ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่

เราไม่มีทางเข้าใจการเกิดขึ้นของม็อบได้ หากไม่มองเป็นการต่อเนื่องของการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์สถาบัน อย่างน้อยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เดิมทีกลุ่มที่ก้าวหน้าที่สุด อย่างกลุ่มของเพนกวิ้น รุ้ง อาจจะเป็นคนส่วนน้อย แต่ภายในเวลาไม่กี่เดือน ข้อเรียกร้องของพวกเขากลายเป็นข้อเรียกร้องหลัก เพดานนี้จะไม่ลดแน่ และเราต้องมองว่าเรื่องปฏิรูปสถาบัน เป็นเรื่องที่กลุ่มทุกกลุ่มเห็นตรงกัน ดังนั้น ถึงตอนนี้ คำถามที่ว่า “ทำไมนักศึกษาถึงออกมา?” มันจะตอบไม่ได้เลย ถ้าไม่ถามว่า “ทำไมนักศึกษาถึงวิจารณ์เจ้า?”

ที่ผ่านมา นักวิชาการอาจอธิบายการเกิดม็อบ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรคอนาคตใหม่ ปัญหาเศรษฐกิจจากโควิท ความล้าหลังของระบบการศึกษา ปัญหาสังคมชายเป็นใหญ่ ปัญหาความรุนแรงของรัฐที่เอาผิดใครไม่ได้ ฯลฯ บางคนเห็นว่า แม้การชุมนุมจะไปไกลกว่าอนาคตใหม่หรือธนาธรแล้ว แต่อนาคตใหม่ก็เป็นจุดเริ่มเต้น เป็น “บท” แรก เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการออกมาบนท้องถนน

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคำถามของเราคืออะไร? ถ้าเราสนใจในแง่ปัจจัยทางภูมิปัญญาที่ม็อบนี้มีร่วมกัน และแตกต่างจากม็อบอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ พวกเขาเห็นว่านี่คือกรอบใหญ่ที่ครอบสังคมไทย และปัญหาต่างๆ ที่ยกมา จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อปลดล็อกนี้เท่านั้น

ดังนั้น นักวิชาการต้องอธิบายว่านักเรียนนักศึกษา “เก็ท” เรื่องนี้ได้ยังไง? นักวิชาการก็ต้องพยายามศึกษา ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจไม่ได้ ว่าม็อบเกิดขึ้นได้ยังไง

ผมเสนอว่าสิ่งสำคัญ คือต้องมองว่ามีความต่อเนื่องของการต่อสู้ทางภูมิปัญญาในเรื่องปัญหาของสถาบันกษัตริย์ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย แม้จะมีช่วงที่ “เงียบ” เพราะถูกปราบปราม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยหายไปไหน ในวันนี้ม็อบเพียงแค่เอามันมาพูดในที่สาธารณะ

เรื่องนี้ถูกละเลยโดยนักวิชาการหลายคนที่พยายามอธิบายม็อบตอนนี้ นักวิชาการหลายคน อาจจะไม่รู้ ไม่สนใจจริงๆ ก็ได้ หรืออาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัยถ้าหากพูดถึงสถาบันกษัตริย์ตรง (แม้จะเป็นการทำงานวิชาการ เพียงแค่อธิบายสิ่งที่ม็อบเขาพูดออกมาตรงๆ บนถนนก็ตาม) ผมก็ไม่ทราบ ผมเสนอว่า ควรมีการศึกษาเรื่องต่อไปนี้มากขึ้น หากจะเข้าใจที่มาทางภูมิปัญญาของม็อบได้จริงๆ

1. บทบาทของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และปวิณ ชัชวาลพงศ์พันธ์ ในการอภิปรายในที่สาธารณะและใน social media ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าข้อเสนอ 10 ข้อของนักศึกษา พัฒนาโดยตรงมาจากข้อเสนอ 8 ข้อที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลได้เสนอสู่สาธารณะตั้งแต่เมื่อปี 2553 (ดูบทความปฏิรูปสถาบันกษัตริย์: การเดินทัพทางไกลของสังคมไทย และการพูดคุยเกี่ยวกับบทความใน “โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ 1”) ดังนั้น คลิปและสเตตัสทั้งหลาย มันไม่หายไปไหน มันอยู่ใน social media คนก็ไปขุดมาอ่าน มาคิด ได้ตลอด

ในระยะใกล้ ควรศึกษาบทบาทของกลุ่ม Royalist marketplace เพราะมีความสำคัญมากในแง่การตื่นตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่

เพจของคนเหล่านี้ เป็นชุมชน แต่ละสเตตัสที่โพสต์ คนเข้ามาคอมเม้นเรื่องราวมากมาย ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของโพสต์นั้นๆ เลย ปรากฎการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นก่อนที่จะมีม็อบนานหลายปี

2. บทบาทของงานวิชาการ แนว “กษัตริย์ศึกษา” และ 2475 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (ธงชัย สมศักดิ์ ณัฐพล ชาตรี และอื่นๆ) รวมถึงบทบาทของสำนักพิมพ์อย่างฟ้าเดียวกัน เวลาศึกษาเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ดูว่าเนื้อหาคืออะไร แต่ต้องดูว่านักเคลื่อนไหวปัจจุบัน ตีความและนำเนื้อหาเหล่านั้นมาใช้อย่างไร มีการเผยแพร่ และเสพเนื้อหาในรูปแบบใด ฯลฯ

3. บทบาทของกลุ่มที่เคยเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ อย่างนิติราษฎร์หรือครก. 112 และบางส่วนยังเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน อย่าง 24 มิถุนาประชาธิปไตย, ดาวดิน ต้องไม่ลืมว่าคนอย่างไผ่ ดาวดิน เคลื่อนไหวมาตั้งแต่หลังรัฐประหารในปี 2014 และถูกดำเนินคดี ติดคุกด้วยมาตรา 112 มาแล้ว

4. บทบาทของวิทยุใต้ดิน รวมถึงการเคลื่อนไหวของผู้ลี้ภัยในต่างประเทศในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อันนี้อาจมีผลกับนักศึกษาน้อยกว่าอันอื่น (แต่มีผลกับมวลชนเสื้อแดง?) แต่มันแสดงให้เห็นว่า มีพื้นที่ๆ วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด แม้จะเป็นพื้นที่ชายขอบก็ตาม กรณีวันเฉลิมถูกอุ้ม ในแง่หนึ่งก็เป็นผลของการเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ต่อเนื่อง

ปัจจัยทางภูมิปัญญา มาพร้อมกับเงื่อนไขในประวัติศาสตร์บางอย่าง ที่ทำให้มวลชนพร้อมกันออกมาเคลื่อนไหว

1. บทบาทของในหลวงและพระราชวงศ์เอง โดยเฉพาะการที่ ร. 9 สวรรคต และหลังจากที่รัชกาลที่ 10 ขึ้นครองราชย์ พฤติกรรมส่วนพระองค์ มันทำให้การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่สั่งสมมา (จาก 4 ข้อข้างต้น) มันเข้ากับสถานการณ์มากขึ้น นักศึกษาเริ่มวิจารณ์แบบจิกกัด จากเรื่องขบวนเสด็จ หรือเรื่องบินไปเยอรมัน มาพักใหญ่แล้ว ก่อนที่จะยกระดับเป็นข้อเสนอ 10 ข้ออย่างเป็นทางการ

2. (การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่ ผมคิดว่าการลงถนนของมวลชนคนรุ่นใหม่ เป็น reaction ที่วิพากษ์วิจารณ์อนาคตใหม่ มากกว่าเป็นมวลชนสนับสนุนอนาคตใหม่ ความศรัทธาของมวลชนที่มีต่อระบบเลือกตั้งและรัฐสภา ไม่ได้ล่มสลายไปด้วยการที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปอย่างไม่เป็นธรรม หรือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงอย่างเดียว แต่ล่มสลายไปด้วยการที่พรรคซึ่งคนมองว่าเป็นความหวัง โฆษณาอะไรเอาไว้มากมาย ก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนสิ่งที่มวลชนเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาใจกลาง คือเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ต้องไม่ลืมว่าคนอย่างเพนกวิ้น แกนนำคนหนึ่งที่สำคัญในการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตอนนี้ เคยร่วมงานกับอนาคตใหม่ในระยะแรก แต่ก็ถูกกีดกันออกมา พรรคไม่เคยมีความจริงใจต่อนักเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้า แม้ต่อมาหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ไปแล้ว พรรคก้าวไกลและขบวนการก้าวหน้าก็ยังอยู่ แต่ก็เลือกที่จะสงบเสงี่ยมเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนกระทั่งมวลชนออกมามากขึ้นจึงเริ่มพูด

มวลชนที่ออกมาเขาออกมาเพราะเห็นว่าพรรคไร้น้ำยา กลไกลรัฐสภาไร้น้ำยา จึงต้องออกมาเสี่ยงกันเอง แน่นอนว่าพวกเขาวิจารณ์พรรครัฐบาล สภา และประยุทธ ในฐานะกลไกของเผด็จการและศักดินา แต่พวกเขาแทบไม่วิจารณ์พรรคอนาคตใหม่เลย หลายคนอธิบายว่า พวกเขาเห็นพรรคอนาคตใหม่เป็นแนวร่วม เข้าใจข้อจำกัดของพรรคว่าทำได้แค่ไหน ดังนั้นจึงแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง ต่างคนต่างเคลื่อนไหวในแนวทางที่ตัวเองทำได้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความเงียบนั้นมีความหมาย แท้จริงแล้วมันสะท้อนถึงความไม่เห็นหัว ไม่แยแส และความผิดหวังเสียมากกว่า

Unknown's avatar

Author: Din Buadaeng

A History Student

One thought on “ข้อเสนอเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของกลุ่มราษฎร 2563 และ(การไม่มี)บทบาทของพรรคอนาคตใหม่”

  1. อันนี้ดีมากครับ ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่าบอร์ดฟ้าเดียวกัน คือ “หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ในแง่หนึ่ง เราสามารถไล่ดูที่มาที่ไปทางภูมิปัญญาของม็อบปัจจุบันเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ รวมถึงจุดเริ่มต้นเรื่องนี้ในวัฒนธรรมออนไลน์ ได้จากบอร์ดฟ้าเดียวกัน

    https://prachatai.com/journal/2020/12/90640

    Liked by 1 person

Leave a comment