โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๔: “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์”

การเสวนาเรื่อง “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)” เป็นตอนที่ ๔ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับบทความชื่อเดียวกัน ในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ ดิน บัวแดงและคีตนาฏ วรรณบวร ชวน “พิชยะพัฒน์ นัยสุภาพ” นักศึกษาจากภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาคุยถึงประวัติศาสตร์ ๔๐๐ กว่าปีของสถาบันกษัตริย์เนเธอร์แลนด์

โพ้นทะเลเสวนาในตอนนี้จะพาไปสำรวจที่มาที่ไปของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอร์แลนด์ รวมไปถึงรูปแบบทางวัฒนธรรมและการปรับตัวของผู้ปกครองดัตช์ โดยเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ เมื่อมีการก่อตั้งสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่าสภาผู้แทนจังหวัดทั่วไป (Staten-Generaal) ไปจนถึงการปฏิรูปที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญในปี ๑๘๔๘

ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๔ ได้ ผ่านทางช่อง Youtube, Spotify, และ Apple Podcasts

คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?

“การเขียนและการเผยแพร่ข้อความเท็จ ในลักษณะที่เป็นวิชาการที่น่าเชื่อถือ ที่อาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความรุนแรงทางการเมืองได้”

นี่คือข้อกล่าวหา ที่ไชยันต์ ไชยพร มีต่อณัฐพล ใจจริง และต้องการจะกล่าวหาทางอ้อมไปยังเครือข่ายที่เขาเห็นว่าเป็นพวกนักวิชาการสายวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ คือ กุลลดา สมศักดิ์ สุธาชัย วรเจตน์ ปิยบุตร คนเหล่านี้นอกจากจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อณัฐพลแล้ว หลายคนเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์เล่มนี้ หรือเล่มอื่นที่อ้างณัฐพล จึงแสดงว่าคนพวกนี้รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้ผ่านไป

ที่สำคัญ คนพวกนี้ และงานเหล่านี้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งของขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ถามว่าข้อวิจารณนี้ของไชยันต์ อยู่บนฐานอะไร?

อยู่ที่เชิงอรรถเล็กๆ อันเดียว! ข้อความนั้นคือข้อความเรื่องผู้สำเร็จราชการมานั่งเป็นประธานครม. ตอนปี 2493 ในสมัยจอมพล ป.

Continue reading “คนระดับ “ศาสตราจารย์” ไชยันต์ ไชยพร กระจอกขนาดไม่รู้จักโต้แย้งในกรอบ “วิชาการ”?”

จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์โควิดทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตส่วนมากอยู่ที่บ้าน กษัตริย์วิลเลิม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอแลนด์ (Willem-Alexander) พร้อมครอบครัว กลับมีแผนที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่ประเทศกรีซ  คลื่นความเห็นของประชาชนดัตช์ที่สะท้อนผ่านสื่อและวิพากษ์วิจารณ์การท่องเที่ยวส่วนตัวของกษัตริย์และครอบครัวในยามที่ประชาชนต้องสู้กับไวรัส ทำให้กษัตริย์วิลเลิมต้องยกเลิกการเดินทางและกล่าวผ่านกรมประชาสัมพันธ์ (Rijksvoorlichtingsdienst) ว่า “เราได้ทราบความคิดเห็นของผู้คนในสื่อแล้ว มันรุนแรงและสร้างความกังวลให้กับเรา … เราไม่ต้องการสร้างความเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ให้กับประชาชนทั้งสิ้น เพื่อรับมือกับไวรัส จำเป็นอย่างยิ่งที่มาตรการต้องได้รับการปฏิบัติตาม ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเดินทางของเราไม่มีประโยชน์เลยต่อมาตรการเหล่านี้” ต่อมากษัตริย์วิลเลิม พร้อมกับราชินี โดยสำนักพระราชวัง (Koninklijk Huis)[1] ยืนยันว่าได้ยกเลิกการเดินทางไปยังกรีซแล้ว เพราะการเดินทางครั้งนี้ของกษัตริย์ได้ “ทำร้ายความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนที่มีต่อเรา”

เหตุการณ์ข้างต้นทำให้เราเห็นว่า สถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์กับประชาชนยึดโยงกันอย่างเหนียวแน่น และมีรากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มายาวนาน ถึงแม้ว่าสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์จะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือว่ามีอายุน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป แต่เชื้อมูลทางวัฒนธรรมที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างสถาบันกษัตริย์เนเธอแลนด์นั้นย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 15 จนถึงปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมดัตช์ได้ปลดแอกตนเองออกมาจากสเปน

Continue reading “จากผู้ครองเมืองสู่กษัตริย์แห่งเนเธอแลนด์: เส้นทาง รูปแบบทางวัฒนธรรม และการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในเนเธอแลนด์ (1464-1848)”

โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๓: “ความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเมืองไทย”

การเสวนาเรื่อง “ความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเมืองไทย”  เป็นตอนที่ ๓ ของเสวนาชุด “สถาบันกษัตริย์ในสมัยเปลี่ยนผ่าน” โดยเป็นการคุยเกี่ยวกับบทความ “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย” ในบล็อกนักเรียนไทยโพ้นทะเล

ในตอนนี้ สุญญาตา เมี้ยนละม้ายและอติเทพ ไชยสิทธิ์ชวน “พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง” ผู้สนใจประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาอังกฤษศตวรรษที่ ๑๘ มาคุยกันเรื่องการนำเอาประวัติศาสตร์หรือแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อังกฤษโดยผู้ที่มีส่วนเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทยมาใช้อย่างผิดฝาผิดตัว (รวมทั้งที่เข้าใจผิด) ทั้งในแง่ของบริบททางประวัติศาสตร์และห้วงเวลา โดยพลอยใจชี้ให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของสถาบันกษัตริย์อังกฤษ ตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมือง ยุคจักรวรรดิ และยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องผ่านการต่อรองทางอำนาจกับระบอบรัฐสภา รวมถึงความสลับซับซ้อนของระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณี (Common law) ที่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้สนับสนุนฝ่ายกษัตริย์เสมอไป

การยกสถาบันกษัตริย์อังกฤษมาเปรียบเทียบกับไทย ดังที่หมอวรงค์ หรือไชยยันต์ ไชยพรมักนำมาใช้อ้างอิงนั้นมีปัญหาอย่างไร? กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษเหมือนหรือต่างกับจารีตประเพณีเรื่องพระราชอำนาจของไทย? ทำไมการพูดคุยเรื่องสถาบันกษัตริย์ โดยพิจารณาเรื่องความสลับซับซ้อนและบริบทของประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องจำเป็น? ขอเชิญผู้ที่สนใจติดตามรับชมรับฟัง “โพ้นทะเลเสวนา” ตอนที่ ๓ ได้ ผ่านทางช่อง Youtube, Spotify, และ Apple Podcasts

‘ข้างหลังภาพ’ คณะราษฎร ณ กรุงปารีส (bis)

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสารศิลปวัฒนธรรมได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง ” ‘ข้างหลังภาพ’ คณะราษฎร ณ กรุงปารีส” ของคุณนริศ จรัสจรรยาวงศ์ โดยในบทความนี้คุณนริศได้สืบค้นเรื่องราว ‘ข้างหลังภาพ’ ของภาพถ่ายหมู่คณะราษฎร ณ กรุงปารีสที่คนรู้จักดีมาโดยละเอียด

ผู้เขียนเองได้มีส่วนในการค้นคว้าเรื่องราว ‘ข้างหลังภาพ’ นี้อยู่ด้วย นั่นคือการระบุจุดที่ภาพหมู่นี้ถูกถ่ายขึ้น ดังที่คุณนริศเขียนเล่าไว้ในบทความแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่าคงจะเป็นการดี หากได้เล่าเกร็ดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นหาเรื่องราวข้างหลังภาพนี้ จึงขอยืมชื่อบทความของคุณนริศมาใช้ โดยได้เติมคำว่า (bis) ลงไป

ศิลปวัฒนธรรมฉบับเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. ๒๕๖๓

ตอนที่ผู้เขียนมาถึงปารีสใหม่ๆ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เอ่ยกับผู้เขียนว่ามันมีรูปภาพหมู่คณะราษฎรอยู่รูปหนึ่งที่ทุกคนรู้จักดี แต่ไม่รู้กันว่ารูปนี้ถ่ายขึ้นที่ไหน อาจารย์สมศักดิ์ได้เคยใช้เวลาว่างเดินตามหาสถานที่ดังกล่าวอยู่นาน โดยมีสมมติฐานว่าภาพนี้ควรถูกถ่ายใกล้ๆ กับย่านการศึกษาที่เรียกว่า “ย่านละติน” (Quartier Latin) ซึ่งสมาชิกคณะราษฎรหลายคนศึกษาอยู่

ภาพถ่ายนักเรียนและข้าราชการไทยในปารีสซึ่งต่อมาจะกลายเป็นสมาชิกคณะราษฎร ปี ค.ศ. ๑๙๒๖
Continue reading “‘ข้างหลังภาพ’ คณะราษฎร ณ กรุงปารีส (bis)”

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย

ดูเหมือนว่าความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวสถาบันกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรนั้นมักถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองของนักเคลื่อนไหวคนสำคัญหลายคน เช่น หมอวรงค์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มไทยรักษาชาติ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวโจนาธาน เฮด ในรายการ BBC Newsnight ว่าประชาชนชาวอังกฤษไม่สามารถด่าทอประมุขของรัฐหรือควีนอลิซาเบธที่สองได้ แต่ผู้สื่อข่าวได้แย้งในรายการทันทีว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง[1] ยิ่งไปกว่านั้น การวิจารณ์กษัตริย์ในประเทศสหราชอณาจักรนั้นมีมาอย่างช้านาน ไม่ได้เพิ่งมามีในศตวรรษนี้

นายวรงค์ เดชกิจวิกรมให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวของช่องบีบีซี (BBC News) ในหัวข้อ ‘ Why are young activists in Thailand protesting against the Monarchy?’ หรือ ทำไมนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ในไทยถึงประท้วงต่อต้านบทบาทของสถาบันกษัตริย์?
Continue reading “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความ (ไม่) เข้าใจสถาบันกษัตริย์อังกฤษในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของไทย”

นิทานเรื่องการ “กลืนเลือด” ของปิยบุตร แสงกนกกุล

ผมเพิ่งได้ดูสัมภาษณ์ปิยบุตร ที่เผยแพร่เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2563 ในเฟสบุ๊คของ a day BULLETIN[1] ในบทสัมภาษณ์ดังกล่าว ปิยบุตรพูดว่าเขากลืนเลือด และเจ็บปวดกับการที่ต้องทรยศในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ โดยอ้างถึงเหตุการณ์วันที่ 27 มีนาคม 2561 เมื่อเขาจำเป็นต้องโพสต์ในเฟสบุ๊คว่าจะไม่นำประเด็นเรื่อง 112 ไปผลักดันในพรรค เพื่อแลกกับการที่พรรคจะได้ไปต่อในสถานการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่าล้มเจ้า[2] ต่อมาในปัจจุบัน หลังจากทบทวนตัวเองแล้ว ปิยบุตรยอมรับว่าอาจจะผิดพลาดจริง ในแง่ที่ขับเคลื่อนเรื่องสถาบันกษัตริย์ในสภาน้อยเกินไป

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ 112 ถูกกลับมาใช้ในทางการเมือง นักเคลื่อนไหวกำลังถูกดำเนินคดี ปิยบุตรออกมาแก้ตัวให้ตัวเองว่าสองปีก่อนต้อง “กล้ำกลืนความเจ็บแค้นอย่างแสนสาหัส” (นิยามคำว่า “กลืนเลือด” ของราชบัณฑิตยสภา) เพราะมิอาจทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปิยบุตรคงไม่ได้ “กลืนเลือด” ตัวเองเพราะขณะนั้นเขาละทิ้งสิ่งที่เขาเคยเชื่อ คืออุดมคติเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จริงๆ (จะกล่าวต่อไป) ในขณะเดียวกันฝ่าย “ประชาธิปไตย” แทบทั้งหมดมีฉันทามติสนับสนุนการยอมถอยเรื่อง 112 ของปิยบุตร แม้แต่นักวิชาการที่เคยเคลื่อนไหวในนาม ครก. 112 เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ก็พร้อมเชียร์และให้โอกาสปิยบุตร[3] ในวันนั้น มีแต่ดอกไม้ คำหวาน และคนรายล้อมสนับสนุน นักการเมืองที่ชื่อปิยบุตรเลือดไม่ออก ไม่มีอะไรจะต้องกลืน

Continue reading “นิทานเรื่องการ “กลืนเลือด” ของปิยบุตร แสงกนกกุล”

ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย”

ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ได้เผยให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า สถาบันกษัตริย์เป็นผู้กระทำทางการเมืองที่เลือกข้างคัดค้านฝ่ายหนึ่งและสนับสนุนอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน การแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่มีมาโดยตลอด หากจะแตกต่างจากในรัชกาลก่อนอยู่บ้าง ก็ในแง่ที่พวกนิยมเจ้าในขณะนั้นยังมีความละอายและทราบดีว่ากิจกรรมทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อปกปิดความละอายดังกล่าว พวกเขาจึงต้องสร้างนิทานขึ้นมาหลอกกันเองว่า “สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เป็นที่น่าเสียดายว่า นิทานลวงโลกเช่นนี้คงไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความเป็นจริงช่างแตกต่างจากในนิทานอย่างสุดขั้ว

กษัตริย์วชิราลงกรณ์กล่าวกับนายวรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มกษัตริย์นิยมขวาจัด “เราต้องต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องช่วยทำให้คนเห็น ว่าอะไรผิด อะไรไม่ดี อะไรบิดเบือน อะไรที่เป็นเฟคนิวส์”

บัดนี้คนไทยจำนวนมากได้ตื่นขึ้นจากนิทานปรัมปรานี้ พวกเขาลุกขึ้นเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่นอกการเมืองได้อย่างแท้จริง มีแต่สถาบันกษัตริย์ที่ปราศจากอำนาจทางการเมืองและเป็นกลางทางการเมืองเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีเสถียรภาพ การที่สถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมปฏิเสธข้อเรียกร้องที่ประนีประนอมนี้ ก็คือการปฏิเสธการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ พวกเขารู้ดีว่าสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่นี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไปและการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะขัดขืน กระทั่งใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพียงเพื่อหวังยืดอายุระบอบที่ไร้เสถียรภาพและเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งของสังคมไทยให้สามารถอยู่ได้ต่อไปอีกเพียงเล็กน้อย

การปฏิเสธความประนีประนอมและการความขัดขืนต่อการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายกษัตริย์นิยมจะนำพาสังคมไทยไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนกลับ นั่นคือทางแพร่งที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือกระหว่างการรักษาประชาธิปไตยไว้โดยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์ หรือการมีสถาบันกษัตริย์โดยที่ไม่มีประชาธิปไตย

Continue reading “ทางแพร่งของสังคมไทย: “ระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” หรือ “ระบอบกษัตริย์ที่ไม่มีประชาธิปไตย””