิปไตย ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองอยู่กลางๆ เพราะรวมจากเครือข่ายที่มีทั้งเสรีนิยม สังคมนิยมประชาธิปไตย หัวก้าวหน้าและประชาธิปไตยแบบคริสเตียน ชนะเลือกตั้งและได้ที่นั่งกว่าร้อยละ 47 ของสภาล่าง[x] ซึ่งเป็นผลบวกในการสานต่อการปฏิรูปเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ด้วยปัญหาต่างๆ ที่สะสมมาทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองของแคว้นต่างๆ ทำให้ รัฐบาลซัวเรสจำเป็นต้องหาวิธีจัดการกับปัญหาทั้งหมด และวิธีที่เขาใช้คือการผสานพลังกับทุกพรรคการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซัวเรสที่มีฆวน คาร์ลอสอยู่เบื้องหลังนั้นได้เริ่มงานด้วยการเดินสายพูดคุยกับผู้นำของแคว้นกาตาลัน (Catalunya) อย่าง โจเซป ตาร์ราเดลลาส (Josep Tarradellas) ที่กำลังลี้ภัย ถึงเรื่องการปรองดองระหว่างกันและทำให้เขาเดินทางกลับมาสู่แคว้นอีกครั้งในปีค.ศ. 1977 นอกจากนี้ ซัวเรสยังจัดการปัญหาเศรษฐกิจและสหภาพแรงงานโดยสร้างแผนมองโกลอา (Moncloa Pacts) ที่จะปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจสเปน เช่น มาตราการลดค่าสกุลเงินและควบคุมราคาและค่าจ้าง เป็นต้น มาตรการทางเศรษฐกิจเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่และการเก็บภาษีโดยระบบใหม่ที่รัฐจะหันมาอุดหนุนการศึกษา สาธารณสุขและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ต่ำมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้พรรคฝ่ายซ้ายสามารถยอมรับมาตราการนี้ได้และถือว่าเป็นการประนีประนอมทางอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจอีกด้วย มากไปกว่านั้นฆวน คาร์ลอสได้แต่งตั้งวุฒิสมาชิกที่มีความสามารถในเรื่องเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานที่เข้ากันของฆวน คาร์ลอส และซัวเรสในการแก้ปัญหาบ้านเมือง
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อวางโครงสร้างของรัฐประชาธิปไตย ในอดีตสเปนเคยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 6 ฉบับแต่ทั้งหมดไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางการเมือง และโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญในช่วงสาธารณรัฐที่ 2 ที่กีดกันผู้มีแนวคิดอนุรักษนิยมและชาวคาทอลิกออกจากพื้นที่ทางการเมือง รัฐธรรมนูญของสเปนในช่วงที่ผ่านมานี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างด้วยฐานคิดแบบผู้ชนะกินรวบ (Winner-takes-all) การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงพยายามที่จะเลี่ยงการซ้ำรอยของความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมืองในอดีต เรียกได้ว่า “เนื้อหาสาระหรือบทบัญญัติทั้งหมดในรัฐธรรมนูญนี้ควรเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้ไม่ว่าจากกลุ่มการเมืองใดก็ตาม”[xi] ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสงครามกลางเมืองในอดีตยังเป็นรอยแผลที่ยังเจ็บปวดและหลอกหลอนชาวสเปนอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นด้วยความประณีประนอม ผ่านการพูดคุยทั้งหลังม่านและหน้าม่าน
การถกเถียงว่าด้วยรูปแบบรัฐของสเปนนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในการร่างรัฐธรรมนูญ สเปนจะเลือกไปเป็นสาธารณรัฐที่ทุกคนเท่าเทียม หรือจะรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้ในการเมืองต่อ คือประเด็นสำคัญที่ต้องถกเถียง สำหรับฝ่ายซ้ายในสภาเองที่ฝักใฝ่สาธารณรัฐก็คงจะปฏิเสธได้ยากว่าการที่สเปนเดินทางมาถึงจุดนี้ได้นั้นเพราะมีชนชั้นนำและกษัตริย์เป็นผู้ผลักดัน พวกเขาบางส่วนก็ได้รับการอภัยโทษจากกษัตริย์สเปนด้วยซ้ำ แต่สำหรับฝ่ายขวาที่เป็นเสียงส่วนมากของสภาก็ย่อมเห็นว่า “สถาบันกษัตริย์” นั้นมีความชอบธรรมอยู่แล้ว นอกจากนี้ หากจะปรับเปลี่ยนรูปแบบรัฐตอนนั้นให้เป็นสาธารณรัฐก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ มีแต่จะถ่างรอยแยกทางสังคมที่มีอยู่แล้วให้ห่างมากขึ้นไปอีก ดังนั้นการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์สเปนจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในเวลานั้น กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เต็มไปด้วยการต่อสู้กันผ่านกระบวนการร่างของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญของสภาที่แสนยากและจบลงอย่างสวยหรูที่ภัตตาคารนอกสภา แต่ในที่สุดทั้งสองสภาก็ตกลงเห็นชอบรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และนำไปสู่การทำประชามติโดยประชาชนชาวสเปนซึ่งลงความเห็นรับรองกว่าร้อยละ 87 ในวันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1978 และวันดังกล่าวจึงกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของสเปน

การบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นับว่าเป็นจุดสูงสุดของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของสเปน เพราะโครงสร้างทางการเมืองและโครงสร้างของการใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “รูปแบบทางการเมืองของรัฐสเปนคือ ระบอบกษัตริย์แบบรัฐสภา (parliamentary monarchy)”[xii] ซึ่งเป็นระบอบที่กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐและมีสภาทำหน้าที่นิติบัญญัติและควบคุมการทำงานของรัฐบาล ซึ่งโดยพื้นฐานไม่ต่างกับระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) เท่าไหร่นัก จึงทำให้บทบาทและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ประณีประนอมนี้ถูกจำกัดและลดน้อยถอยลง จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทบาทเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น บทบาทและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของกษัตริย์จึงเป็นเพียง “Moderator” หรือผู้ที่คอยดูแลและทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ การกระทำทุกอย่างของกษัตริย์จำเป็นต้องมี “Refrendo” หรือการลงลายเซ็นร่วมสนองพระบรมราชโองการ หากไม่มี การกระทำนั้นๆ ของกษัตริย์จะไม่มีผลใดๆ ทางกฎหมาย อำนาจทางการทหารที่มีก็กลายเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์และอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็กลายเป็นการแต่งตั้งตามบุคคลที่สภารับรองและเห็นชอบ โดยกษัตริย์มีอำนาจเต็มในเรื่องในรั้วในวังเท่านั้น[xiii] ซึ่งทำให้เราเห็นว่าอำนาจที่เคยรวมศูนย์อยู่ที่กษัตริย์ในยุคก่อนหน้านี้ได้ถูกกระจายออกไปยังโครงสร้างสถาบันการเมืองส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สภา” หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ในปีค.ศ. 1978 กษัตริย์จึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและอำนาจอธิปไตยได้ไปเป็นของประชาชนชาวสเปนโดยมี “สภา” เป็นตัวแทนของประชาชนในการใช้อำนาจนั้น
อีกนัยยะหนึ่ง มันคือการแลกเปลี่ยน กษัตริย์ได้แลกเปลี่ยนอำนาจอันมหาศาลของตัวเองกับความมั่นคงยืนยาวในอนาคต แต่ไม่ใช่เพียงความมั่นคงของตัวเขาแต่เป็นความมั่นคงของทั้ง “สถาบันกษัตริย์” ที่ได้กลับเข้าไปฝังรากอย่างเหนียวแน่นอีกครั้งในกฎหมายสูงสุดและโครงสร้างส่วนบนของประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฆวน คาร์ลอสคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงของสเปนไปสู่ประชาธิปไตย และด้วยความเป็นผู้นำและยุทธศาสตร์ที่ใช้ในช่วงการเปลี่ยนแปลงนี้ ฆวน คาร์ลอสจึงได้รับการสนับสนุนจากหลายปีกทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เคยอยู่ในขั้วตรงข้ามกับระบอบเผด็จการเดิม นอกจากนี้ กลุ่มผู้นิยมสาธารณรัฐเองก็ให้การสนับสนุนและรับรองฆวน คาร์ลอสด้วย
หลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้ฆวน คาร์ลอสได้แสดงความเคารพต่อประชาชนและศรัทธาต่อประชาธิปไตยคือเหตุการณ์ต้านรัฐประหารในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1981
นายพลเตเฆโร (Tejero) หัวหน้าผู้พยายามทำการรัฐประหารได้เข้าบุกยึดสภา และจับคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาทั้งหมดเป็นตัวประกัน เพื่อต้องการหยุดยั้งกระบวนการประชาธิปไตยและกลับไปสู่ระบอบฟรังโกเดิม โดยนายพลเตเฆโรได้เคยพยายามก่อนการรัฐประหารล้มเหลวมาแล้วหนึ่งครั้งก่อนหน้านี้ในปีค.ศ. 1980 และโดนตัดสินจำคุก 7 เดือน เหตุการณ์ทั้งหมดของคืนวันที่ 23 กุมภาพันธ์นั้นถูกแพร่ภาพสดทางโทรทัศน์และทางวิทยุ ทำให้ประชาชนชาวสเปนได้รับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสภา ณ เวลานั้นด้วย ฆวน คาร์ลอสปรากฎตัวต่อสาธารณะในชุดจอมทัพพร้อมกับการปฏิเสธการทำรัฐประหารครั้งนี้ผ่านโทรทัศน์ (ในคลิปวีดีโอในช่วงต้นของตัวรายการ) โดยในคำพูดของเขามีใจความสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
1) กษัตริย์ได้สั่งการให้ผู้นำเหล่าทัพต่างๆ และตำรวจยึดมั่นในรัฐธรรมนูญและปกป้องรัฐธรรมนูญนี้เท่าที่กฎหมายจะอนุญาตให้ทำ และ 2) สถาบันกษัตริย์ไม่ยอมรับการกระทำที่ขัดขวางรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยของสเปน (คำพูดที่ยกมาในตอนต้นของบทความ)
ดังนั้น เมื่อกษัตริย์เลือกอยู่ข้างประชาชน สามารถสื่อสารกับทุกภาคส่วน และยังมีอำนาจในการสั่งการหน่วยงานความมั่นคงของรัฐได้นั้น ผู้ที่พยายามจะทำรัฐประหารย่อมต้องเตรียมยอมรับความพ่ายแพ้ ตัวประกันทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวในเช้าวันรุ่งขึ้นและนายพลเตเฆโรก็ถูกจับกุมในกลางวันของวันที่ 24 กุมภาพันธ์และจำคุกเป็นเวลาถึง 30 ปี

ที่มา : https://www.publico.es/politica/sentencia-proces-tres-condenados-23f-tuvieron-penas-mayores-junqueras.html
ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่จะสามารถออกมาแถลงเช่นนั้นได้ ฆวน คาร์ลอสต้องประสานงานมากมาย ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีของเขากับกองทัพสเปน เขาได้ติดต่อพูดคุยและโน้มน้าวให้ทหารระดับสูงและแม่ทัพภาคต่างๆ ให้เชื่อมั่นในตัวเขาและไม่ขัดขวางกระบวนการรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาเพื่อจัดการกับเหตุการณ์นี้ นอกจากนี้ยังมีนายพลท่านหนึ่งที่ฉุกคิดได้ว่า คำสั่งที่ให้นำกองทัพเข้าประจำการที่จุดสำคัญในกรุงมาดริดนั้นไม่ได้มาจากกษัตริย์ เขาจึงสั่งหยุดเคลื่อนพลในทันที

ด้วยความพยายามทั้งหมดของฆวน คาร์ลอสในการปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ประชาชนกว่าร้อยละ 86 รู้สึกชื่นชมในการจัดการกับสถานการณ์นี้ของเขา[xiv]
ฆวน คาร์ลอสประสบความสำเร็จในการพูดคุยกับชนชั้นนำเก่าจากยุคฟรังโก และเป็นที่ยอมรับในบรรดาผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง การพูดคุยอย่างประนีประนอมของฆวน คาร์ลอสเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สเปนกลายเป็นประชาธิปไตยได้ และในเวลาเดียวกัน ทั้งฆวน คาร์ลอสและซัวเรสก็ได้วางกระบวนการการสร้างประชาธิปไตยบนโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นมรดกของเผด็จการเดิม กล่าวโดยง่ายคือการใช้สภาเผด็จการสร้างประชาธิปไตย โดยมีชนชั้นนำเป็นแรงสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่ประชาธิปไตย ผ่านการค่อยๆ เปลี่ยนแบบค่อยๆ พูด ค่อยๆ จาเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและนองเลือดอย่างในอดีต การเปลี่ยนผ่านของสเปนจึงมีจุดเด่นอยู่ที่การที่ชนชั้นนำเป็นผู้เริ่มเจรจาเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น (Transition with Transaction)
สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของสเปนที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังยุค “ปาฏิหาริย์แห่งสเปน” (Spanish Miracle) ในช่วงปี 1960 ที่เกิดจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เปิดประเทศและพัฒนาอุตหกรรมจนทำให้สเปนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลกรองจากญี่ปุ่น ทำให้สังคมสเปนมีชนชั้นกลางที่มีความพร้อมทางการเงิน อ่านออกเขียนได้ และสนใจในประชาธิปไตย นอกจากนี้ การมีพรรคฝ่ายซ้ายและสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง ก็สร้างการตระหนักรู้พร้อมที่จะเรียกร้องปกป้องในสิทธิของตนเอง
นอกจากนี้ บรรยากาศทางการเมืองในยุโรปในช่วงเวลานั้นก็เป็นผลบวกต่อการก่อสร้างประชาธิปไตย ในช่วงที่ฆวน คาร์ลอสได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์นั้น กษัตริย์คอนสแตนตินที่ 2 (Constantine II) ซึ่งเป็นน้องชายของราชินีโซเฟีย (Sofia) ภรรยาของฆวน คาร์ลอส ต้องลี้ภัยอยู่ต่างแดนและไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ ทำให้ระบอบกษัตริย์ในกรีซสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยระบอบสาธารณรัฐ และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ประชาธิปไตยก็ได้ลงหลักปักฐานในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว สเปนยังจะยึดยื้ออยู่กับระบอบเผด็จการกษัตริยนิยมของตนเองที่สวนทางกระแสสังคมไว้ได้อย่างไร
สรุป
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันกษัตริย์สเปนเป็นสถาบันกษัตริย์ที่มีการปรับตัวอย่างดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยการหันหลังให้ระบอบเผด็จการเดิมและกลายมาเป็นผู้นำในการสร้างประชาธิปไตย เหตุผลคงไม่ใช่เพราะว่ากษัตริย์สเปนเป็น “คนดี” แต่เพราะกษัตริย์มองเห็นว่าสถาบันของตนนั้นตกอยู่ในสถานะที่ไม่มีเสถียรภาพเท่าไหร่นักภายใต้รอยต่อของระบอบนี้ ดังนั้น หน้าที่หลักของกษัตริย์คือการสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันของตน
ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นว่าฆวน คาร์ลอสไม่ได้มีตัวเลือกมากนักในการทำให้สถาบันกษัตริย์สเปนกลับมาลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง และดูเหมือนว่าการเป็นผู้นำพาประเทศไปสู่“ประชาธิปไตย” จะเป็นหนทางเดียวในการลดแรงต่อต้านจากฝั่งตรงข้าม หลีกเลี่ยงการนำพาสเปนกลับไปสู่สงครามกลางเมือง และที่สำคัญที่สุด คือการทำให้สถาบันกษัตริย์ของสเปนเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมประชาธิปไตยให้สเปน
อย่างที่รู้กัน ในช่วงหลังมานี้ฆวน คาร์ลอส ผู้สร้างประชาธิปไตยของสเปนก็ประสบปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง นับตั้งแต่การไปล่าสัตว์ในบอตสวานา และเรื่องเงินๆ ทองๆ กับราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ที่ทำให้เขาต้องเดินทางออกจากประเทศสเปนโดยไม่ได้ให้คำชี้แจงอันใดต่อศาลและสาธารณชน เพียงแค่ลงท้ายจดหมายลาไว้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์แห่งสเปนมาเกือบ 40 ปีที่ ตลอดระยะเวลานั้น ข้าพเจ้าได้ปรารถนาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่สเปนและราชบังลังก์เสมอ” และแม้ว่าฆวน คาร์ลอสจะกลายเป็นคุณตาสามัญชนในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่สถาบันกษัตริย์สเปนยังคงมีบทบาทสำคัญและโลดแล่นในโครงสร้างทางการเมืองส่วนบนของประเทศมาได้ถึงทุกวันนี้

Source: https://www.theguardian.com/world/2012/apr/15/spain-king-juan-carlos-hunting

[1] แปลจากส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ต่อต้านการรัฐประหารในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1981 “…La Corona, símbolo de la permanencia y unidad de la patria, no puede tolerar en forma alguna acciones o actitudes de personas que pretendan interrumpir por la fuerza el proceso democrático que la Constitución votada por el pueblo español determinó en su día a través de referéndum.”
[2] พระโอรสของกษัตริย์อัลฟอนโซที่ 8 (Alfonxo XIII) ที่ต้องลี้ภัยไปยังกรุงโรมอิตาลี และเป็นบิดาของฆวน คาร์ลอส
[3] Bernecker, Walther L. “Monarchy and Democracy: The Political Role of King Juan Carlos in the Spanish Transition.” Journal of Contemporary History 33, no. 1 (January 1998): p 72
[4] มีศักดิ์เท่ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญ
[i] https://www.britannica.com/event/Spanish-Civil-War
[ii] Ricket, Rosy. “Refugees of the Spanish Civil War and those they left behind: personal testimonies of departure, separation and return since 1936.” PhD Diss,, University of Manchester, 2014, p. 13
[iii] Payne, Stanley G. 1999. Fascism in Spain, 1923–1977, Univ. of Wisconsin Press, p. 476
[iv] Bernecker, Walther L. “Monarchy and Democracy: The Political Role of King Juan Carlos in the Spanish Transition.” Journal of Contemporary History 33, no. 1 (January 1998): p. 67
[v] Ley de Sucesión en la Jefatura del Estado, Boletín Oficial del Estado, https://www.boe.es/datos/pdfs/BOE//1947/208/A04238-04239.pdf
[vi] El Manifiesto de Lausana, 1945, https://www.abc.es/espana/abci-manifiesto-lausana-200512260300-1013258623648_noticia.html?ref=https:%2F%2Fwww.google.com%2F
[vii] Primer Manifiesto de Estoril de Don Juan, 1947, http://www.fororeal.net/docshistoricos21.htm
[viii] Bernecker, Walther L. “Monarchy and Democracy: The Political Role of King Juan Carlos in the Spanish Transition.” Journal of Contemporary History 33, no. 1 (January 1998): p. 67-68
[ix] Primer discurso del rey, https://personal.us.es/clanga/uploads/Textos%20Espa%C3%B1a%20actual.pdf
[x] Result of election in June 1977, http://www.infoelectoral.mir.es/min/busquedaAvanzadaAction.html?vuelta=1&codTipoEleccion=2&codPeriodo=197706&codEstado=99&codComunidad=0&codProvincia=0&codMunicipio=0&codDistrito=0&codSeccion=0&codMesa=0
[xi] Powell, Charles. “Revisiting Spain’s Transition to Democracy.” (2016). p. 48
[xii] Article 1, Spanish Constitution 1978, https://www.boe.es/legislacion/documentos/ConstitucionINGLES.pdf
[xiii] Part II The Crown, Spanish Constitution 1978, https://www.boe.es/legislacion/documentos/ConstitucionINGLES.pdf
[xiv] Bernecker, Walther L. “Monarchy and Democracy: The Political Role of King Juan Carlos in the Spanish Transition.” Journal of Contemporary History 33, no. 1 (January 1998): p. 80
One thought on “กษัตริย์นักประชาธิปไตย (?) : สถาบันกษัตริย์สเปนในช่วงเปลี่ยนผ่าน”