จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์โควิดทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่บ้าน กษัตริย์วิลเลิม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอแลนด์ (Willem-Alexander) พร้อมครอบครัว กลับมีแผนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศกรีซ  คลื่นความเห็นของประชาชนดัตช์ที่สะท้อนผ่านสื่อและวิพากษ์วิจารณ์การท่องเที่ยวส่วนตัวของกษัตริย์และครอบครัวในยามที่ประชาชนต้องสู้กับไวรัส ทำให้กษัตริย์วิลเลิมต้องยกเลิกการเดินทางและกล่าวผ่านกรมประชาสัมพันธ์ (Rijksvoorlichtingsdienst) ว่า “เราได้ทราบความคิดเห็นของผู้คนในสื่อแล้ว มันรุนแรงและสร้างความกังวลให้กับเรา … เราไม่ต้องการสร้างความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ให้กับประชาชนทั้งสิ้น เพื่อรับมือกับไวรัส จำเป็นอย่างยิ่งที่มาตรการต้องได้รับการปฏิบัติตาม ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเดินทางของเราไม่มีประโยชน์เลยต่อมาตรการเหล่านี้” ต่อมากษัตริย์วิลเลิม พร้อมกับราชินี โดยสำนักพระราชวัง (Koninklijk Huis)[1] ยืนยันว่าได้ยกเลิกการเดินทางไปยังกรีซแล้ว เพราะการเดินทางครั้งนี้ของกษัตริย์ได้ “ทำร้ายความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อเรา”

เหตุการณ์ข้างต้นทำให้เราเห็นว่า สถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์กับประชาชนยึดโยงกันอย่างเหนียวแน่น และมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มายาวนาน ถึงแม้ว่าสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์จะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือว่ามีอายุน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป แต่เชื้อมูลทางวัฒนธรรมที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์นั้นย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 จนถึงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมดัตช์ได้ปลดแอกตนเองออกมาจากสเปน

ในบทความนี้ เราจะมาสำรวจเส้นทางของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ตั้งแต่ปี 1464 ซึ่งสถาบันที่เรียกว่าสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป (Staten-Generaal) ได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนเนเธอแลนด์ ถึงปี 1848 ที่เกิดการปฏิรูปรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ โดยเน้นไปที่ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และ “สถาบันกษัตริย์ฉบับวัฒนธรรมดัตช์”[2] การมองเช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจที่มาและบทบาทของสถาบันทางการเมือง (ซึ่งรวมสถาบันกษัตริย์ไว้ด้วย) ได้อย่างถึงแก่น สถาบันกษัตริย์ไม่ใช่สถาบันที่อยู่ได้อย่างโดด ๆ แต่ต้องมีเครือข่ายและปฏิสัมพันธ์กับบริบทโดยรอบทั้งในเชิงเวลาและพื้นที่ บริบทที่ว่านี้เป็นทั้งสิ่งที่มองเห็นได้ เช่น บุคคลหรือสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ และสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งบทความนี้จะเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่ารูปแบบทางวัฒนธรรม ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์และความคิดความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ

บทความนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (I) พื้นฐานทางวัฒนธรรมการปกครองก่อนสาธารณรัฐดัตช์จะถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในปี 1581 (II) ช่วงเวลากว่าสองศตวรรษ (ปี 1581-1795) ของสาธารณรัฐดัตช์ (Republiek der Zeven Verenigde Nederlanden) และ (III) การเปลี่ยนแปลงสู่ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (Koninkrijk der Nederlanden) และปิดท้ายด้วยเหตุการณ์การปฏิรูปรัฐธรรมนูญในปี 1848

I

นับตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมัน (พื้นที่เนเธอแลนด์เป็นเสมือนชายขอบของจักรวรรดิ) มาจนถึงศตวรรษที่ 16 เนเธอแลนด์ถูกปกครองโดยอำนาจ “ภายนอก” ในศตวรรษที่ 14 ดินแดนซึ่งรวมประเทศเนเธอแลนด์ปัจจุบันเริ่มตกอยู่ภายใต้การปกครองของวงศ์เบอร์กันดี (Burgundy) ที่ต่อมาจะไปดองกับสายวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg) จึงทำให้ต่อมาในปลายศตวรรษที่ 15 ดินแดนส่วนนี้ที่เรียกกันว่ากลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ (Low Countries) ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก (Burgundian-Habsburg Empire) ในช่วงที่จักรวรรดิมีอำนาจมาก พื้นที่ของจักรวรรดิประกอบไปด้วยบริเวณเนเธอแลนด์ บางส่วนของดินแดนเยอรมัน บางส่วนของอิตาลี บางส่วนของออสเตรียและฮังการี โบฮีเมีย และสเปน

อย่างไรก็ตาม การปกครองไม่เคยเป็นไปอย่างสัมบูรณ์บนดินแดนของเนเธอแลนด์ เพราะผู้คนโดยทั่วไปมี “ศิลปะในการไม่ถูกปกครอง”[3] กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้คนมีความคุ้นเคยกับการปกครองตนเองมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น มีการตั้งคณะกรรมการบริหารน้ำ (hoogheemraadschapen) ที่เป็นพื้นที่ให้ประชาชน แม้ไม่ได้สังกัดชนชั้นสูง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของเนเธอแลนด์ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

ภาพ 1 เอกสารมหาสิทธิปี 1477 ที่มอบอำนาจการปกครองให้กับสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปของเมืองต่าง ๆ ในดินแดนเนเธอแลนด์ (ที่มา: Wikimedia)

ในช่วงการปกครองของจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก สถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป[4] ซึ่งเป็นตัวแทนในการปกครองเมืองต่าง ๆ ได้รับการสถาปนาขึ้นในปี 1464 โดยฟิลิปที่สาม ดยุกแห่งเบอร์กันดี (Philip III, Duke of Burgundy) ถึงกระนั้นหน้าที่ของสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปกลับเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้คนจากผู้ปกครองที่ต้องการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต่อมาในปี 1477 สิทธิในการปกครองตนเองของสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปก็ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการอีกครั้งโดยแมรี ดัชเชสแห่งเบอร์กันดี (Mary, Duchess of Burgundy) เอกสารรับรองนี้มีชื่อว่ามหาสิทธิ (Great Privilege) [ภาพ 1] ยิ่งไปกว่านั้น เอกสารนี้ยังกำหนดให้ผู้ปกครองต้องให้คำสัตย์สาบานต่อผู้ใต้ปกครองถึงอำนาจอันจำกัดของรัฏฐาธิปัตย์ สิทธิในการปกครองตนเองของดินแดนเนเธอแลนด์ (รวมไปถึงการเก็บภาษีและบริหารจัดการด้านการเงิน) ยังคงได้รับการรับรองต่อมาโดยชาร์ลส์ที่ห้า ลอร์ดแห่งเนเธอแลนด์ (Charles V, Lord of the Netherlands) ซึ่งมาจากวงศ์ฮับส์บูร์กและต่อมาจะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor)[5]

ในสมัยจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก ยังมีอีกตำแหน่งที่สำคัญ นั่นคือ ผู้ครองเมือง (Stadhouder) ตำแหน่งนี้มาจากการแต่งตั้งของผู้ปกครองเบอร์กันดีและฮับส์บูร์ก ผู้ครองเมืองเป็นเสมือน “ผู้สำเร็จราชการแทน” ในดินแดนเนเธอแลนด์ และเป็นตำแหน่งที่จะมีความสำคัญมากขึ้นในประวัติศาสตร์ดัตช์หลังจากการลุกฮือของเมืองต่าง ๆ เพื่อต่อต้านจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก และจะกลายเป็นรากฐานของสถาบันกษัตริย์ดัตช์ในเวลาต่อมา

คลื่นความเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงศตวรรษที่ 16 ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปคริสต์ศาสนาในดินแดนเยอรมันและการเกิดนิกายโปรเตสแตนต์ ลัทธิปฏิรูปได้กระจายตัวไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในยุโรปและพัฒนาขึ้นเป็นสายเฉพาะของตนเอง หนึ่งในนั้นคือลัทธิคาลวิน (Calvinism) ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวดัตช์อย่างมาก หลังจากฟิลิปที่สอง (Philip II) แห่งวงศ์ฮับส์บูร์กขึ้นเป็นลอร์ดแห่งเนเธอแลนด์ พร้อม ๆ กับได้นั่งบัลลังก์แห่งสเปน[6] เนเธอแลนด์ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปทำสงครามกับศัตรูของฮับส์บูร์ก ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสในสงครามอิตาลี หรือออตโตมัน (Ottoman) ที่กำลังแผ่อำนาจมาทางตะวันตก ที่สำคัญ การเปลี่ยนเป็นโปรเตสแตนต์ในดินแดนเนเธอแลนด์ทำให้ฟิลิปผู้ที่เชิดชูคาทอลิกประหัตประหารผู้คนที่หันไปนับถือโปรเตสแตนต์เป็นจำนวนมาก สงครามที่จะเกิดขึ้นตามมาระหว่างดัตช์และสเปนจึงไม่ใช่เพียงแค่สงครามทางการเมือง แต่เป็นสงครามศาสนาระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนต์โดยแท้จริง

ในปี 1567 ฟิลิปมีคำสั่งให้ตั้งศาลของผู้ก่อความไม่สงบ (Raad van Beroerten) เพื่อทำหน้าที่ลงโทษเหล่า “กบฏ” ทั้งทางการเมืองและศาสนา ต่อมาสภานี้ได้รับสมญานามว่า “ศาลเลือด” (Bloedraad) เนื่องจากได้พิพากษาโทษประหารจำนวนมาก การปกครองของฟิลิปได้สร้างแรงเสียดทานขึ้นมากมายและจะปะทุขึ้นเป็นการต่อต้านในเวลาไม่ช้า

ผู้นำคนสำคัญของขบวนการต่อต้านสเปนคือ วิลเลิม (William) ที่มาจากวงศ์ออรันเย-นัซเซา (Oranje-Nassau) เราจึงรู้จักวิลเลิมในชื่อ วิลเลิมแห่งออเรนจ์ (William of Orange) ตามภาษาอังกฤษ วิลเลิมเป็นหนึ่งในผู้ครองเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งโดยฟิลิปแห่งสเปน แต่วิลเลิมนั้นเป็นผู้สนับสนุนโปรเตสแตนต์ สงครามเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1568 เมื่อวิลเลิมนำทัพบุกเนเธอแลนด์จากดินแดนเยอรมัน ในช่วงแรก กองทัพของวิลเลิมถูกปราบโดยฮับส์บูร์ก และหลังจากนั้นไม่นานนัก ฮับส์บูร์กก็สถาปนาระบบภาษีใหม่ขึ้นมาที่เรียกเก็บเงิน 10% ของรายได้ทั้งหมดจากการค้าขาย ระบบภาษีใหม่นี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้นไปอีก วิลเลิมจึงใช้โอกาสนี้ในการรวมกำลังพลอีกครั้ง

เมืองต่าง ๆ ที่แยกกันปกครองอย่างเป็นอิสระในเนเธอแลนด์หันมาสนับสนุนวิลเลิม ตัวแทนของเมืองที่ต่อต้านสเปนเหล่านี้ได้รวมตัวกันที่เมืองดอร์ดเรคท์ (Dordrecht)[7] สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปแห่งฮอลแลนด์ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญด้านการค้าของเนเธอแลนด์ได้เข้าร่วมการรวมตัวครั้งนี้ด้วยและเลือกวิลเลิมขึ้นเป็นผู้ครองเมืองอีกครั้งในปี 1572 ตามธรรมเนียมแล้ว ตำแหน่งนี้ต้องได้รับการแต่งตั้งจากผู้ปกครองจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก การเลือกวิลเลิมเป็นผู้ครองเมืองครั้งนี้จึงถือได้ว่าเป็นการชิงอำนาจมาจากจักรวรรดิอย่างเห็นได้ชัด และเป็นอำนาจที่มาจากการสนับสนุนของฐานล่างด้วย

ถึงกระนั้น การต่อต้านครั้งนี้อาจมองได้อีกทางว่าไม่ได้เป็นการตัดขาดจากกษัตริย์สเปน เพียงแต่ดัตช์ต้องการสิทธิและเอกสิทธิ์ต่าง ๆ ในการปกครองตนเองกลับคืนมาเท่านั้น เพลงที่ถูกแต่งขึ้นในช่วงเวลานี้ (กล่าวคือประมาณ 1568-1572) นามว่า Het Wilhelmus มีเนื้อเพลงที่แสดงให้เห็นการประนีประนอมอยู่ ความว่า “ข้าพเจ้ายังคงให้เกียรติต่อกษัตริย์แห่งสเปนเสมอมา”[8] (เพลงนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นเพลงชาติเนเธอแลนด์ในศตวรรษที่ 20 เพลงนี้จึงเป็นเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและแสดงให้เห็นการเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์รัฐชาติเนเธอแลนด์สมัยใหม่เข้ากับยุคศตวรรษที่ 16) แต่สุดท้ายแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปลายทางของการต่อต้านนั้นก็คือการตัดขาดจากจักรวรรดิอยู่ดี จุดมุ่งหมายในการล้มล้างสเปนเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านสันติภาพแห่งเคนท์ (Pacification of Ghent) ในปี 1576 ซึ่งสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปทั้งเจ็ดจังหวัดมารวมตัวกันเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้แต่ละจังหวัดมักมีความไม่ลงรอยต่อกัน[9] ต่อมา การเกิดขึ้นของสหภาพแห่งอือเตร็คต์ (Union of Utrecht) ในปี 1579 จึงเป็นการประกาศพันธมิตรอย่างเป็นทางการของทั้งเจ็ดจังหวัดเพื่อต่อสู้กับสเปน สหภาพแห่งอือเตร็คต์จึงเป็นเสมือนธรรมนูญการปกครองฉบับแรกของดัตช์

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ดัตช์เองก็เลือกดยุกแห่งอ็องฌู (Duke of Anjou) จากราชวงศ์ฝรั่งเศส มาเป็น “กษัตริย์หุ่นเชิด” ให้กับดินแดนเนเธอแลนด์ ด้วยเหตุผลเชิงสัญลักษณ์และในฐานะยุทธศาสตร์ในการขอแรงสนับสนุนจากฝรั่งเศสเท่านั้น อำนาจจริงยังคงอยู่ในมือวิลเลิมและเหล่าเมืองที่ต่อต้านสเปน อ็องฌูที่เป็นคาทอลิกไม่ได้รับความนิยมจากดัตช์ จังหวัดที่ทรงอิทธิพลอย่างฮอลแลนด์และเซลันด์ก็ไม่ยอมรับอ็องฌูเป็นองค์อธิปัตย์ อ็องฌูจึงคิดที่จะครองอำนาจโดยการใช้กำลังเข้ายึดครองเมืองเฟลมิช (Flemish) ทางตอนใต้ของเนเธอแลนด์ แต่ก็พ่ายแพ้และต้องหนีไป วิลเลิมจึงยังคงได้เป็นองค์อธิปัตย์ที่มาจากอำนาจอธิปไตยของชาวดัตช์ต่อไป

ถึงตรงนี้ เราจะเริ่มเห็นรูปแบบทางวัฒนธรรมของสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าอธิปไตยของปวงชน (popular sovereignty) เกิดขึ้น คำคำนี้อาจดูเหมือนเป็นคำที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยนักวิชาการสมัยใหม่เพื่อให้นิยามกับปรากฏการณ์ในอดีต แต่จริง ๆ แล้ว คำนี้ปรากฏตั้งแต่ในศตวรรษที่ 16 นั่นคือ souveraineté du peuple ซึ่งตรงกันข้ามกับ majestas populi ในปี 1577 คำปรึกษาของจอห์นแห่งออสเตรีย (John of Austria) ต่อฟิลิปที่สองก็แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายจักรวรรดิเองก็พอจะเข้าใจความหมายของ souveraineté du peuple เช่นกัน จอห์นแห่งออสเตรียกล่าวว่า ชาวดัตช์ “ยอมรับเขา [วิลเลิม] ราวกับว่าเขาคือพระผู้มาโปรด (Messiah) และพวกดัตช์ก็รับรองเขาให้เป็นลอร์ดและผู้ปกครอง”

II

ในปี 1581 พันธมิตรทั้งเจ็ดจังหวัดของสหภาพแห่งอือเตร็คต์ก็ประกาศแยกตัวจากจักรวรรดิอย่างเป็นทางการผ่านคำประกาศอิสรภาพ (Plakkaat van Verlatinghe หรือ Act of Abjuration) แต่สงครามกับสเปนก็ยังคงดำเนินต่อไป คำประกาศอิสรภาพนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านใบประกาศ (plakkaat) [ภาพ 2] ที่ใช้ประกาศคำสั่ง กฎ ข้อบัญญัติ ฯลฯ และจะถูกนำไปแปะตามส่วนต่าง ๆ ของเมือง (ต่อมาใบประกาศเหล่านี้ได้ถูกนำไปใช้ในดินแดนของดัตช์ในเอเชียด้วย)

ปัญหาที่ตามมาหลังคำประกาศอิสรภาพคือสภาวะอิหลักอิเหลื่อ ชาวดัตช์ยังมีความคิดที่ไม่แน่นอนว่ารัฐของตนเองจะควรเป็นแบบไหน แม้ว่าธรรมเนียมของยุโรปในช่วงเวลาเดียวกันคือการมีสถาบันกษัตริย์ แต่ชาวดัตช์เองก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ต้องการรัฐในรูปแบบนั้น คำอธิบายของคำประกาศอิสรภาพที่ปรากฏในใบประกาศแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง souveraineté du peuple ในใบประกาศเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้นำ” (hoofd) ควรจะมีลักษณะอย่างไร เช่น ต้องปกครองปวงชนด้วยเหตุผลและความยุติธรรม ปวงชนเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตามที่ผู้นำสั่งในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะผู้นำที่ไม่มีความยุติธรรมและปกครองปวงชนอย่างทาส ต่อมาข้อถกเถียงที่ว่ารัฐของชาวดัตช์จะเป็นไปในรูปแบบไหนแพร่หลายอยู่ตามสิ่งพิมพ์ที่ในทางประวัติศาสตร์ยุคต้นสมัยใหม่ (early modern) เรียกว่าจุลสาร (pamphlet) ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างการปกครองของส่วนต่าง ๆ ในยุโรปถูกนำมากล่าวถึงไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐในยุคโบราณ รูปแบบในอิตาลี หรือที่สำคัญคือรูปแบบของสวิส (Swiss) ที่มีลักษณะเป็นไปในทางสหพันธรัฐ (confederacy) แม้ว่า “การเปลี่ยนเป็นสวิส” (turning Swiss) จะเป็นโมเดลหนึ่งที่ถูกนำมาพูดถึงเกี่ยวกับรูปแบบรัฐของดัตช์ในอนาคต แต่ท้ายที่สุดแล้ว ดัตช์ก็เลือกที่จะ “เปลี่ยนเป็นดัตช์” (turning Dutch) มากกว่าที่จะตามโมเดลของรัฐอื่น ๆ[10] กล่าวคือ ยังคงยึดสหภาพแห่งอือเตร็คต์ในปี 1579 ที่จังหวัดต่าง ๆ มารวมกันและสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปแต่ละจังหวัดเลือกผู้นำจากวงศ์ออรันเย-นัซเซา (หนึ่งในนั้นคือวิลเลิม) ขึ้นมาเป็นผู้ครองเมืองของเนเธอแลนด์

ภาพ 2 ใบประกาศ (plakkaat)ที่ประกาศคำประกาศอิสรภาพในปี 1581 (ที่มา: Wikimedia)

หลังจากวิลเลิมถูกลอบสังหารในปี 1584 โดยบาลทาซาร์ เคราด (Balthasar Gérard) ผู้ที่เป็นคาทอลิกและสนับสนุนฟิลิป สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปได้เลือกมอริส (Maurice) ลูกชายคนที่สองของวิลเลิม ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 17 ปี ขึ้นเป็นผู้ครองเมือง[11] ต่อมาในเดือนเมษายนปี 1588 สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปประกาศการปกครองตนเอง และในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกันก็ได้รับชัยชนะเหนือกองทัพเรือสเปน (แต่ไม่ได้หมายความว่าสเปนยอมแพ้) Republiek der Zeven Verenigde Nederlanden หรือสาธารณรัฐดัตช์จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

ในช่วงที่สาธารรัฐดัตช์ดำรงอยู่กว่าสองร้อยปี (1588-1795) สังคมดัตช์เผชิญกับพลวัตต่าง ๆ มากมาย ที่สำคัญคือการเติบโตอย่างมหาศาลของการค้าระดับโลก ในปี 1602 มีการก่อตั้งบริษัทดัตช์อินเดียตะวันออก (Vereenigde Oostindische Compagnie, VOC) ตามมาด้วยบริษัทดัตช์อินเดียตะวันตก (Geoctroyeerde West-Indische Compagnie, WIC) ในปี 1621 ศิลปะดัตช์อยู่ในยุคเฟื่องฟูจนพัฒนาขึ้นเป็นแนวทางของตนเองที่เรียกว่าภาพชีวิตประจำวัน (genre painting) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องทางโลกและชีวิตของสามัญชนคนธรรมดา รวมไปถึงศีลธรรม (ภาพ 3) สังคมดัตช์ยังได้ผลิตหนังสือเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถเผยแพร่ไปยังส่วนต่าง ๆ ของเนเธอแลนด์ผ่านโครงข่ายของคลองและบริการทางน้ำต่าง ๆ ถึงกระนั้นสงครามกับสเปนก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งปี 1648  ที่เกิดสนธิสัญญาสันติภาพเวสท์ฟาเลีย (Peace of Westphalia) อันเป็นสนธิสัญญาที่ยุติสงครามที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาททางศาสนาระหว่างคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ สงครามดัชต์กับสเปนที่กินเวลากว่า 80 ปี (1568-1648) ก็เป็นหนึ่งในสงครามเหล่านี้

ภาพ 3 ภาพวาด จงระวังความหรูหรา (Beware of Luxury)โดยยาน สตีน (Jan Steen) ในปี 1663 (ที่มา: Wikimedia)

แม้ว่าผู้ครองเมืองจะไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ แต่เมื่อดัตช์ต้องทำการทูตกับรัฐอื่น ๆ ตำแหน่งผู้ครองเมืองที่ต้องทำหน้าที่เจริญสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์อื่น ๆ ก็ถูกมองว่ามีศักดิ์เทียบเท่า “กษัตริย์” ไปโดยปริยาย หรือที่เรียกว่า “ตัวแทนราชวงศ์” (surrogate dynasty) ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือเมื่อดัตช์เข้ามาทำการทูตในอยุธยา ราชสาส์นตอบโต้ระหว่างดัตช์และกษัตริย์อยุธยาก็เรียกผู้ครองเมืองว่าเป็น “กษัตริย์แห่งฮอลแลนด์” (den coninck van Hollandt)[12]  แต่ชาวยุโรปอย่างอังกฤษกลับไม่มองเช่นนั้น ดัตช์และอังกฤษต่างก็มีสัมพันธ์ทางการทูตกับโชกุนแห่งญี่ปุ่นในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ในขณะที่ดัตช์มีผู้ครองเมืองเป็นตัวแทนในฐานะกษัตริย์เมื่อเข้าเฝ้าโชกุน ฝั่งอังกฤษที่เข้าเฝ้าโชกุนเช่นเดียวกันกลับกล่าวว่า “พวกดัตช์ไม่มีกษัตริย์ที่ฮอลแลนด์ แต่ถูกปกครองโดยเคานท์ หรือในอีกทางหนึ่ง พวกดัตช์ต่างหากที่ปกครองเคานท์”[13]  คำกล่าวของฝั่งอังกฤษที่เข้าเฝ้าโชกุนแสดงให้เห็นว่าอังกฤษเองก็เข้าใจสถานะของผู้ครองเมืองที่ถูกจำกัดด้วยอำนาจของสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปที่เป็น “ตัวแทน” ของชาวดัตช์ (ถึงกระนั้น ความย้อนแย้งกำลังจะเกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (The Glorious Revolution) ของอังกฤษ เพราะวิลเลิมที่สามจะได้แต่งงานกับราชวงศ์สจวต (Stuart) และขึ้นเป็นกษัตริย์อังกฤษในปี 1689)

พลวัตที่สำคัญอีกระลอกเกิดขึ้นเมื่อสาธารณรัฐดัตช์เผชิญกับช่วงเวลาที่ไร้ผู้ครองเมือง ช่วงแรกคือระหว่างปี 1650-1672 และช่วงที่สองคือ 1702-1747 ในช่วงแรก เมื่อวิลเลิมที่ 2 ผู้ครองเมืองขณะนั้นเสียชีวิต ทายาทสืบทอดยังมีอายุเพียงแค่ 9 วัน สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปจึงตัดสินใจไม่เลือกผู้ครองเมืองอีก ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) ด้วยเช่นกัน เพราะครอมเวลล์เกรงว่าผู้ครองเมืองของเนเธอแลนด์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์สจวตของอังกฤษ จะทำให้ราชวงศ์สจวตกลับมาครองบัลลังก์อังกฤษอีก อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์สจวตก็กลับมาอีกครั้งในปี 1660 ซึ่งทำให้สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปเปลี่ยนใจที่จะนำผู้ครองเมือง (วิลเลิมที่ 3 ที่ต่อมาจะไปครองอังกฤษด้วย) กลับมา แต่ก็ยังอยู่ในความควบคุมของเหล่าชนชั้นนำดัตช์อย่างมาก ช่วงที่สองคือระหว่างปี 1702-1747 สาเหตุในครั้งนี้คือผู้ครองเมืองคนปัจจุบันนั้นเป็นทายาทสายตรงคนสุดท้ายของวิลเลิมคนแรก สถานะของผู้ครองเมืองจึงหยุดลง แต่หลังจากที่สงครามในยุโรปเกิดขึ้น (สงครามการสืบบัลลังก์ออสเตรียที่ทำให้เกิดข้อพิพาทในดินแดนเนเธอแลนด์ และการบุกของกองทัพฝรั่งเศส) ทำให้สภาผู้แทนจังหวัดทั่วไปและชาวดัตช์หลายคนต้องการ “ผู้นำ” มานำสาธารณรัฐอีกครั้ง วิลเลิมที่สี่ (ไม่ใช่สายตรง เพราะสืบทอดมาจากน้องชายของวิลเลิมคนแรก) จึงขึ้นมาเป็นผู้ครองเมืองในปี 1747 ตรงนี้ทำให้เห็นว่าสถานะผู้ครองเมืองนั้นขึ้นอยู่กับทั้งการตัดสินใจของสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป เสียงของชาวดัตช์ และปัจจัยภายนอกสาธารณรัฐ

ควรกล่าวด้วยว่า ในช่วงเวลาของสาธารณรัฐดัตช์ พลังทางวัฒนธรรมของลัทธิคาลวินมีอิทธิพลอย่างมาก (ทั้งในเนเธอแลนด์และอาณานิคมของดัตช์ในเอเชีย เช่น ศรีลังกา) ไซมอน ชามา (Simon Schama) นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาวัฒนธรรมของสาธารณรัฐดัตช์ ได้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า “ความอายของผู้มั่งคั่ง” (The Embarrassment of Riches) ลัทธิคาลวินนั้นสนับสนุนความเรียบง่าย สมถะ และถ่อมตน ถึงแม้ว่าเนเธอแลนด์จะมั่งคั่งขึ้นอย่างมหาศาลจากการค้า โดยเฉพาะฮอลแลนด์และเซลันด์ แต่ด้วยพลังทางวัฒนธรรมของลัทธิคาลวิน การแสดงออกถึงความมั่งคั่ง โอ่อ่า จึงเป็นเรื่อง “น่าอาย” วิธีคิดของลัทธิคาลวินน่าจะมีผลต่อการแสดงออกต่อเหล่าชนชั้นปกครองด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เอิร์นส์ คอสมาน (Ernst Kossmann) นักประวัติศาสตร์ดัตช์ กล่าวว่าลัทธิคาลวินนั้นมีส่วนผสมของพลัง “ปฏิวัติ” อยู่สูง เนื่องมาจากลัทธิคาลวินให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นรูปธรรมไม่น้อยไปกว่านามธรรม สถาบันทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่ถูกจับจ้องเพื่อทำให้การปกครองเป็นไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คำอธิบายของคอสมานนั้นไม่น่าแปลกใจ หากมองว่ารากฐานของลัทธิคาลวินก็คือการปฏิรูปศาสนาของโปรเตสแตนต์ที่วิพากษ์วิจารณ์ “ทรราช” ของศาสนจักรมาก่อน

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 สังคมดัตช์เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างหนักอีกครั้ง ทั้งสงครามกับอังกฤษ การค้าที่เริ่มซบเซา และที่สำคัญคืออิทธิพลของคณาธิปไตย (oligarchy) กล่าวคือ แวดวงชนชั้นนำ ซึ่งรวมถึงผู้ครองเมือง (วิลเลิมที่ห้า) ต่างก็สมประโยชน์อยู่ในกลุ่มคนสนิทและเครือญาติของพวกตนเท่านั้น งานศิลปะเริ่มหันออกห่างจากแนวภาพที่ถ่ายทอดชีวิตสามัญธรรมดา แล้วให้ความสำคัญกับกลุ่มกระฎุมพีชั้นนำ งานจิตรกรรมของอดริอาน เดอ เลลี (Adriaan de Lelie) เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด (ภาพ 4) ช่องว่างระหว่างชนชั้นในช่วงเวลานี้จึงถ่างออกมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพ 4 ภาพวาดของตระกูลวาน ลูน (Van Loon) โดยเดอ เลลี (ที่มา: Wikimedia)

พลังของ souveraineté du peuple จึงกลับมาทำงานอีกครั้งผ่านขบวนการที่เรียกว่าขบวนการผู้รักชาติ (Patriotten) ซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นในปี 1780 ขบวนการผู้รักชาตินั้นมีท่าทีที่ต่อต้าน “กลุ่มกษัตริย์นิยม” (Orangist) ซึ่งสนับสนุนกลุ่มชนชั้นนำและเคยเรียกร้องให้นำผู้ครองเมืองกลับมาในปี 1747 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เจ้าชาย” ในวงศ์ออรันเย-นัซเซาทั้งหลาย (อิทธิพลของขบวนการผู้รักชาตินั้นมีให้เห็นที่เคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ด้วยเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทดัตช์อินเดียตะวันออก กลุ่มขบวนการผู้รักชาติที่เคปทาวน์ได้เรียกร้องไปยังกรรมการกลางของบริษัทให้คืนอำนาจการปกครองให้กับเคปทาวน์)[14] ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 สำนึกอัตลักษณ์ดัตช์ในระดับชาติ (ไม่ใช่แยกเป็นจังหวัดหรือเมือง) เริ่มก่อตัวขึ้น ตรงนี้เห็นได้จากเพลงดัตช์ที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลานี้จะเน้นย้ำไปที่อารมณ์ความรู้สึกร่วมในการรัก “แผ่นดินพ่อ” (vaderland) และใช้สรรพนามว่า “เรา” (wij) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงดูเหมือนว่าจะไม่ได้มาจากปัจจัยภายในแต่เพียงเท่านั้น เมื่อกองทัพปฏิวัติจากฝรั่งเศสบุกเข้าครอบครองสาธารณดัตช์ในปี 1795 และสถาปนาสาธารณรัฐบัตตาเวีย (Bataafse Republiek)[15] ขึ้นมา

III

การก่อตั้งสาธารณรัฐบัตตาเวียจึงเป็นโอกาสในวิกฤตของกลุ่มที่สนับสนุนการปฏิรูป (วิลเลิมที่ห้าเองก็หนีไปอังกฤษและไม่กลับมาอีกเลย) ต่อมา มีการจัดการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพื่อเลือกบุคคลเข้าไปเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (Nationale Vergadering) ซึ่งมาแทนที่ผู้แทนจังหวัดโดยทั่วไป แต่สิทธิการเลือกตั้งก็ยังจำกัดอยู่แค่ผู้ชาย (ที่มีอายุเกิน 20 และไม่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์) เท่านั้น การประชุมของสมัชชาแห่งชาติเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 1796 หนึ่งในวาระพิจารณาก็คือการร่างธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่สหภาพแห่งอือเตร็คต์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1579 ธรรมนูญฉบับใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ (เช่นที่ร่างโดยยาน สคิมเมิลเพินนิก (Jan Schimmelpenninck) ในปี 1805 ผ่านคำสั่งของนโปเลียน) จะทำให้รัฐของดัตช์มีความเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้แต่ละจังหวัดต่างก็มีทั้งอำนาจและสำนึกในความเป็นดัตช์ในแบบของตนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส ธรรมนูญใหม่ของดัตช์จึงยังไม่เสถียร นอกจากนี้ ในปี 1806 ดัตช์ได้จัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นครั้งแรกที่การศึกษากลายมาเป็นความรับผิดชอบของรัฐโดยรวม ไม่ใช่ของเมือง โบสถ์ หรือเอกชนอีกต่อไป

ปีเดียวกัน (1806) นโปเลียนได้ให้น้องชายของตนหรือหลุยส์ โบนาปาร์ต (Louis Bonaparte) เข้ามาปกครองดินแดนดัตช์ การมาถึงของหลุยส์จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเนเธอแลนด์จนถึงปัจจุบัน นโปเลียนเองก็ใช้คำว่า “ผู้ครองเมือง” (stathouder) กับ “กษัตริย์” (roi) สลับกันไปมาเมื่อกล่าวถึงตำแหน่งที่หลุยส์จะต้องถือครอง ถึงแม้ว่าการเข้ามาของหลุยส์จะได้รับการต้อนรับจากชาวดัตช์บางกลุ่ม แต่ส่วนหนึ่งก็ตั้งคำถามถึงคุณค่าความเป็นดัตช์ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ และการปกครองตนเองในแบบสาธารณรัฐ ฉะนั้น บางส่วนจึงต่อต้านการปกครองของหลุยส์ ด้วยแรงเสียดทานที่มีเช่นนี้ หลุยส์ก็พยายามที่จะสถาปนาระบบราชธรรมนูญ (monarchic constitution) และคงสถาบันที่มีอยู่แล้วในสาธารณรัฐไว้ ในปี 1808 ปีเตอร์ ลีโอนาร์ด วาน เด คาสตีล (Pieter Leonard van de Kasteele) ได้รับการแต่งตั้งจากหลุยส์ให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น วาน เด คาสตีลนั้นเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์กับขบวนการผู้รักชาติและเป็นตัวแทนในสมัชชาแห่งชาติมาก่อน หลุยส์มอบหมายให้วาน เด คาสตีลร่างธรรมนูญที่ผสมผสานความคิดทั้งของมงแต็สกีเยอ (Montesquieu) และรูโซ (Rousseau) โดยเฉพาะแนวคิดสัญญาประชาคม (contrat social) รัฐธรรมนูญของวาน เด คาสตีลนี้เองที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสภาแห่งชาติ (Landsvergadering) ซึ่งเป็นสภาที่ประกอบไปด้วยสองส่วน ได้แก่ ส่วนวุฒิสภา (Senate) ซึ่งแต่งตั้งผ่านหลุยส์ กับส่วนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังมอบอำนาจให้กับกษัตริย์อยู่มากทีเดียว ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และเอกสิทธิที่หลุยส์สามารถเมินเฉยต่อสภาได้

หลุยส์เองก็พยายามประนีประนอมกับ souveraineté du peuple เพราะการทำเช่นนี้เป็นหนทางที่จะทำให้ตัวเขาเองได้รับการยอมรับจากชาวดัตช์ ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างความใกล้ชิดกับสามัญชน ในปี 1807 หลังจากเหตุการณ์ระเบิดของเรือขนดินปืนที่เมืองไลเดน (Leiden) ซึ่งคร่าชีวิตของผู้คนไปกว่า 151 คน รวมไปถึงความเสียหายของตึกรามบ้านช่องกว่า 200 หลัง แทบจะทันทีหลังจากทราบข่าว หลุยส์ โบนาปาร์ตเดินทางมายังไลเดนเพื่อช่วยเหลือผู้คนจากความเสียหายครั้งนี้ (ภาพ 5) และได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนถึงความใส่ใจของผู้ปกครอง คาเรล โลเดเวค ฮานเซน (Carel Lodewijk Hansen) ถ่ายทอดบรรยากาศการมาเยือนของหลุยส์ไว้ในภาพจิตรกรรมของเขาด้วย นอกจากนี้ โครงการต่าง ๆ ของหลุยส์ เช่น การสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (Rijksmuseum) ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างสำนึกอัตลักษณ์รวมหมู่ของชาวดัตช์ในระดับชาติด้วยเช่นกัน

ภาพ 5 การมาถึงของหลุยส์ โบนาปาร์ต ที่เมืองไลเดนในปี 1807 หลังจากเหตุระเบิดของเรือดินปืนที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตของผู้คนและบ้านเรือนจำนวนมาก (หลุยส์ยืนอยู่ที่มุมซ้ายล่างของภาพ) [ที่มา: Rijksmuseum]

การปกครองในแบบของหลุยส์ดูเหมือนจะไม่ตรงกับความต้องการที่พี่ชายของเขาหรือนโปเลียนอยากจะให้เป็น เพราะการปกครองของหลุยส์นับวันยิ่งจะหลีกห่างจากจักรวรรดิของนโปเลียนไปทุกที ในปี 1809 นโปเลียนจึงใช้ข้ออ้างเรื่องภัยคุกคามจากการรุกรานของอังกฤษในการรวบเนเธอแลนด์เข้าสู่จักรวรรดิ กองทัพของฝรั่งเศสได้เข้าควบคุมอัมสเตอร์ดัมในเดือนมิถุนายน ปี 1810 หลุยส์ โบนาปาร์ตตัดสินใจสละราชสมบัติในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน เป็นผลให้รัฐธรรมนูญฉบับวาน เด คาสตีลไม่ถูกนำมาใช้ การปกครองของนโปเลียนหลังจากสมัยหลุยส์มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น มีการเดินทัพไปยังรัสเซียและเกณฑ์ชาวดัตช์กว่า 15,000 คนให้เข้าร่วมด้วย มีการห้ามเนเธอแลนด์ค้าขายกับอังกฤษและชาตินอกยุโรปอื่น ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจดัตช์ทรุดตัวลงไปอีก เพราะบริษัทการค้าของดัตช์ก็ล้มละลายไปตั้งแต่ปี 1795 สิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อไฟให้กับความขุ่นเขื่องของดัตช์ที่มีต่อฝรั่งเศส สายตาของชาวดัตช์จึงมุ่งไปยัง “ผู้นำ” ออรันเยอีกครั้ง

หลังจากนโปเลียนเริ่มแพ้ในสงครามกับสหสัมพันธมิตร (European Coalition) ในปี 1813 วิลเลิมที่หก (บุตรของวิลเลิมที่ห้า) ได้เดินทางเข้ามายังเนเธอแลนด์ และจะกลายเป็นกษัตริย์วิลเลิมที่หนึ่งแห่งออรันเย (William I of the Netherlands) ในอีกสองปีต่อมา กษัตริย์วิลเลิมไม่เพียงแต่เป็นกษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์เท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นกษัตริย์ในดินแดนอาณานิคมต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาจากพื้นที่ของบริษัทดัชต์อินเดียตะวันออก/ตกทั้งหลายด้วย อาณานิคมสำคัญอยู่บนเกาะชวา ซึ่งพัฒนาเป็นเนเธอแลนด์อินเดียตะวันออก (Nederlandsch-Indië) มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ในภาพเหมือนภาพหนึ่ง กษัตริย์วิลเลิมชี้ไปยังแผนที่บางส่วนของเกาะชวา ซึ่งประกอบไปด้วยบันเติน จาการ์ตา และซิเรบอน (ภาพ 6) ภาพนี้จึงแสดงให้เห็นความเป็นเจ้าของเหนืออาณานิคมของกษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์ด้วย นี่คือเส้นทางของวงศ์ออรันเยผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ครองเมืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และได้กลายเป็นราชวงศ์ออรันเยมาจนถึงปัจจุบัน ชนชั้นนำที่เคยรับใช้หลุยส์ก็เข้ามารับใช้วิลเลิมที่หนึ่งแห่งออรันเยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็คือรากฐานของสถาบันกษัตริย์และสำนึกชาตินิยมที่หลุยส์ โบนาปาร์ตได้สร้างไว้นั่นเอง น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ชาตินิยมของดัตช์มักละเลยความพยายามในการสร้างชาตินิยมในสมัยของหลุยส์ เพียงเพราะเขาเป็น “กษัตริย์ผู้แปลกหน้า”

ภาพ 6 ภาพเหมือนของกษัตริย์วิลเลิมที่หนึ่งแห่งเนเธอแลนด์ วาดโดยโยเซฟ ปาลิงค์ (Joseph Paelinck) ในปี 1819 (ที่มา: Rijksmuseum)

ราชอาณาจักรเนเธอแลนด์ไม่ได้สร้างตนเองขึ้นมาจากเถ้าถ่าน แต่มีประวัติศาสตร์กว่าสองศตวรรษก่อนหน้า เมื่อเนเธอแลนด์เริ่มสร้างภูมิกายา (geo-body)[16]  ของชาติให้มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ดินแดน เช่น เบลเยียม ที่มีความไม่ลงรอยทางวัฒนธรรม อาทิ ศาสนาและภาษา รวมไปถึงปัญหาทางเศรษฐกิจได้แยกตัวออกไปในปี 1831 นอกจากภูมิกายาของชาติแล้ว สิ่งที่ต้องสร้างเสถียรภาพก็คือรูปแบบการปกครองผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่มีมาตั้งแต่สมัยนโปเลียนมอบอำนาจให้กับกษัตริย์อย่างมาก เช่น เป็นการเป็นจอมทัพ บทบาททางการทูต การมีอำนาจสถาปนากรมหรือแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไม่ขึ้นตรงต่อสภาสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป (ซึ่งได้รับการฟื้นฟูกลับมาในปี 1814 และมีโครงสร้างแบ่งเป็นสองส่วน) การมีอำนาจส่งข้อเสนอให้สภา รวมไปปัดตกข้อเสนอจากสภา เป็นต้น นอกจากนี้ กษัตริย์ยังมีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกในสภาสูงหรือวุฒิสภาด้วย สิทธิการเลือกตั้งที่กำหนดด้วยคุณสมบัติทำให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งในสัดส่วนที่น้อยมาก ในช่วงเวลานั้น อัมสเตอร์ดัมมีประชากรราว 215,297 คน แต่มีเพียง 6,000 คนเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตั้ง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐธรรมนูญจึงเริ่มดังให้ได้ยิน นักการเมืองเสรีนิยม เช่น โยฮัน รูดอล์ฟ ธอร์แบคเกอ (Johan Rudolph Thorbecke) ที่มีพื้นเพมาจากชนชั้นกลางและเคยสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไลเดน ได้เผยแพร่งานทางการเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ธอร์แบคเกอจะมีความคิดที่รุนแรงมากขึ้น (radical) ในทศวรรษ 1840 ในเดือนธันวาคม ปี 1844 ธอร์แบคเกอและสมาชิกอีก 8 คนจากสภาล่างได้เสนอให้มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะถูกปัดตกในช่วงแรก แต่ในปี 1847 กษัตริย์วิลเลิมที่สองก็ตกลงรับบางหลักการ และในปีถัดมาข้อเสนอปฏิรูปก็เข้าสู่สภาล่างอีกครั้ง แต่หลักการที่ผ่านการรับรองนั้นเบามาก แทบจะไม่ตรงกับความต้องการส่วนใหญ่ของฝ่ายเสรีนิยม

คลื่นการปฏิวัติในยุโรปได้เริ่มต้นอีกครั้งในปี 1848 ผนวกกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจของเนเธอแลนด์ที่เม็ดเงินส่วนมากถูกนำไปลงทุนภายนอก (เช่น การสร้างอาณานิคมในอินโดนีเซียที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบริษัทดัตช์อินเดียตะวันออก) การประท้วงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ในช่วงปี 1845-1847 วิลเลิมที่สองรับรู้คลื่นการประท้วงเหล่านี้จากนักการเมืองรวมไปถึงข้าราชการ เจ้าหญิงโซฟี (Sophie) ที่แต่งงานกับดยุคในเยอรมัน ก็รายงานการประท้วงในเยอรมันให้วิลเลิมที่สองได้ทราบเช่นกัน

กษัตริย์วิลเลิมที่สองที่น่าจะมีประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อพลัง souveraineté du peuple ของชาวดัตช์ จึงยินยอมตกลงที่จะปฏิรูปรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง การปฏิรูปครั้งนี้รวมไปถึงการตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ สมาชิกจากสภาทั้งสองจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด สภาสูงมาจากการเลือกผ่านสมัชชา (Assembly) แต่ละจังหวัด สภาล่างผ่านการเลือกทางตรงโดยคณะเลือกตั้ง (Electorate) แม้ว่าสิทธิการเลือกตั้งยังคงจำกัดอยู่แค่ผู้ชายที่จ่ายภาษี (สิทธิการเลือกตั้งถ้วนหน้าของดัตช์เกิดขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในปี 1919 และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) การปฏิรูปครั้งนี้ยังทำให้ชาวคาทอลิกในดินแดนเนเธอแลนด์ได้รับเสรีภาพในการก่อตั้งสถาบันทางศาสนาด้วย การแก้ไขปฏิรูปรัฐธรรมนูญในปี 1848 ทำให้กษัตริย์ถูกจำกัดอำนาจและสร้างสภาวะที่เรียกว่า “The King Can Do No Wrong”[17]  ขึ้นมา

หลังจากการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ อำนาจระหว่างกษัตริย์ สภา และฝ่ายบริหารยังไม่ลงตัวในระยะแรก การช่วงชิงและต่อรองยังเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ นักการเมืองฝ่ายเสรีนิยมที่สนับสนุนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญยังคงมีบทบาท โดยเฉพาะธอร์แบคเกอที่จะได้เป็นรัฐมนตรีในช่วงปี 1849-1853 ต่อมาในสมัยของวิลเลิมที่สาม สถาบันกษัตริย์เริ่มรู้ว่าควรที่จะต้องเล่นเกมในกติกาแห่งธรรมนูญอย่างไร สถาบันกษัตริย์ดัตช์จึงเริ่มคงที่มากขึ้น (ควรกล่าวด้วยว่าต่อมาสถานะของราชินีในฐานะประมุขจะมีบทบาทมากขึ้นเช่นกันในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเนเธอแลนด์)

จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า เส้นทางของสถาบันกษัตริย์ดัตช์นั้นมีพลวัตอย่างมากนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แต่ในภาพรวมเราจะเห็นรูปแบบทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่มีผลต่อสถาบันผู้ปกครอง/กษัตริย์แห่งดินแดนเนเธอแลนด์ นั่นก็คือ souveraineté du peuple ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านจากสาธารณรัฐสู่ราชอาณาจักร (บางคนกล่าวติดตลกว่า เนเธอแลนด์นั้นเป็นสาธารณรัฐในช่วงเวลาของราชอาณาจักร และเป็นราชอาณาจักรในช่วงเวลาของสาธารณรัฐ) แต่ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์และรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับ souveraineté du peuple ยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมดัตช์ แม้แต่ “กษัตริย์ผู้แปลกหน้า” ที่เป็น “คนนอก” ก็ต้องอ่อนข้อให้กับรูปแบบทางวัฒนธรรมนี้ การทำงานของอำนาจของสถาบันกษัตริย์/ผู้ปกครองในเนเธอแลนด์จึงมีลักษณะเป็นหัวลูกศรล่างขึ้นบนมากกว่าบนลงล่าง เส้นทางจากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์จึงเป็นไปด้วยประการฉะนี้

ภาพ 7 ไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์สถาบันกษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์

อ่านเพิ่มเติม

Cruz, Laura. “Turning Dutch: Historical Myths in Early Modern Netherlands,” The Sixteenth Century Journal, Spring, 2008, Vol. 39, No. 1 (Spring 2008), pp. 3-22.

Homan, Gerlof D. “Constitutional Reform in the Netherlands in 1848,” The Historian, Vol. 28, No. 3 (May, 1966), pp. 405-425.

Kennedy, James. A Concise History of the Netherlands. Cambridge: Cambridge University Press, 2017.

Kossmann, E.H. “Popular sovereignty at the beginning of the Dutch Ancien Regime,” The Low Countries History Yearbook (1981), pp. 1-28.

Pettegree, Andrew and Arthur der Weduwen. The Bookshop of the World: Making and Trading Books in the Dutch Golden Age. New Haven: Yale University Press, 2019.

Rietbergen, P.J. A Short Histort of the Nethelands: From prehistory of the present day. Amersfoort: Bekking & Blitz, 2015.

Schama, Simon. The Embarrassment of Riches. Knopf, 1987.

Van der Burg, Martijn. “Transforming the Dutch Republic into the Kingdom of Holland: the Netherlands between Republicanism and Monarchy (1795–1815)” European Review of History: Revue europeenne d’histoire, 17:2, pp. 151-170.

Van der Haven, Cornelis. “Singing the Nation: Imagined Collectivity and the Poetics of Identification in Dutch Political Songs (1780–1800),” The Modern Language Review, Vol. 111, No. 3 (July 2016), pp. 754-774.


[1] ดูวิดีโอฉบับเต็มทางช่องของสำนักพระราชวังเนเธอแลนด์ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=3jnZm3cu-tQ

[2] แนวคิดนี้ยืมมาจากอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เสนอแนวคิด “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” อันหมายถึงพิมพ์เขียวทางวัฒนธรรมของรัฐธรรมนูญไทย

[3] วลีนี้ยืมมาจากเจมส์ ซี สก็อตต์ (James C. Scott) ในการศึกษากลุ่มชนบนพื้นที่สูง (Zomia) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดู The Art of Not Being Governed: An Anarchist History of Upland Southeast Asia (New Heven and London: Yale University Press, 2009).

[4] รัฐสภาในเนเธอแลนด์ปัจจุบันยังคงใช้ชื่อ Staten-Generaal ซึ่งประกอบด้วยสภาสูง (Eerste Kamer) คือวุฒิสภา (Senates) และสภาล่าง (Tweede Kamer) คือผู้แทนทั่วไป (House of Representatives)

[5] จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์คือตำแหน่งที่กษัตริย์หรือผู้ปกครองในรัฐต่าง ๆ ทั่วยุโรปจะได้รับโดยผ่านการรับรองของพระสันตะปาปาแห่งศาสนจักรคาทอลิก ในทางปฏิบัติตำแหน่งนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์มากกว่าที่จะมีอำนาจอย่างจักรวรรดิจริง ๆ มุกที่ใช้อธิบายสภาวะของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็คือ ไม่ได้เป็นจักรวรรดิ ไม่ได้เป็นโรมัน และไม่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ปกครองที่มีอำนาจมากในยุโรปหลายคนก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

[6] การที่ฟิลิปที่สองได้ครองสเปนมีที่มาจากการที่ฟิลิปเป็นทายาทของอิซาเบลแห่งกัสติยา (Isabella I of Castile) และเฟอร์ดินานด์แห่งอารากอน (Ferdinand II of Aragon) ผู้ที่รวมสเปนเป็นหนึ่งเดียว ต่อมาธิดาของอิซาเบลและเฟอร์ดินานด์นามว่า โจอันนา (Joanna) จะได้แต่งงานกับวงศ์ฮับส์บูร์ก และโจอันนานั้นเป็นมารดาของชาร์ลส์ที่ห้า ซึ่งเป็นบิดาของฟิลิปที่สองอีกที สงครามที่จะเกิดขึ้นต่อมาจึงไม่ใช่สงครามระหว่างดัตช์และจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์ก เนื่องจากจักรวรรดิไม่ได้รวมศูนย์ แต่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติอย่างหลวม ๆ สเปนที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเบอร์กันดี-ฮับส์บูร์กผ่านการปกครองของฟิลิปที่สองจึงเป็นภัยทางตรงต่อดัตช์มากกว่า สงครามที่ตามมาจึงเป็นสงครามระหว่างดัตช์และสเปน

[7] ดอร์ดเรคท์เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดฮอลแลนด์ (Holland) เนื่องจากได้รับสิทธิแห่งเมือง (city rights) ตั้งแต่ปี 1220 โดยเคานท์แห่งฮอลแลนด์ (Count of Holland) ที่ถูกแต่งตั้งโดยจักรพรรดิอ็อทโทที่ 4 (Otto IV) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สิทธิแห่งเมืองคือการยอมให้เมืองที่ได้รับมีสิทธิพิเศษในทางการเมืองการปกครอง เช่น การสร้างกำแพงเมือง การสร้างตลาด การกักเก็บสินค้า การเก็บภาษี การผลิตเงิน และการกำหนดมาตราช่าง เป็นต้น

[8]De Koning van Hispanje heb ik altijd geëerd.

[9] เจ็ดจังหวัดแห่งเนเธอแลนด์ได้แก่ ฮอลแลนด์ (Holland), เซลันด์ (Zeeland), อือเตร็คต์ (Utrecht), โกรนิงเงิน (Groningen), เกลเดอร์ลันด์ (Gelderland), เดรนเทอ (Drenthe), และโอเวอร์เอเซิล (Overijsel)

[10] ดู Laura Cruz, “Turning Dutch: Historical Myths in Early Modern Netherlands,” The Sixteenth Century Journal, Spring, 2008, Vol. 39, No. 1 (Spring 2008), pp. 3-22.

[11] ฮอลแลนด์และเซลันด์เป็นสองจังหวัดแรกที่เลือก ตามมาด้วยอือเตร็คต์ เกลเดอร์ลันด์ และโอเวอร์เอเซิล ส่วนโกรนิงเงินเลือกในศตวรรษที่ 17 ซึ่งรวมดินแดนของเดรนเทอไว้ด้วย

[12] ดู Dagh-Register, Anno 1647-1648, uitgegeven door het Departement van Koloniën onder toezicht van Dr. J. De Hullu (’s-Gravenhage: Martinus Nijhoff, 1903), p. 71.

[13] ดู Adam Chulow, “Gifts for the Shogun: The Dutch East India Company, Global Networks and Tokugawa Japan,” in Michael Adas, Heather Streets Salter, and Douglas Northrop (eds.), Global Gifts: The Material Culture of Diplomacy in Early Modern Eurasia (Cambridge: Cambridge University Press, 2017), pp. 198-216.

[14] ดู Kerry Ward, Networks of Empire: Forced Migration in the Dutch East India Company (Cambridge, Cambridge University Press, 2009).

[15] บัตตาเวียน (Batavian) คือกลุ่มชนเยอรมันที่ต่อต้านการครอบงำของจักรวรรดิโรมัน ตำนานของกลุ่มชนบัตตาเวียนถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสำนึกอัตลักษณ์ร่วมหมู่ของชาวดัตช์ ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1619 ศูนย์กลางของบริษัทดัตช์อินเดียตะวันออกบนเกาะชวาก็ใช้ชื่อว่า บัตตาเวีย (Batavia)

[16] ยืมมาจากอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ในงาน Siam Mapped ที่หมายถึงการสร้างร่างกายของรัฐผ่านการใช้แผนที่

[17] สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ด้วยระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ถูกจำกัดให้ทำอะไรไม่ได้ในทางกฎหมาย กษัตริย์จึงทำผิดไม่ได้นั่นเอง

One thought on “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)”

Leave a comment