คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?

“การเขียนและการเผยแพร่ข้อความเท็จ ในลักษณะที่เป็นวิชาการที่น่าเชื่อถือ ที่อาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงทางการเมืองได้”

นี่คือข้อกล่าวหา ที่ไชยันต์ ไชยพร มีต่อณัฐพล ใจจริง และต้องการจะกล่าวหาทางอ้อมไปยังเครือข่ายที่เขาเห็นว่าเป็นพวกนักวิชาการสายวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คือ กุลลดา สมศักดิ์ สุธาชัย วรเจตน์ ปิยบุตร คนเหล่านี้นอกจากจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อณัฐพลแล้ว หลายคนเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์เล่มนี้ หรือเล่มอื่นที่อ้างณัฐพล จึงแสดงว่าคนพวกนี้รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้ผ่านไป

ที่สำคัญ คนพวกนี้ และงานเหล่านี้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งของขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ถามว่าข้อวิจารณนี้ของไชยันต์ อยู่บนฐานอะไร?

อยู่ที่เชิงอรรถเล็กๆ อันเดียว! ข้อความนั้นคือข้อความเรื่องผู้สำเร็จราชการมานั่งเป็นประธานครม. ตอนปี 2493 ในสมัยจอมพล ป.

อันที่จริง ไชยันต์บอกว่ามีที่ผิดอีก 31 จุด แต่ก็ไม่ได้อภิปรายว่าคืออะไรบ้าง แถมไชยันต์ก็พูดเองว่าณัฐพลได้รับคำวิจารณ์ทั้งหมดเอาไปแก้ไขแล้ว แสดงว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร โดยเฉพาะข้อความที่เป็นปัญหาที่สุดนั้น ก็แก้ไขแล้วในเล่มที่พิมพ์ใหม่ ดังที่ฟ้าเดียวกันได้ชี้แจงไป

ไชยันต์เรียกร้องอะไร?

ไชยันต์บอกว่า เขาต้องการให้มีการแก้ไขวิทยานิพนธ์ เขาไม่ได้อยู่เบื้องหลังการระงับการเผยแพร่ เพราะเขาเห็นว่าถ้าระงับแล้วในอนาคตก็เผยแพร่ข้อความผิดๆ ได้อีก ดังนั้นควรให้มีการแก้ไข และเผยแพร่แบบถูกต้องได้จะดีกว่า (รวมทั้งวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่อ้างข้อความผิดไปด้วย)

ในเรื่องนี้ ณัฐพลมีจดหมายถึงบัณฑิตวิทยาลัยแล้ว เรื่องให้แก้ข้อความให้ถูกต้อง แต่คำตอบของบัณฑิตวิทยาลัยคือ วิทยานิพนธ์ที่สำเร็จแล้ว แก้ไขไม่ได้

นอกจากตัววิทยานิพนธ์แล้ว ไชยันต์ต้องการให้ระงับการขายและเรียกคืนหนังสือ “ขอฝันใฝ่” เพราะมีการอ้างข้อความดังกล่าวเช่นกัน


การวิจารณ์เชิงวิชาการ ควรเป็นอย่างไร?

ในทางวิชาการ ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับงานใคร ไม่ว่าจะเป็นวิทยานิพนธ์หรือหนังสือที่เผยแพร่แล้ว เราก็ออกมาโต้แย้ง ทางที่ดีด้วยการเขียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (ศาสตราจารย์ไชยันต์ รู้จักการ “รีวิวหนังสือ” ไหม สิ่งนี้มีในวารสารวิชาการทุกฉบับ คนก็วิจารณ์กันเป็นปกติเรื่องการ “อ้างผิด” แต่ปกติแล้ว ไม่ต้องเป็นระดับศาสตราจารย์ เขาก็วิจารณ์ได้ดีกว่าที่ไชยันต์ทำอยู่ เพราะไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับแค่เรื่อง “อ้างผิด” ประโยคเดียว!)

ถ้างานวิชาการมีข้อผิดพลาด มันก็ควรจะต้องผิดพลาดอย่างร้ายแรงจริงๆ (เช่น plagiarism) ถึงจะใช้มาตรการขั้นสุดท้าย คือการระงับการเผยแพร่

งานของณัฐพล รวมถึงข้อวิจารณ์ของไชยันต์ ถ้าคนมีสมองหน่อยก็จะเข้าใจว่า ไม่ได้ร้ายแรงอะไรถึงขั้นต้องระงับ (บัณฑิตวิทยาลัยก็สมควรแล้วที่จะโดนด่า แต่ทางนั้น โดนคนระดับ “ศาสตราจารย์” กดดันมา จะให้เขาทำอย่างไร? ไชยันต์มีทางออกอะไรให้กับบัณฑิตวิทยาลัย ในเมื่อเขาแจ้งแล้วว่าแก้ไขไม่ได้?)

ความจริงถ้าไชยันต์เป็นนักวิชาการ และวิจารณ์ด้วยฐานวิชาการ ก็ควรจะเขียนเป็นจริงเป็นจัง มี argument และหลักฐานหักล้างงานของณัฐพลให้ชัดเจน แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะ แบบนี้จึงจะถือว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการ คือออกมาพูดให้สังคมเห็นว่างานนั้นผิดพลาดยังไงบ้างด้วยกรอบและวิธีวิทยาที่คนระดับศาสตราจารย์พึงมี เมื่อทำไปแล้วก็ให้สังคมตัดสินเอง เรื่องมันก็ควรจบแค่นั้น


จุดอ่อนของข้อวิจารณ์ของไชยันต์

แต่ที่ไม่จบ เพราะไชยันต์ไม่ได้สนใจวิชาการจริงๆ ไชยันต์หาอะไรมาเถียงณัฐพลไม่ได้ ก็เลยพูดราวกับว่า ข้อวิจารณ์เรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่บน argument (ซึ่งณัฐพลอ้างผิด) เรื่องผู้สำเร็จราชการมานั่งเป็นประธานครม. ตอนปี 2493 ในสมัยจอมพล ป.

ไชยันต์คิดไปเองว่าข้อความนี้เป็นความที่สำคัญมาก แต่ความจริงแล้วไม่เลย! ข้อความนี้ไม่ได้เป็นปัญหาใจกลางอะไร ไม่เห็นใครจะพูดถึง

ไชยันต์เองก็รู้ดีว่าเวลาคนวิจารณ์สถาบันกษัตริย์เรื่องแทรกแซงการเมือง เขาพูดถึงกรณีอื่นทั้งนั้น (ในคลิป ไชยันต์ก็พูดเองถึงหลายกรณี เช่น 6 ตุลาฯ เมษาฮาวาย พฤษภา 35 รัฐประหาร 49 ฯลฯ)

แถมข้อความที่อ้างผิดนั้น ไม่ได้หักล้าง argument หลักเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองตรงไหนเลย เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญ ในหนังสือที่ณัฐพลมีถึงบัณฑิตวิทยาลัยเรื่องขอแก้ไขข้อความ เขาชี้ให้เห็นว่าในเอกสารที่อ้างผิดนั้น ที่ถูกต้องคือพูดถึงการแทรกแซงของผู้สำเร็จราชการ ผ่านการแต่งตั้งสว. ซึ่งขัดแย้งกับรัฐบาลจอมพลป. นี่ก็ตอกย้ำเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์อยู่ดี!


ความผิดพลาดและความสำเร็จของงานวิชาการ

งานของณัฐพลอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติในทางวิชาการ มันผิดพลาดได้ วิจารณ์กันอย่างสร้างสรรค์ได้ ถ้ามีการตีพิมพ์ใหม่ มันก็ปรับปรุง แก้ไขได้ การทำหนังสือมันจึงมีฉบับปรับปรุงใหม่ อัพเดตเพิ่มเติมอยู่เสมอ

ในคำนำเสนอของธงชัย ในเล่ม “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรีย์” ธงชัยอธิบายแล้วว่าเชิงอรรถบางส่วน การอ้างอิง การตีความบางจุดเล็กๆ อาจมีข้อผิดพลาด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ประเด็นหลัก ที่ประมวลมาจากหลักฐานมหาศาล มันคลาดเคลื่อนไป

ที่หนังสือมันเป็นที่นิยมในขณะนี้ ก็เพราะมันใช้หลักฐานและมีพลังในการอธิบายในเรื่องที่คนกำลังสงสัยใคร่รู้ คือการแทรกแซงการเมืองของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้น ถ้าคนอย่างไชยันต์ ยังจะอ้างความเป็นวิชาการ ก็ควรจะเขียนโต้ออกมาอย่างจริงๆ จังๆ แล้วให้สังคมตัดสินเองว่าใครอธิบายได้ดีกว่ากัน


จุดประสงค์ที่แท้จริงของไชยันต์

น่าสมเพชที่ไชยันต์กลับเลือกใช้วิธีกล่าวหาว่างานณัฐพลเขียนแบบ “เต้า” ขึ้นมา มี agenda มั่วๆ ขึ้นมาเอง อ้างอิงก็ผิดพลาด ตีความเกินหลักฐาน

ถ้าไชยันต์เอาแต่จี้ สนใจเรื่องจุ๋มจิ๋ม โวยวายเรื่องอ้างอิงผิดอยู่อย่างนั้น ไม่เอาประเด็นหลักมาคุย คนอย่างไชยันต์ก็ไม่ได้ต่างจากพวกโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายกษัตริย์นิยมทั่วไป คือตีตรานักวิชาการและนักศึกษาที่อ่านงานแบบนี้แล้วว่าล้มเจ้า โดยอภิปรายไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วงานพวกนี้มีปัญหายังไง นอกจากเก็บเล็กเก็บน้อย เอาเรื่องยิบย่อยมาขยายความให้ใหญ่เกินจริง

ความไม่เป็นวิชาการของข้อวิจารณ์ของไชยันต์ เห็นได้จากการที่ยังไม่มี “นักวิชาการ” จริงๆ ออกมาสนับสนุนไชยันต์เลย มันแสดงว่าข้อวิจารณ์ของไชยันต์ มันไม่มีความเข้มแข็งอะไรในมุมมองทาง “วิชาการ” เลย

ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ไชยันต์ทำ ไชยันต์กำลังเล่นการเมือง ข้อวิจารณ์ที่เขาพูดและเขียน เป็นการกล่าวหาและล้มล้างกันในทางการเมือง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับวิชาการ พวกกองเชียร์ที่พยายามโยงให้เป็นเรื่องวิชาการ อันที่จริงแล้วไม่มีใครมีพื้นฐานวิชาการจริงๆ เลย

ยกตัวอย่างเช่นคนอย่าง “อาจารย์อานนท์” พอดีได้ตามเฟสบุ๊คของเขา ตอนเขาออกมาหนุนไชยันต์เมื่อหลายวันก่อน เขายังไม่ได้อ่านงานณัฐพลเลย เพิ่งโพสต์ตามหาหนังสือ ตามโหลด แต่ก็เข้ามาเชียร์ไชยันต์เต็มที่ กล่าวหาว่างานณัฐพลลวงโลก ไร้มาตรฐานทางวิชาการ


ไชยันต์พูดหลายครั้ง ว่าไม่ได้มาปกป้องสถาบันกษัตริย์เรื่องการแทรกแซงการเมือง แต่การออกมาประณามนักวิชาการอย่างณัฐพลอย่างรุนแรง ไม่จบไม่สิ้น ไม่เขียนเป็นบทความจริงจัง แต่มาพูดชุ่ยๆ ออกสื่อ (ฝ่ายขวา) โดยรู้ตัวอยู่ว่าพวกฝ่ายขวาก็เอาไปเผยแพร่ต่อแบบนี้ แถมจี้อยู่เรื่องเดียว คือเรื่องอ้างอิงผิด ทั้งๆ ที่ณัฐพลยอมรับและแก้ไขในทางวิชาการเรียบร้อยแล้ว ไชยันต์ก็ยังไม่ลดละ มันแสดงว่าไชยันต์ไม่มีเหตุผลอื่นเลยนอกจากต้องการจะล้มล้างกันในทางการเมือง โดยใช้ข้ออ้างว่ากำลังทำภารกิจทางวิชาการ

เรื่องนี้มันงี่เง่าจนเหลือเชื่อ คนเป็นศาสตราจารย์น่าจะใช้ความรู้ความสามารถและสมองคิดอะไรให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ สิ่งที่ไชยันต์ทำอยู่นี่แหละ มันจะนำไปสู่สิ่งที่ตัวเองต้องการต่อต้าน นั่นก็คือ “ความขัดแย้ง ความรุนแรงทางการเมือง”

หมายเหตุ

ข้อความที่เขียนมานี้ เป็นปฏิกิริยาต่อคลิปสัมภาษณ์ไชยันต์ ไชยพร โดย Watch dog channel สองคลิป คือ

  1. สังคายนาประวัติศาสตร์ เผยแพร่วันที่ 14 ธันวาคม 2563
  2. พิสูจน์หลักฐาน สร้างเรื่อง… เผยแพร่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 (เข้าถึงเมื่อ 25 ธันวาคม 2563)

Unknown's avatar

Author: Din Buadaeng

A History Student

2 thoughts on “คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?”

  1. ถ้าไชยันต์คิดว่า อ.ป๊อก หรือ อ.ณัฐพล ควรทำเชิง “ประกาศเป็นทางการเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด” งั้นไชยันต์ก็ควร “ประกาศเป็นทางการเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด” เช่นกันหรือไม่ ? ในฐานะที่ไชยันต์ยังทำการแพร่ความเข้าใจผิดโดยโจมตีในเรื่องที่ได้รับการแก้ไขไปแล้ว ? สรุปตอนนี้ประเด็นคือพอไชยันต์โดนบีบในกรณีขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี แล้วไม่รู้จะพ่นอะไรต่อแล้ว เลยแถลงการณ์ไปที่ขอฝันใฝ่ ในฝัน อันเหลือเชื่อ นั่นคือข้อมูลชุดเดิมจากวิทยานิพนธ์ และได้รับการแก้ไขไปแล้วเพื่อ ? ฟังไปเหมือนเอาของฟ้าเดียวกันในฉบับไม่มีสาระมีแต่สาหร่าย มารีรันใหม่

    Like

Leave a comment