ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย”

ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ได้เผยให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า สถาบันกษัตริย์เป็นผู้กระทำทางการเมืองที่เลือกข้างคัดค้านฝ่ายหนึ่งและสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน การแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่มีมาโดยตลอด หากจะแตกต่างจากในรัชกาลก่อนอยู่บ้าง ก็ในแง่ที่พวกนิยมเจ้าในขณะนั้นยังมีความละอายและทราบดีว่ากิจกรรมทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อปกปิดความละอายดังกล่าว พวกเขาจึงต้องสร้างนิทานขึ้นมาหลอกกันเองว่า “สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เป็นที่น่าเสียดายว่า นิทานลวงโลกเช่นนี้คงไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นจริงช่างแตกต่างจากในนิทานอย่างสุดขั้ว

กษัตริย์วชิราลงกรณ์กล่าวกับนายวรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มกษัตริย์นิยมขวาจัด “เราต้องต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องช่วยทำให้คนเห็น ว่าอะไรผิด อะไรไม่ดี อะไรบิดเบือน อะไรที่เป็นเฟคนิวส์”

บัดนี้คนไทยจำนวนมากได้ตื่นขึ้นจากนิทานปรัมปรานี้ พวกเขาลุกขึ้นเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่นอกการเมืองได้อย่างแท้จริง มีแต่สถาบันกษัตริย์ที่ปราศจากอำนาจทางการเมืองและเป็นกลางทางการเมืองเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีเสถียรภาพ การที่สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ประนีประนอมนี้ ก็คือการปฏิเสธการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ พวกเขารู้ดีว่าสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่นี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไปและการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะขัดขืน กระทั่งใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพียงเพื่อหวังยืดอายุระบอบที่ไร้เสถียรภาพและเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งของสังคมไทยให้สามารถอยู่ได้ต่อไปอีกเพียงเล็กน้อย

การปฏิเสธความประนีประนอมและการความขัดขืนต่อการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมจะนำพาสังคมไทยไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับ นั่นคือทางแพร่งที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการรักษาประชาธิปไตยไว้โดยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์ หรือการมีสถาบันกษัตริย์โดยที่ไม่มีประชาธิปไตย

จะว่าไปแล้ว พวกนิยมเจ้าจำนวนไม่น้อยก็คงจะพึงพอใจ หากประเทศไทยจะต้องมีสถาบันกษัตริย์โดยที่ไม่มีประชาธิปไตย เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว การเปลี่ยนแปลงปกครองเพื่อจำกัดอำนาจของสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ พวกเขายินดีอย่างยิ่งที่รากฐานอำนาจอธิปไตยของชาติจะต้องผูกโยงอยู่กับอุบัติเหตุแห่งการเกิด นั่นคืออนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขอให้เป็นไปตามแต่บุญกรรมของผู้ที่มาเกิดในสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ว่าจะมีความฉลาดมากน้อยหรือมีความสามารถในปกครองเพียงใด อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า พวกนิยมเจ้าเหล่านี้ต้องการฝากอนาคตของประเทศชาติไว้กับความบังเอิญนั่นเอง คนเช่นนี้หาได้รักชาติบ้านเมืองอย่างที่อ้างไม่ พวกเขาเพียงเห็นแก่ผลประโยชน์ของคนตระกูลหนึ่งยิ่งไปกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ คนเหล่านี้คือศัตรูของชาติ คือปฏิปักษ์ของความเจริญก้าวหน้าทั้งปวง

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นดีเห็นงามกับการเอาอนาคตของประเทศชาติไปผูกไว้กับความบังเอิญเหมือนกับการจับสลาก ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นประโยชน์ของคนตระกูลหนึ่งยิ่งไปกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่มีสติปัญญาเป็นปกติก็ย่อมเห็นพ้องต้องกันว่าอำนาจอธิปไตยของชาติควรอิงกับหลักการที่สมเหตุสมผล และผู้ที่เป็นตัวแทนการใช้อำนาจอธิปไตยนั้นก็ควรมาจากกระบวนการที่สะท้อนความต้องการของประชาชน มีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม และสามารถวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ ไม่ใช่มาจากความบังเอิญอย่างที่พวกนิยมเจ้ายึดถือเอาเป็นสรณะ และท้ายที่สุดประชาชนต้องสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองและรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในอำนาจอธิปไตยนั้น

ความขัดแย้งในปัจจุบันก็คือความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มนี้นี่เอง

ความต้องการของคนกลุ่มแรกสามารถเติมเต็มได้ด้วยระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตยเท่านั้น ในขณะที่ความต้องการของคนกลุ่มหลังสามารถเติมเต็มได้ในระบอบประชาธิปไตยที่จะมีหรือไม่มีสถาบันกษัตริย์ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นระบอบสาธารณรัฐ (republic) หรือระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ที่สถาบันกษัตริย์ไม่มีอำนาจทางการเมืองโดยแท้จริง กลไกการทำงานของรัฐอยู่ในมือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งยุโรปในศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ มีการเรียกระบอบการปกครองอย่างนี้ว่า “สถาบันกษัตริย์ในระบอบสาธารณรัฐ” หรือ “สถาบันกษัตริย์ที่เป็นสาธารณรัฐ” (republican monarchy)

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ประเทศไทยได้เลือกที่จะเป็นระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ นั่นคือแม้จะมีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ มีการสืบทอดตำแหน่งตามสายเลือดด้วยความบังเอิญแห่งการเกิด แต่ความบังเอิญนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยหรืออนาคตของชาติแต่อย่างใด เพราะสถาบันกษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจทางการเมือง แต่การตอบโต้การเปลี่ยนแปลงการปกครองของพวกนิยมเจ้าโดยเฉพาะหลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา พวกเขาได้พยายามรื้อฟื้นอำนาจของสถาบันกษัตริย์ จนสถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง ที่ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าสถานะและอำนาจที่ล้นเกินของสถาบันกษัตริย์นี้จะยังไม่เป็นที่พึงพอใจ เราจึงได้เห็นความพยายามของกษัตริย์วชิราลงกรณ์และพวกนิยมเจ้าในปัจจุบันที่จะเพิ่มอำนาจสถาบันกษัตริย์มากยิ่งขึ้นไปอีกราวกับต้องการย้อนเวลากลับไปก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

https://www.facebook.com/therealwarong/photos/a.1635500953387616/2795485937389106/
นายวรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มกษัตริย์นิยมขวาจัดเรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ยกอำนาจอธิปไตยให้สถาบันกษัตริย์ -ส่วนหนึ่งของ “ความจริง” ที่กษัตริย์วชิราลงกรณ์ต้องการให้นายวรงค์นำออกมา?

พวกคนเห็นแก่ได้พวกนี้ต้องการจะเอาทั้งขึ้นและทั้งล่อง นั่นคืออยากจะมีอำนาจไร้ขอบเขตที่ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ไปพร้อมๆ กันกับที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือการติฉินนินทาใดๆ เพราะพวกเขาพร้อมจะใช้ความรุนแรงทั้งนอกระบบและในทางกฎหมายกดขี่ปราบปรามคนที่กล้าหาญวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของพวกเขา

ในสังคมสมัยใหม่ที่มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวาง สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมย่อมไม่สามารถใช้โฆษณาชวนเชื่อและกำลังอำนาจปราบปรามกดขี่คนที่เห็นต่างได้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้ประชาชนจำนวนมากจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ทั้ง ๑๐ ข้อ ล้วนตั้งอยู่บนฐานของการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ ไม่มีข้อใดที่นำไปสู่การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ยกเว้นเสียแต่ว่าสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมจะเชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ไทยไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และดำรงอยู่ได้ในทุกวันนี้ก็เพียงเพราะใช้โฆษณาชวนเชื่อกฎหมายป่าเถื่อนครอบงำและบีบบังคับคนให้เชื่องเท่านั้น หาใช่อยู่ได้เพราะคุณค่าในตัวสถาบันกษัตริย์เองไม่

การอ่านข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ๑๐ ข้อ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ – สำนักข่าวบีบีซีไทย

การปฏิเสธการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในวันนี้ ก็คือการปฏิเสธข้อเสนอที่ประนีประนอมและการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนผ่านที่มีความรุนแรงในภายภาคหน้า ถึงเวลาที่สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมจะต้องยอมรับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และเลือกเอา “สถาบันกษัตริย์ที่เป็นสาธารณรัฐ” หากไม่ต้องการให้เป็นประเทศไทยกลายเป็น “ระบอบสาธารณรัฐ” ที่แท้จริงไปในที่สุด

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

One thought on “ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย””

Leave a comment