สมาคมชาวนาไห่เฟิง

ลัทธิสังคมนิยมคือหนึ่งในความคิดและอุดมการณ์จากต่างชาติที่ดึงดูดความสนใจของเหล่าปัญญาชนจีนในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 ผู้สมาทานลัทธิมาร์กซ์ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังชัยชนะของการปฏิวัติบอลเชวิคในรัสเซีย ปี ค.ศ. 1917 จากนั้นในปี ค.ศ. 1921 พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ในช่วงปี ค.ศ. 1920s พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเพิ่งกำเนิดขึ้นใหม่นั้นมีฐานสนับสนุนอยู่ในเขตเมือง เช่น ปัญญาชนและผู้ใช้แรงงานที่มีการรวมตัวเป็นสหภาพ แต่ในขณะเดียวกันนี้เองที่การจัดตั้งชาวนาได้มีความคืบหน้าขึ้น
ด้านล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งจากบันทึกของเผิงพ่าย (ค.ศ. 1896-1929) เกี่ยวกับความพยายามบุกเบิกจัดตั้งสหภาพชาวนาขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1921-1923 เผิงพ่ายเริ่มมีความสนใจในลัทธิสังคมนิยมของชาวนาขณะที่เขาศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นช่วงปี ค.ศ. 1918-1921 ต่อมาเขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นและเริ่มนำความคิดสู่การปฏิบัติ บันทึกนี้ครอบคลุมเรื่องราวความสำเร็จในช่วงต้น ก่อนที่เพิงผ่ายจะต้องหลบหนีจากตำบลไห่เฟิงเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นตัดสินใจกำจัดสหภาพชาวนา
[1] – ภาษาอังกฤษ (บางส่วน) Chinese Civilization : A source book edited by Patricia Buckley Ebrey, Second Edition
[2] – ภาษาจีน (ฉบับเต็ม) https://www.marxists.org/chinese/reference-books/pengpai/pengpai-192601.htm

- จุดเริ่มต้นของขบวนการชาวนา

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1921 ข้าพเจ้าทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาในตำบลไห่เฟิง ขณะนั้นข้าพเจ้ามีความใฝ่ฝันที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือบรรลุการปฏิวัติสังคมนิยม ข้าพเจ้าระดมนักเรียนชายหญิงทั่วทั้งตำบลซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของครอบครัวที่ร่ำรวยให้มาเฉลิมฉลองในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็น “วันกรรมกร” ณ ที่ทำการตำบล เหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรกของไห่เฟิง แต่ในงานนี้ก็ไม่มีกรรมกรหรือชาวนาแม้แต่คนเดียว เป็นนักเรียนจากชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งซึ่งเดินพาเหรดไปตามท้องถนน พวกเขาถือป้ายสีแดงที่เขียนข้อความว่า “จงเข้าร่วมกับลัทธิคอมมิวนิสต์” (赤化) นั่นช่างเป็นความคิดที่ไร้เดียงสายิ่งนัก เพราะต่อมาพวกชนชั้นสูงของไห่เฟิงต่างก็พากันคิดว่าพวกเรากำลังจะแบ่งปันผลผลิตและภรรยาของพวกเขา พวกเขารวมทั้งตัวผู้ว่าการฯ เฉิน จย่งหมิง (陈炯明) เริ่มปล่อยข่าวลือโจมตีเรา และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้ารวมถึงครูและผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความคิดก้าวหน้าต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ในขณะนั้น พวกเรากำลังต่อสู้อย่างสับสนกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจากบ้านเกิดของเฉิน จย่งหมิง (หนังสือพิมพ์ ‘หลู่อานรายวัน’ -陆安日报) ทางข้าพเจ้า สหายหลี่ชุนเทา (李春涛) และคนอื่นๆ ได้ร่วมกันตีพิมพ์บทความตอบโต้ผ่านหนังสือพิมพ์ที่พวกเราสถาปนากันเองเป็นกระบอกเสียงของกรรมกรและชาวนา (หนังสือพิมพ์ ‘หัวใจแดงรายสัปดาห์’ – 赤心周刊) ในความเป็นจริงไม่มีกรรมกรหรือชาวนาแม้แต่คนเดียวที่เกี่ยวข้องกับหนังสือพิมพ์ของเราหรือเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และแล้ววันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้ากลับบ้าน ก็พบน้องสาวยืนขวางไม่ให้เข้าไปในบ้าน เธอกล่าวว่า “ข้าไม่รู้ว่าทำไม แต่ท่านแม่กำลังร้องไห้ และแม่บอกว่าจะฆ่าพี่ให้ได้” ตอนแรกข้าพเจ้าก็นึกว่าเธอล้อเล่น แต่เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปในโถงบ้าน ก็เห็นมารดากำลังร้องไห้อยู่จริงๆ

กลายเป็นว่าน้องชายคนที่เจ็ดของข้าพเจ้ากำลังถือหนังสือพิมพ์ ‘หัวใจแดงรายสัปดาห์’ และอ่านบทความชื่อ ‘จดหมายถึงชาวนา’ ของข้าพเจ้าด้วยเสียงอันดัง เมื่อมารดาของข้าพเจ้าได้ยินเข้า น้ำตาของหล่อนก็ไหลนองแก้ม แล้วหล่อนก็ปล่อยโฮออกมาพลางพูดเสียงดังว่า “บรรพบุรุษของเจ้าคงจะสะสมคุณงามความดีมาไม่พอ เราจึงได้มีลูกที่อกตัญญูเช่นนี้ ปู่ของเจ้าทำงานหนักเพื่อให้พวกเราได้สุขสบายอย่างทุกวันนี้ ถ้าหากเจ้ายังทำแบบนี้ต่อไป ครอบครัวของเราก็คงจะพังพินาศแน่แท้!” ข้าพเจ้าทำได้แต่พยายามปลอบมารดาอย่างเต็มที่เพื่อให้หล่อนใจเย็นลง
แล้วตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าคิดได้ว่า หากชาวนาสามารถอ่านบทความของข้าพเจ้า พวกเขาก็คงจะมีความสุขมาก มากพอๆ กันกับที่มารดาของข้าพเจ้าเสียใจเป็นแน่ สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าชาวนาสามารถจัดตั้งได้ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ละทิ้งสงครามน้ำลายที่ไร้สาระกับหนังสือพิมพ์หลู่อานรายวันแล้วริเริ่มลงมือปฏิบัติในหมู่บ้านของชาวนา ขณะนั้นเพื่อนฝูงของข้าพเจ้าต่างไม่เห็นด้วย พวกเขากล่าวว่า “พวกชาวนาไม่มีระเบียบวินัยอย่างยิ่ง นายคงไม่สามารถจัดตั้งพวกเขาได้หรอก แถมพวกเขายังโง่เง่าและต่อต้านการรณรงค์ทุกรูปแบบ นายจะต้องเสียความพยายามโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน”
แม้ว่าครอบครัวของข้าพเจ้าจะจัดได้ว่าเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ เพราะทุกๆ ปี เราจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากกว่า 1,000 ต้าน* (1 ต้าน (石)~ ประมาณ 100 ลิตร) และมีชาวนาในสังกัดไม่น้อยกว่า 1,500 คน แต่สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้ามีเพียงประมาณ 30 คน ดังนั้นสมาชิกครอบครัวแต่ละคนจึงมีชาวนาทาสติดที่ดินเฉลี่ยคนละ 50 คน จึงไม่น่าแปลกใจที่พอพวกเขาได้ยินว่าข้าพเจ้ากำลังพยายามจัดตั้งขบวนการชาวนา จึงพากันเกลียดข้าพเจ้าอย่างยิ่ง (จะมียกเว้นแค่พี่ชายคนที่ 3 และน้องชายคนที่ 5 ของข้าพเจ้า) พี่ชายคนโตของข้าพเจ้าก็แทบจะฆ่าข้าพเจ้า เช่นเดียวกันกับญาติคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมีเพียงประการเดียวที่ข้าพเจ้าจะทำได้ คือไม่สนใจไปเสีย
ในวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้เริ่มการจัดตั้งขบวนการชาวนาขึ้น สถานที่แรกที่ข้าพเจ้าไปก็คือหมู่บ้านที่อยู่ในภูเขาชื่อซาน (赤山) ข้าพเจ้าแต่งกายอย่างนักเรียนนอก สวมเสื้อสูทและหมวกสีขาว ที่ทางเข้าหมู่บ้านมีชาวนาอายุราว 30 ปีกำลังผสมมูลสัตว์อยู่ เมื่อเขาเห็นข้าพเจ้าเดินเข้าไปจึงถามขึ้นว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ท่านมาเก็บภาษีหรือเปล่า? เราไม่ได้มีเล่นละคงละครอะไรกันที่นี่หรอกนะ”
“ผมไม่ได้มาเก็บภาษีอะไรหรอก” ข้าพเจ้าตอบ “ผมมาที่นี่เพื่อนเป็นเพื่อนกับพวกคุณ ผมรู้ว่าพวกคุณมีความยากลำบาก ผมอยากพูดคุยกับพวกคุณ”
แล้วชาวนาคนนั้นก็ตอบกลับมา “อ่อ ใช่ ความยากลำบากก็คือชะตากรรมของคนอย่างพวกเราน่ะ นี่ก็คุยนานไปแล้วนะ พวกเราไม่มีเวลาว่างมาคุยกับท่านหรอก ขอโทษด้วยนะ” แล้วเขาก็ผละจากไป
สักพักหนึ่งชาวนาอีกคนก็เดินมา เขาดูอายุจะมากกว่ายี่สิบสักเล็กน้อยและก็ดูมีไหวพริบดี เขาถามข้าพเจ้าขึ้นก่อนว่า “ท่านสังกัดกองพันอะไร มียศอะไรรึ แล้วมาทำอะไรที่นี่?”
ข้าพเจ้าตอบว่า “ผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐแล้วก็ไม่ใช่ทหารด้วย ผมเป็นนักเรียน แล้วก็มาที่นี่เพื่อเป็นเพื่อนกับพวกคุณ”
เขาหัวร่อแล้วก็พูดขึ้นว่า “พวกเรามันอ้ายคนไร้ประโยชน์ ไม่มีค่าพอที่คนชั้นสูงอย่างท่านจะมาสุงสิงด้วยหรอก ท่านคงจะต้องล้อข้าเล่นแน่ๆ ข้าขอตัวไปก่อนล่ะ ลาก่อน” แล้วเขาก็หันหน้าเดินจากไปโดยไม่รีรอ แม้ข้าพเจ้ากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่เขาก็เดินไปไกลเสียแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกแย่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงคำเตือนของเพื่อนฝูงที่ว่าความพยายามของข้าพเจ้าคงเสียเปล่า
เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งที่สอง สุนัขก็แยกเขี้ยวและเห่าเสียงดัง ข้าพเจ้าถือเสียว่าการแสดงอำนาจของสุนัขนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงการต้อนรับ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเดินเข้าหมู่บ้านไปโดยทันที แต่แล้วข้าพเจ้าก็พบว่าประตูทุกบานถูกล็อกเอาไว้ ชาวบ้านคงจะเข้าไปในเมืองหรือไม่ก็อยู่ในทุ่งนากันหมด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรีบเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งที่สาม แต่มันก็โพล้เพล้เสียก่อน ข้าพเจ้าจึงเกรงว่าชาวบ้านจะสงสัยแล้วพาลคิดว่าข้าพเจ้าเล่นไม่ซื่อ ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน
พอถึงบ้าน ข้าพเจ้าไม่พบแม้แต่คนเดียวที่อยากจะคุยกับข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้ากลายเป็นศัตรูของพวกเขาเสียแล้ว พวกเขาต่างกินอาหารกันเสร็จสิ้น เหลือเพียงข้าวต้มไว้เพียงเล็กน้อย ข้าพเจ้าจึงกินข้าวต้มที่เหลืออยู่และกลับเข้าห้อง ข้าพเจ้าเปิดสมุดบันทึกออกและบันทึกความสำเร็จของวันนั้น แต่มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ข้าพเจ้าจะเขียนลงไปได้ ก็คือเลขศูนย์ตัวใหญ่ๆ
ข้าพเจ้าใช้เวลาตลอดทั้งคืนเฝ้านึกคิดหาวิธีที่จะทำให้แผนของข้าพเจ้าสำเร็จลงได้ ตอนใกล้รุ่งข้าพเจ้าก็รีบลุกออกจากที่นอน รับประทานอาหารเช้าแล้วก็กลับเข้าไปในหมู่บ้านอีก ระหว่างทางข้าพเจ้าเห็นว่ามีชาวนาหลายคนเดินทางเข้าเมือง บางคนหิ้วมันเทศ บางคนหาบถังปัสสาวะ เมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าสวนพวกเขาในถนนแคบๆ ข้าพเจ้าจะเบี่ยงหลบด้วยความเคารพเพื่อให้พวกเขาเดินผ่านไปได้ น่าแปลกที่คนในเมืองไม่ยอมหลีกทางให้กับชาวนา แต่กลับเป็นพวกชาวนาที่ต่างก็ถือของเต็มไม้เต็มมือพะรุงพะรังอยู่แล้วต้องหลีกทางให้กับคนในเมืองที่มือเปล่า ข้าพเจ้าจึงคิดว่า อย่างน้อยต้องมีชาวนาสักหลายคนที่เห็นถึงความเคารพที่ข้าพเจ้าแสดงแก่พวกเขา
ข้าพเจ้ากลับเข้าไปในหมู่บ้านที่เคยมาเมื่อวานอีกครั้ง คราวนี้ข้าพเจ้าพบกับชาวนาอายุประมาณสี่สิบปี เขาถามข้าพเจ้าว่า “ท่านมาเก็บค่าที่ดินหรือขอรับ?”
“เปล่าครับ เปล่า ผมมาที่นี่เพื่อช่วยพวกคุณเก็บหนี้ต่างหาก มีคนบางจำพวกที่ติดเงินพวกคุณอยู่ แต่พวกคุณหลงลืมไปหมดแล้ว ผมมาที่นี่เพื่อช่วยเตือนความจำ”
“ฮะ อะไรกันนะ” ชาวนาคนนั้นอุทาน “แค่การไม่ได้เป็นหนี้ใครนี่ก็เป็นโชคดีแก่ข้าอย่างยิ่งแล้ว ว่าแต่นี่ใครติดหนี้ข้าอยู่หรอกรึ?”
“คุณไม่รู้จริงๆหรือ” ข้าพเจ้าบอกเขา “พวกเจ้าที่ดินนั่นไงเป็นหนี้พวกคุณมากมาย ทั้งปีทั้งชาติพวกเขาเพียงนั่งอยู่ที่บ้านและไม่ทำอะไร แต่ว่าคุณสิต้องใช้แรงงานในท้องนาตั้งแต่เกิดจนตาย ในท้ายที่สุดพวกเขาก็จะคอยตักตวงผลผลิตเป็นค่าเช่า ลองคิดดูนะว่าที่ดินนี่มีมูลค่าอย่างมากก็หนึ่งร้อยหยวน แต่พวกคุณคือคนที่คอยหว่านไถอยู่นับร้อยนับพันปี เสร็จแล้วคุณยังต้องส่งผลผลิตให้พวกเจ้าที่ดินอีกตั้งเท่าไร พวกเราคิดว่ามันไม่ยุติธรรม และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมาคุยกับคุณ เพื่อหาทางให้พวกคุณได้เอาคืนพวกเจ้าที่ดินเสียบ้าง”
ชาวนาคนนั้นยิ้มและตอบกลับ “นั่นคงดีมากๆ เลย แต่เราคงจะถูกขังแล้วก็ทุบตีเสียมากกว่าถ้าหากว่าเราติดหนี้พวกเขาสักเพียงเล็กน้อย รู้ไหม นี่คือชะตากรรมล่ะ คนที่เก็บค่าเช่าที่ดินก็คือคนที่คอยเก็บค่าเช่าที่ดินตลอดไป และคนที่ทำหน้าที่หว่านไถก็คือคนที่จะต้องหว่านไถตลอดไป ขอให้โชคดีนะขอรับท่าน ข้าต้องเข้าไปในเมืองแล้ว”
“ท่านพี่มีชื่อว่าอะไร?” ข้าพเจ้าถาม
“ชื่อของข้าคือ…อืม ข้าอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แหละ ค่อยมาอีกก็ได้ถ้าท่านมีเวลา”
ข้าพเจ้ารู้ว่าเขาคงไม่อยากบอกชื่อกับข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไม่กดดัน
ในหมู่บ้านยังมีผู้หญิงทำงานอยู่เหมือนกันแต่ว่าพวกผู้ชายออกไปทำงานในทุ่งนา เนื่องจากมันคงดูไม่เหมาะสมที่ข้าพเจ้าจะคุยกับพวกผู้หญิง ข้าพเจ้าจึงอ้อยอิ่งอยู่สักพักนึงก่อนที่จะเดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง
แม้ว่าวันนั้นข้าพเจ้าจะเดินผ่านหมู่บ้านเสียหลายแห่ง แต่ผลกลับเหมือนกับวันก่อน ก็คือ ศูนย์ จะต่างอยู่บ้างก็เพียงแต่ข้าพเจ้าได้เขียนลงในสมุดบันทึกเพิ่มสักสองสามประโยค
ในคืนนั้นเองมีสองสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดขึ้นได้ นั่นคือ หนึ่ง ภาษาของข้าพเจ้าเป็นทางการและซับซ้อนเกินไป ดังนั้นชาวนาจึงไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าจะต้องย่อยคำศัพท์เฉพาะที่ยุ่งยากให้กลายเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และสอง รูปลักษณ์และการแต่งกายของข้าพเจ้าช่างแตกต่างจากชาวนาอยู่หลายขุม พวกเขาต่างถูกกดขี่และหลอกลวงอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานโดยคนที่ดูต่างจากพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงอาจสงสัยไปโดยอัตโนมัติว่าข้าพเจ้าคือศัตรู นอกจากนี้รูปลักษณ์ภายนอกของข้าพเจ้าบ่งบอกถึงชนชั้นและทำให้ข้าพเจ้าดูแปลกแยกจากชาวนา ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่าจะแต่งตัวอย่างง่ายๆ คราวนี้ข้าพเจ้ามีแผนใหม่ วันพรุ่งนี้ แทนที่ข้าพเจ้าจะเข้าไปในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าจะไปดักรอตรงทางแยกซึ่งสามารถเจอชาวนาได้มากกว่าเดิม
วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าไปอยู่ที่ถนนใหญ่หน้าวัดหลงหวาง ถนนเส้นนี้เป็นทางสัญจรสายหลักระหว่างภูเขาชื่อซานกับเขตเป่ยอู่ เขตชื่ออ้าน และเขตเหอโข่ว ทุกๆ วัน ชาวนาจำนวนมากจะเดินผ่านและพักผ่อนบริเวณหน้าวัดแห่งนี้ ข้าพเจ้าใช้โอกาสนี้เพื่อพูดคุยกับพวกเขา อธิบายพวกเขาถึงสาเหตุแห่งความยากลำบาญและหนทางแก้ไข ข้าพเจ้าได้ชี้ให้เห็นถึงหลักฐานการกดขี่บีฑาของพวกเจ้าที่ดิน และอภิปรายถึงความจำเป็นที่ชาวนาจะต้องรวมตัวกัน ในตอนแรกข้าพเจ้าได้พูดคุยกับคนเพียงสักสองสามคนได้ แต่ต่อมาผู้ฟังก็มากขึ้น ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนเป็นการปราศรัย ขณะนั้นมีชาวนาเพียงครึ่งนึงที่ดูจะเชื่อถือสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด ในวันนั้นเองที่ชาวนาสี่ถึงห้าคนเริ่มพูดคุยกับข้าพเจ้า มีชาวนาอีกสักโหลนึงที่คอยฟัง นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
“…ข้าพเจ้าสังเกตว่าในวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินเข้าไปในเมือง คนที่อยู่ในร้านค้าต่างก็มองข้าพเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ ต่อมาไม่นานพวกญาติๆ ของข้าพเจ้าก็เริ่มเอาอาหารมาให้ ไถ่ถามอาการว่าที่ข้าพเจ้า “ป่วย” นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าค่อยมาคิดได้ทีหลังว่าทำไมผู้คนจึงปฏิบัติกับข้าพเจ้าเช่นนี้ ครั้งหนึ่งคนรับใช้ในบ้านบอกแก่ข้าพเจ้าว่า “ต่อไปนี้นายท่านควรอยู่แต่ในบ้านแล้วพักผ่อนเสียจะดีกว่า” ข้าพเจ้าถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เขาก็ตอบกลับมาว่า “ผู้คนข้างนอกนั่นต่างก็พูดกันน่ะสิว่านายท่านน่ะบ้าไปแล้ว นายท่านควรจะพักผ่อนแล้วก็ดูแลตัวเองจะดีกว่า” คำตอบของเขาเกือบทำให้ข้าพเจ้าต้องตายเพราะหัวร่อ…”
2. การรวมตัวต่อสู้ของบุคคลทั้ง 6

หลังจากวันนั้น ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาสองสัปดาห์อยู่ที่บริเวณทางแยก หากไม่พูดคุยกับชาวนาที่เดินผ่านมาก็จะกล่าวปราศรัย พวกชาวนาที่มาคุยกับข้าพเจ้าก็ได้เพิ่มขึ้นเป็นสิบคนแล้ว สำหรับผู้ฟังนั้นก็มีสักสามสิบหรือสี่สิบคนได้ นี่ถือเป็นก้าวที่สำคัญก้าวหนึ่งโดยแท้จริง ข้าพเจ้าสังเกตว่าในวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินเข้าไปในเมือง คนที่อยู่ในร้านค้าต่างก็มองข้าพเจ้าด้วยสายตาแปลกๆ ต่อมาไม่นานพวกญาติๆ ของข้าพเจ้าก็เริ่มเอาอาหารมาให้ ไถ่ถามอาการว่าที่ข้าพเจ้า “ป่วย” นั้นเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าค่อยมาคิดได้ทีหลังว่าทำไมผู้คนจึงปฏิบัติกับข้าพเจ้าเช่นนี้ ครั้งหนึ่งคนรับใช้ในบ้านบอกแก่ข้าพเจ้าว่า “ต่อไปนี้นายท่านควรอยู่แต่ในบ้านแล้วพักผ่อนเสียจะดีกว่า” ข้าพเจ้าถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เขาก็ตอบกลับมาว่า “ผู้คนข้างนอกนั่นต่างก็พูดกันน่ะสิว่านายท่านน่ะบ้าไปแล้ว นายท่านควรจะพักผ่อนแล้วก็ดูแลตัวเองจะดีกว่า” คำตอบของเขาเกือบทำให้ข้าพเจ้าต้องตายเพราะหัวร่อ ในภายหลังข้าพเจ้าจึงค้นพบว่าพวกชนชั้นสูงเป็นต้นเหตุปล่อยข่าวลือเรื่องข้าพเจ้าเสียสติ ไม่เพียงเท่านั้น พวกชาวนาในหมู่บ้างบางกลุ่มก็พาลเชื่อข่าวลือนี้เสียด้วย พวกเขาหวาดกลัวและพยายามหลบหน้าข้าพเจ้า แต่ก็ไม่เป็นไร ข้าพเจ้ายังคงมุ่งหมายเผยแพร่ความคิดอยู่ที่ด้านหน้าของวัดหลงหวางต่อไป
วันหนึ่ง ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังกล่าวปราศรัยว่าหากชาวนาสามารถรวมตัวกันได้แล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะสามารถเรียกร้องลดค่าเช่าที่ดินและลดทอนอำนาจของพวกเจ้าที่ดิน และกำจัดพวกเครื่องมือที่เจ้าที่ดินใช้กดขี่ชาวนาอย่างกฎสัญญาสามข้อ การเรียกบังคับของขวัญหรือให้เอาค่าเช่าไปจ่ายที่บ้าน การเพิ่มค่าเช่า การขับไล่ออกจากที่ดิน พอข้าพเจ้ากล่าวถึงตรงนี้ ชาวนาที่อายุประมาณสี่สิบปีก็พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้าก็ได้แต่พล่ามเท่านั้นแหละ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ก็เรื่องลดค่าเช่าไม่ใช่รึ ตราบใดที่ครอบครัวของเจ้าเองยังไม่ยอมลดค่าเช่า ข้าก็คงเชื่อเจ้าไม่ได้แม้สักคำเดียว” ก่อนที่ข้าพเจ้าจะทันโต้ตอบอะไร ชาวนาหนุ่มคนนึงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ข้าพเจ้าก็ยืนขึ้นแล้วตอบชาวนาคนนั้นกลับไปว่า “เจ้าผิดแล้ว” เขาพูด “ที่ดินที่เจ้าสังกัดเป็นของพวกหมิงเหอ (名合, ชื่อเรียกครอบครัวของเผิงพ่าย มาจากชื่อร้านค้าที่ก่อตั้งในสมัยปู่ของเขาและสร้างรายได้อย่างมาก – ผู้แปล) ถ้าหากพวกหมิงเหอยอมลดค่าเช่า ก็มีแค่เจ้าที่ได้ประโยชน์ แล้วพวกข้าล่ะ? ข้าเองก็ไม่ได้สังกัดอยู่ในที่ดินของพวกหมิงเหอ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การอ้อนวอนขอให้พวกเจ้าที่ดินลดค่าเช่า แต่คือการรวมตัวกัน เรื่องนี้มันก็เหมือนกับการเล่นหมากรุก ชัยชนะจะเป็นของคนที่เล่นด้วยยุทธวิธีที่ดีที่สุด ถ้าหากเราไม่มียุทธวิธีอะไรเลย เราก็จะพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด มันเปล่าประโยชน์ที่เราจะเที่ยวไปร้องขอจากคนอื่น เราไม่ได้กำลังพูดถึงเฉพาะปัญหาของเจ้าคนเดียว เรากำลังพูดถึงปัญหาของชาวนาทั้งหมด ปัญหาของคนส่วนใหญ่”
ข้าพเจ้ามีความสุขมากที่ได้ยินเช่นนี้ ข้าพเจ้ากล่าวกับตัวเองว่า “คนนี้แหละคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของข้าพเจ้า” หลังจากได้ไถ่ถามชื่อของเขา ข้าพเจ้าก็ได้เชิญให้สุภาพบุรุษชื่อจางมาอาน(张妈安)คนนี้มาพบที่บ้านในตอนกลางคืนเพื่อพูดคุยกันต่อ ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่งเมื่อเขามาถึง เขากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ท่านรู้ไหม บ่อยครั้งที่เราฟังท่านปราศรัยแล้วได้ถกเถียงกับชาวนาที่ยัง ‘หลับไหล’ อยู่ พวกเขามักจะคิดว่าท่านกำลังเล่าเรื่องโกหก แต่ก็มีพวกเราอยู่สองสามคนที่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูด”
“เขาคือใครกันบ้างหรือครับ?” ข้าพเจ้าถาม
เขาพูดถึงคนชื่อหลินเพ่ย (林沛) หลินห้วน(林焕) หลี่เล่าสื้อ(李老四) และหลี่ซือเสียน(李思贤) ก่อนจะตบท้ายว่า “พวกเขาต่างเป็นเพื่อนที่ดีของข้า”
“ท่านคิดว่าเราควรจะชวนพวกเขามาพูดคุยด้วยดีหรือไม่? ระหว่างที่ท่านไปตามพวกเขามา ผมจะเป็นคนเตรียมน้ำชาเอง”
เขาตอบว่าเห็นด้วย แล้วจางมาอานก็กลับมาพร้อมกับเพื่อนๆ ซึ่งต่างก็เป็นชาวนาหนุ่มในวัยไม่เกินสามสิบปี พวกเขาแสดงความเห็นด้วยความกระตือรือร้น หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รู้จักกับแต่ละคนดียิ่งขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าก็เริ่มชวนพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องขบวนการชาวนา ข้าพเจ้าพูดถึงปัญหาหนักใจ “ทุกๆ ครั้ง ที่ผมพยายามเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อเผยแพร่ความคิด ไม่มีชาวนาคนไหนให้ความสนใจกับความคิดของผมสักคนเดียว บางคนก็ไม่ยอมแม้แต่จะพูดด้วย พวกท่านมีทางออกหรือไม่?”
หลินเพ่ยตอบ “มันก็มีสาเหตุอยู่ คือ หนึ่ง ชาวนาต่างก็ยุ่ง พวกเขามีงานต้องทำ สอง สิ่งที่ท่านพูดมันลึกซึ้งเกินไป บางครั้งแม้แต่พวกเราเองก็ไม่เข้าใจ สาม ท่านไม่มีคนที่ช่วยนำทาง เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าไปในหมู่บ้านก็คือช่วงหนึ่งหรือสองทุ่ม เพราะเป็นช่วงที่พวกชาวบ้านว่างที่สุด ดังนั้น ถ้าหากว่าพวกเราสามารถพาท่านเข้าไปในหมู่บ้าน ส่วนท่านก็ย่อยในสิ่งที่จะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถึงตอนนั้นก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
จากสิ่งที่เขาพูด ทำให้ข้าพเจ้าพบว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดมาก เขายังเตือนข้าพเจ้าด้วยว่าให้ระมัดระวังคำพูดโดยไม่ควรพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางไม่ดีระหว่างที่พูดคุยกับพวกชาวนา คำแนะนำของเขาทำให้ข้าพเจ้าเคารพเขามากยิ่งขึ้นไปอีก
“ขอให้ถือว่าพวกเราได้ตั้งสหภาพชาวนาขึ้นแล้ว” หลี่เล่าสื้อกล่าว “ถ้าหากมีคนร่วมกับเรามากขึ้นก็คงจะดีเยี่ยม แต่ถ้าไม่ พวกเราก็แค่เดินหน้าต่อไป คิดว่าอย่างไรล่ะ?”
“ท่านกล่าวได้ดี” ข้าพเจ้าพูดขึ้น “วันพรุ่งนี้ผมจะเข้าไปในหมู่บ้านกับพวกคุณสองคน ในตอนกลางคืนพวกเราจะจัดปราศรัยกัน” พวกเขาเห็นด้วยว่านี่เป็นความคิดที่ดีและเราได้ตัดสินใจว่าจะให้จางมาอานและหลินเพ่ยเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับข้าพเจ้า
พวกเราพูดคุยกันต่อเป็นเวลานาน หลังจากประชุมเสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้เขียนในบันทึกส่วนตัวว่า “ชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม”
ในวันรุ่งขึ้น หลังเวลาอาหารเช้า เพื่อนชาวนาของข้าพเจ้าคือจางมาอานและหลินเพ่ยก็มาพบกับข้าพเจ้าและนำข้าพเจ้าไปยังหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ ภูเขาชื่อซาน เพราะเหตุที่พวกเขาช่วยแนะนำตัวให้กับข้าพเจ้า พวกชาวนาจึงรู้สึกเป็นกันเองและพูดคุยกับข้าพเจ้าอย่างเปิดอก ข้าพเจ้าชวนให้พวกเขามาร่วมฟังบรรยายในตอนกลางคืนและพวกเขาก็ตอบกลับมาด้วยความกระตือรือร้น พอถึงตอนกลางคืน ข้าพเจ้าก็พบว่าพวกเขาเตรียมโต๊ะ เก้าอี้และโคมไฟไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นมีผู้ฟังอยู่ประมาณหกถึงเจ็ดสิบคน เด็กๆ นั่งอยู่ด้านหน้า ถัดไปก็เป็นพวกผู้ชาย ส่วนผู้หญิงนั่งอยู่ข้างหลัง ข้าพเจ้าได้พูดถึงสาเหตุแห่งความทุกข์ยากที่พวกเขาต้องผจญ การกดขี่บีฑาของพวกเจ้าที่ดิน และชี้หนทางแห่งการปลดแอกชาวนา ข้าพเจ้าใช้วิธีให้ผู้ฟังถามและข้าพเจ้าตอบ จากนั้นจึงถามผู้ฟังว่าเห็นด้วยหรือไม่ ข้าพเจ้าพบว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดอย่างดี จากนั้นข้าพเจ้าจบการบรรยายโดยทิ้งท้ายว่า ในการบรรยายครั้งหน้า ข้าพเจ้าจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าและจะมีการเล่นแผ่นเสียงกับเล่นมายากลให้พวกเขาดูด้วย
ในวันต่อมา เมื่อพวกเราเข้าไปในหมู่บ้านอื่นๆ ก็พบผลตอบรับที่ดีไม่น้อยกว่ากัน ในวันที่สาม ข้าพเจ้าจึงประกาศว่า ในการบรรยายครั้งนี้จะมีการเล่นมายากลด้วย เมื่อถึงวันบรรยายก็มีชาวบ้านมาเข้าร่วมฟังกว่าสองร้อยคน พวกเขาปรบมือให้กับการแสดงมายากลของข้าพเจ้าและตั้งใจฟังการบรรยายอย่างดี ในสัปดาห์ต่อๆ มา ข้าพเจ้าก็ยังคงใช้วิธีเช่นนี้อยู่เพราะพบว่ามันประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง แต่แล้วข้าพเจ้าก็สังเกตเห็นว่าหลินเพ่ยและจางมาอานแสดงอาการเครียดและวิตก ข้าพเจ้าคิดว่าอาจจะเป็นเพราะข่าวลือของพวกเจ้าที่ดินที่ทำให้พวกเขาไม่สบายใจก็เป็นได้ จนต่อมาข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ในตอนแรกพวกเขาตอบว่าไม่มีอะไร แต่เมื่อข้าพเจ้ากดดันมากเข้า หนึ่งในพวกเขาจึงอธิบายว่า “บิดามารดาและพี่น้องของพวกเราต่างเสียใจที่เราใช้เวลาไปกับท่านแทนที่จะทำงานในท้องนา บิดาและมารดาของข้าตะคอกว่า ‘แกเอาแต่เที่ยวเตร่กับเผิงพ่าย เผิงพ่ายมันไม่อดตายหรอก แต่พวกเราน่ะสิจะเอาตัวรอดยังไง!’ ในตอนเช้าวันนี้ ตอนที่ข้าออกจากบ้านมา บิดาของข้าเกือบจะทุบตีข้า ไม่ใช่แค่บิดามารดา แม้แต่เมียและพี่น้องของข้าต่างก็เสียใจ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงดูเศร้าหมอง”

หลังจากพูดคุยถกเถียงกันอยู่เป็นเวลานาน พวกเราสามคนก็ได้แผนขึ้นมาดังนี้ คือข้าพเจ้าจะไปยืมเงินจำนวนสามเหรียญเงินจากเพื่อนแล้วก็ให้หลินเพ่ยยืมไป พอเขากลับบ้าน เขาก็จะเอาเงินออกมานับ แล้วก็แกล้งทำตกพื้นให้มีเสียงดัง ซึ่งแน่นอนว่า มารดาของเขาจะต้องถามว่าได้เงินมาจากไหน เขาก็จะได้ตอบไปว่า “ใครกันหาว่าข้าเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ทำมาหากิน? แม่คิดว่าที่ข้าลงทุนลงแรงไปนี่เพื่อเอาสนุกอย่างนั้นหรือ? ข้าทำเพื่อเงินต่างหาก” พอมารดาของเขาได้ยินเช่นนี้ หล่อนย่อมเปลี่ยนความโกรธเป็นความยินดี พี่น้องของเขาจะต้องหยุดวิจารณ์ แม้แต่ภรรยาก็จะต้องดีใจที่เห็นว่าสามีทำเงินได้ไม่น้อย พอเหตุการณ์เป็นปกติดังนี้ หลินเพ่ยก็ส่งเงินนั้นต่อให้จางมาอานผู้ซึ่งประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน จนท้ายที่สุดพวกเราก็ได้คืนเงินให้กับเจ้าของเงิน แผนนี้ช่วยซื้อเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ในระหว่างนี้หลินเพ่ยกับจางมาอานได้ฝึกฝนอย่างหนักจนพวกเขาสองคนก้าวหน้าเป็นอย่างมากและสามารถขึ้นกล่าวปราศรัยได้ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรยากยิ่งไปกว่าการชักชวนให้ชาวนาเข้าร่วมสหภาพ พวกเขามักจะตอบว่า “ฉันก็เห็นด้วยนะ แต่ฉันจะเข้าร่วมก็ต่อเมื่อคนอื่นๆเข้าร่วมกันหมดก่อน” เราอธิบายให้พวกเขาฟังว่า ถ้าหากทุกคนพากันคิดอย่างนี้ สหภาพชาวนาก็คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในพันหรือหมื่นปีนี้หรอก เราบอกกับพวกเขาว่าการเข้าร่วมสหภาพชาวนาก็เหมือนกับการข้ามแม่น้ำ ในฝั่งนี้คือความทุกข์ยาก แต่เมื่อข้ามไปแล้ว อีกฝั่งนึงก็คือความสุขสมบูรณ์ พวกเราทุกคนต่างก็กลัวจะจมน้ำกันทั้งนั้น จึงไม่มีใครกล้าข้ามแม่น้ำเป็นคนแรก แต่การเข้าร่วมสหภาพก็คือการร่วมมือกัน ช่วยเหลือให้ข้ามแม่น้ำไปด้วยกันได้ เราอธิบายว่า สหภาพชาวนาก็คือองค์กรที่พวกเราสามารถร่วมกันแสดงความเห็นและตัดสินใจ สมาชิกสหภาพผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้อง ชาวนาหลายคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ เมื่อพวกเขาตัดสินใจจะเข้าร่วมสหภาพและเราเริ่มเขียนชื่อพวกเขาลงในบันทึก ชาวนาคนอื่นๆ ต่างก็หวาดกลัวและพากันเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าต้องหยุดการลงทะเบียนด้วยวิธีจดชื่อ ถึงกระนั้นก็หาสมาชิกเพิ่มได้แค่สองคนภายในหนึ่งสัปดาห์ เมื่อถึงตอนสิ้นเดือน พวกเราก็มีสมาชิกเพียงประมาณสามสิบคน
ในช่วงเวลานี้เอง มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในหมู่บ้านอวิ๋นลู่ซึ่งอยู่ในเขตภูเขาชื่อซาน ลูกสะใภ้ของสมาชิกคนหนึ่งในสหภาพชาวนาซึ่งมีอายุเพียง 6 ขวบ จมน้ำเสียชีวิต ชาวบ้านประมาณสามสิบหรือสี่สิบคนจากหมู่บ้านของเธอพากันมาที่หมู่บ้านของพวกเรา พวกเขากล่าวหาว่าสมาชิกของเราเป็นคนสังหารและต้องการล้างแค้น สมาชิกสหภาพของเราทั้งสามสิบคนจัดประชุมเพื่อหาทางตอบโต้ พวกเราตัดสินใจพากันไปเจอพวกเขาเพื่อหาข้อสรุปกับครอบครัวของผู้ตาย พอเราไปถึงที่นั่น เราถามพวกเขาว่าอะไรคือหลักฐานที่พวกเขาใช้กล่าวหาสมาชิกของเราและพวกเราก็ขอจดชื่อพวกเขาทุกคนลงในสมุดบันทึก จากนั้นพวกเราก็กล่าวข่มพวกเขาว่า “พวกเจ้าพลาดแล้ว” พอได้ยินดังนั้นพวกเขาต่างก็หวาดกลัวเพราะถูกจดชือไว้หมดทุกคน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับตำบลคนหนึ่งชื่อโจวเมิ่งเหมยก็เดินทางมาไกล่เกลี่ย เขาบอกว่าสมาชิกของเราควรจะยอมรับโทษเสีย พวกเราจึงพากันขับไล่จนเขาแทบหนีไปไม่ทัน ในตอนนี้ญาติๆ ของผู้เสียชีวิตต่างก็หวาดกลัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม พวกเขาขอร้องเรา “อย่างน้อยก็ให้พวกเราได้ตรวจดูศพสักหน่อยเถอะ”
เราตอบพวกเขาว่า “เอาเลย ถ้าพวกเจ้ากล้า ถ้าพวกเจ้าไม่กลัวจะถูกจับขังคุกน่ะนะ เอาเลย ไปเปิดโลงดูเอาเลย” พวกผู้หญิงของทางฝั่งนั้นต่างก็แสดงอาการกลัวเมื่อเราพูดถึงคำว่า “คุก” ขึ้นมา พวกหล่อนกระตุกเสื้อของพวกผู้ชาย ส่งสัญญาณว่ากลับหมู่บ้านเสียจะดีกว่า
พอถึงตอนนี้ เราก็กดดันพวกเขามากขึ้น จนพวกเขาถามว่า “พวกเรามาในฐานะของญาติผู้ตาย แล้วพวกเจ้ามาเกี่ยวอะไรด้วย”
“พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าตอนนี้เราจัดตั้งสหภาพชาวนาขึ้นแล้ว?” พวกเราตอบ “สหภาพชาวนาก็คือสหภาพของผู้ยากไร้ สมาชิกสหภาพสามัคคีกลมเกลียวยิ่งกว่าพี่น้องจริงๆ เสียอีก อะไรที่ทำให้สมาชิกคนหนึ่งเดือดเนื้อร้อนใจก็คือปัญหาของสมาชิกทุกคนด้วย ในวันนี้ สหายของเราคนนี้ได้รับความเดือดร้อน พวกเราจึงเสี่ยงชีวิตมาช่วยเขา พวกเจ้าเองก็ต่างก็เป็นชาวนาเหมือนกัน วันหนึ่งก็คงจะได้เข้าร่วมสหภาพอย่างแน่นอน พวกเราจะช่วยพวกเจ้าเช่นเดียวกับที่ช่วยผู้ชายคนนี้ เอ้า! พวกเจ้ารีบกลับบ้านไปซะเถอะ”
การจากไปของพวกเขาทำให้พวกเราทุกคนโล่งอก ไม่มีใครในหมู่เราที่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน หลังจากนั้นข่าวก็แพร่กระจายออกไป ชาวนาจำนวนมากเริ่มรู้ว่าสมาชิกของสหภาพรักใคร่ดุจพี่น้องและสามารถรวมตัวกันช่วยเหลือสมาชิกคนอื่นๆ ได้ พวกเราใช้เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ “หากเราไม่ร่วมมือกัน เราย่อมไม่มีพลัง และหากเราไม่มีพลัง เราย่อมถูกเอาเปรียบได้โดยง่าย ถ้าหากเราต้องการพลัง ชาวนาต้องเข้าร่วมสหภาพโดยทันที” ด้วยเหตุนี้ สมาชิกของเราก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ไม่นานหลังจากนั้น เราพบว่าชาวนาบางคนพยายามจะเข้าไปยึดครองที่ดินของคนอื่น พวกเจ้าที่ดินจึงสบโอกาสเพิ่มค่าเช่าและเปลี่ยนคนเช่าใหม่ ดังนั้นสหภาพจึงได้เริ่มกำหนดกฎขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ โดยกฎเหล่านั้น อาจสรุปโดยย่อได้ดังนี้:
– ห้ามบุคคลอื่นทำงานในที่ดินที่สมาชิกของสหภาพเป็นผู้เช่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสหภาพและสมาชิกผู้เช่าที่ดินนั้น
– ห้ามบุคคลอื่นเช่าที่ดินที่สมาชิกของสหภาพได้เช่าอยู่ก่อนแล้ว โดยที่ผู้เช่าที่ดินอยู่ก่อนนั้นไม่ได้บอกเลิกเช่าหรือได้รับอนุญาตจากสหภาพ ผู้ละเมิดข้อบังคับนี้ย่อมได้รับการลงโทษขั้นรุนแรง
– ในกรณีที่เจ้าที่ดินพยายามยึดที่ดินคืนจากสมาชิกของสหภาพด้วยการเพิ่มค่าเช่าและทำให้สภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกเลวร้ายขึ้น สมาชิกผู้นั้นอาจร้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพ ไม่ว่าจะด้วยการช่วยเหลือให้ได้ทำงานประเภทอื่นหรือโน้มน้าวขอความอนุญาตจากสมาชิกอื่นให้สามารถทำงานในนาของพวกเขา
หลังจากที่เรากำหนดกฎเหล่านี้ขึ้นก็ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกันเองระหว่างสมาชิกของสหภาพอีกเลย แม้แต่พวกเจ้าที่ดินก็ไม่กล้าขึ้นค่าเช่าที่ดินกับสมาชิกของสหภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีที่ชาวนาซึ่งไม่ใช่สมาชิกสหภาพพยายามจะแย่งที่นาซึ่งเช่าโดยสมาชิกของสหภาพอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อพวกเขาได้พูดคุยกับตัวแทนของสหภาพ พวกเขาก็ยอมคืนที่ดินให้กับสมาชิกของเราอย่างรวดเร็ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้าที่ดินไม่ยอมคืนที่ดินให้ผู้เช่าเดิม (ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพ) ทำให้พวกเราตัดสินใจประกาศบอยคอต เหตุนี้ทำให้เจ้าที่ดินยอมคืนที่ดินให้กับสมาชิกของสหภาพอีกครั้ง เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนมาเช่าที่ดินผืนนั้น และนี่คืออีกหนึ่งชัยชนะของพวกเรา
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่พวกชาวนาต้องพายเรือเข้าไปในเมืองเพื่อเก็บอุจจาระคนมาทำเป็นปุ๋ย พวกนักเลงก็จะบังคับให้พวกเขาจ่ายเงินค่าเทียบท่าเรือ ถ้าชาวนาไม่ยอม พวกนักเลงก็จะเอาหางเสือเรือออก ถ้าชาวนาอยากจะได้หางเสือคืน ก็จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว พวกชาวนาต่างก็พากันเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมเช่นนั้น สหภาพของเราจึงประกาศว่าจะแก้ไขปัญหานี้ วิธีการของเราคือดังนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกนักเลงเดินทางเข้ามาในหมู่บ้าน หรือพายเรือผ่านมา พวกเราจะเรียกค่าผ่านทาง ถ้าหากพวกเขาไม่ยอม เราก็จะไม่ยอมจ่าย “ค่าเทียบเท่าเรือ” ของพวกนักเลงด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้ สุดท้าย “ค่าเทียบท่าเรือ” ก็ถูกยกเลิกไปโดยง่ายดาย
พวกเรายังพบด้วยว่าชาวนามักจะทะเลาะวิวาทกัน เสร็จแล้วพวกชนชั้นสูงก็จะหาประโยชน์จากพวกเขา หากพวกเขาฟ้องร้องคดีต่อศาล ครอบครัวก็จะแตกแยกและสูญเสียทรัพย์สินทุกอย่างไปในคดีความ ด้วยเหตุนี้ เราจึงส่งประกาศไปยังสมาชิกสหภาพทุกคนว่า หากสมาชิกของเรามีข้อทะเลาะวิวาทหรือข้อบาดหมางกันเอง ให้รายงานต่อสหภาพเป็นอันดับแรก หากสมาชิกคนใดไม่ยอมแจ้งให้สหภาพทราบแต่ไปเข้าหาพวกชนชั้นสูงหรือฟ้องร้องต่อศาลเองก่อน สมาชิกคนนั้นจะถูกขับออกจากสหภาพ และสหภาพจะสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทันทีต่อให้เขาเป็นฝ่ายถูกต้องก็ตาม และเมื่อใดก็ตามที่สมาชิกของเรามีข้อพิพาทกับคนที่ไม่ใช่สมาชิกของสหภาพ ก็จะต้องรายงานให้สหภาพทราบก่อนเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ในกรณีที่สมาชิกต้องการต่อรองกับเจ้าที่ดินและไม่ยอมรายงานให้สหภาพทราบก่อน สหภาพจะไม่รับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้น อำนาจทางการเมืองก็ย้ายจากมือของพวกชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินมาสู่สหภาพชาวนา ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นต่างก็โกรธแค้นสหภาพชาวนาเพราะพวกเขาสูญเสียรายได้จาก ‘ธุรกิจ’ (ขูดรีดชาวนาจากการมีคดีความ – ผู้แปล) ไปไม่น้อย และเพราะว่าสหภาพชาวนาของเราสามารถแก้ไขปัญหาจำนวนมากของชาวนาได้และยังนำชัยชนะหลายต่อหลายครั้งมาให้พวกเขา สมาชิกของสหภาพจึงเพิ่มขึ้นวันต่อวัน
3. จากสหภาพชาวนาแห่งภูเขาชื่อซานสู่ศูนย์กลางสหภาพชาวนาตำบลไห่เฟิง

ขณะนี้เป็นเดือนกันยายนของปี ค.ศ. 1922 เรามีสมาชิกประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านทั้ง 28 แห่งของเขตภูเขาชื่อซาน พวกเราได้ประชุมเพื่อก่อตั้งสหภาพชาวนาแห่งภูเขาชื่อซานขึ้นในวันหนึ่งของเดือนกันยายนนั้นเอง นอกเหนือไปจากสมาชิกสหภาพแล้ว ยังมีหลี เยว่ถิง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมและหยาง สื้อเจิ้น อาจารย์ใหญ่โรงเรียนประถมเข้าร่วมการประชุมและกล่าวปาฐกถาด้วย ในการประชุมครั้งนี้ หวง เฟิ่งหลินได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสหภาพชาวนาแห่งภูเขาชื่อซาน เมื่อประชุมเสร็จมีงานเลี้ยงน้ำชา จากนั้นสมาชิกสหภาพทุกคนก็แยกย้ายกลับบ้านด้วยความสุข การประชุมก่อตั้งสหภาพในครั้งนี้ส่งผลต่อประชาชนในหมู่บ้านต่างๆ เป็นอันมาก ทำให้จำนวนผู้สมัครสมาชิกเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วสหภาพของเรามีสมาชิกใหม่ถึงวันละ 10 คน ขั้นตอนในการสมัครสมาชิกสหภาพฯ เป็นดังนี้ ในตอนแรก ผู้สมัครจะต้องไปปรากฏตัวที่สำนักงานของสหภาพฯ และจ่ายค่าสมัครสมาชิกเป็นเงิน 20 เหา(毫) (เหา = 1/10 ของหยวน) (ตามความตั้งใจเดิม นอกเหนือไปจากค่าสมัครแรกเข้าแล้ว เราอยากให้ผู้สมัครจ่ายค่าสมาชิกฯ เป็นรายปี หรือรายเดือนด้วย แต่เกรงว่าจะเป็นการยุ่งยากสำหรับพวกเขา ดังนั้นเพื่อให้มีความชัดเจนและเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ดี เราจึงเก็บเพียงค่าสมัครสมาชิกแรกเข้า แต่เราก็ยังมีแผนที่จะเก็บค่าต่ออายุสมาชิกเมื่อชาวนามีประสบการณ์ในกิจการของสหภาพมากขึ้นแล้ว) จากนั้นเมื่อพวกเขาได้รับฟังคำอธิบายเรื่องสหภาพเสร็จสิ้น เราก็จะออกบัตรประจำตัวสมาชิกสหภาพฯ ให้ ซึ่งคล้ายในภาพด้านล่างนี้ (ข้อความถูกพิมพ์ลงในกระดาษแข็งแบบกระดาษนามบัตร)
ขณะนี้เองที่สหภาพได้ออกคำประกาศและเผยแพร่ประโยชน์ของการเข้าร่วมสหภาพ ไปพร้อมๆกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง จนในเดือนตุลาคม เรามีสมาชิกใหม่วันละถึงประมาณ 20 คน เมื่อชาวนาในหลายๆชุมชน ได้เห็นแบบอย่างจากภูเขาชื่อซาน พวกเขาต่างก็จัดตั้งสหภาพประจำเขตของตนเอง จนในที่สุดทั้งตำบลไห่เฟิงก็มีแต่สหภาพชาวนาเต็มไปหมด ดังนั้นจึงเป็นเวลาอันเหมาะสมแล้วที่จะตระเตรียมความพร้อมเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางสหภาพชาวนาตำบลไห่เฟิง
สหภาพฯ ได้จัดตั้ง “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์” ขึ้น สมาชิกทุกคนของสหภาพมีสิทธิ์เข้าร่วมกองทุนฌาปณกิจฯ นี้ ในตอนนั้น เรามีสมาชิกเข้าร่วมกองทุนได้ประมาณ 150 คน กองทุนมีกฏว่า หากมีสมาชิกคนใดเสียชีวิตหรือสูญเสียบุพการี สมาชิกคนอื่นๆ จะต้องบริจาคเงินเป็นจำนวน 2 เหา ให้แก่ครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิตหรือสมาชิกที่สูญเสียบุพการี ในวันแรกที่กฏนี้ถูกประกาศออกไป บิดาของสมาชิกคนหนึ่งเสียชีวิต สมาชิกทุกคนก็บริจาคคนละ 2 เหา รวมแล้วได้กว่า 30 หยวน สมาชิกเหล่านี้ยังได้เข้าร่วมงานศพอีกด้วย พอต่อมาในวันที่ 5 บิดาของสมาชิกอีกคนหนึ่งตาย สมาชิกของกองทุนฌาปนกิจฯ เริ่มแบกภาระทางการเงินไม่ไหว สหภาพก็ต้องออกเงินให้ไปก่อนและเก็บจากกองทุนฌาปณกิจฯ ในภายหลัง ไม่เพียงเท่านั้น ปรากฏว่าในวันที่ 7 สมาชิกคนหนึ่งตาย สหภาพก็จำเป็นต้องออกให้ก่อนอีก 30 หยวน สมาชิกกองทุนเริ่มวิตก เพราะเพียงตั้งกองทุนฯ ได้ 10 วันก็มีคนตายถึง 5-6 คนแล้ว ถ้าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปกองทุนฯจะทำอย่างไรได้ ในที่สุดเราจึงจัดประชุมขึ้น ผลของการประชุมก็คือ กองทุนฌาปนกิจจะถูกยุติลงชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งหากว่างบประมาณของสหภาพฯ มีความคล่องตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้น เรายังได้จัดตั้ง ‘โอสถศาลา’ อีกด้วย สำนักงานของโอสถศาลาอยู่บนถนนสายหลักของตัวเมืองไห่เฟิง แพทย์ที่ประจำโอสถศาลาไม่เพียงแต่ได้รับการฝึกฝนตามหลักสูตรแพทย์แผนตะวันตกมาเท่านั้นแต่เขายังมีความสนใจในขบวนการชาวนาอีกด้วย สมาชิกคนใดก็ตามที่ต้องการยาสามารถแสดงบัตรประจำตัวสมาชิกเพื่อเป็นส่วนลดค่ายาได้ถึงครึ่งนึง คนที่ไม่ใช่สมาชิกต้องจ่ายเต็มจำนวน สมาชิกทุกคนยังได้รับสิทธิ์ตรวจและรักษาฟรีโดยนายแพทย์ท่านนี้ สำหรับภรรยาของสมาชิกทุกคนก็สามารถมาทำคลอดฟรีที่โอสถศาลาได้เช่นกัน ยาที่ใช้ระหว่างการดูแลครรภ์และดูแลทารกก็จะได้รับส่วนลดครึ่งนึงและมักจะมีราคาเพียง 20 ถึง 30 เหาเท่านั้น นโยบายนี้ทำให้มีชาวนาจำนวนมากสนใจใช้บริการโอสถศาลาและการทำคลอดฟรี เรายังจับตัวคนที่ไม่ใช่สมาชิกแต่แสร้งเป็นสมาชิกได้ด้วย คนเหล่านี้หยิบยืมบัตรประจำตัวสมาชิกมาจากคนอื่น ทำให้เราต้องเพิ่มกฏเกณฑ์ลงไปว่าหากสมาชิกคนใดทำบัตรประจำตัวสมาชิกหาย เขาจะต้องเสียเงินค่าออกบัตรประจำตัวใหม่ในราคา 2 เหา
และแล้วในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1923 “ศูนย์กลางสหภาพชาวนาตำบลไห่เฟิง” ได้ถูกจัดตั้งขึ้น มีสมาชิกทั้งหมด 20,000 คน และมีประชากรที่อยู่ในเขตอำนาจของศูนย์กลางสหภาพฯ ทั้งหมด 100,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งตำบล ในวันนั้นเองที่ตัวแทนหมู่บ้านมากกว่า 60 หมู่บ้านได้มาชุมนุมกันเพื่อก่อตั้งศูนย์กลางสหภาพฯ ขั้นตอนของการประชุมเป็นดังนี้
1. ประธานแจ้งจุดประสงค์ของการประชุม
2. ตัวแทนหมู่บ้านกล่าวรายงาน
3. ประธานแจ้งเรื่องการเตรียมจัดตั้งศูนย์กลางสหภาพชาวนาระดับตำบล
4. ปาฐกถา
5. เลือกตั้ง
6. อภิปรายเรื่องกฏและข้อบังคับ
7. นำเสนอข้อเสนอต่างๆ
8. งานเลี้ยง
เผิงพ่ายได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานศูนย์กลางสหภาพฯ หยางฉีซานเป็นรองประธาน หลานจิ้งชิงเป็นเหรัญญิก หลินเพ่ยเป็นผู้จัดการ จางมาอานเป็นผู้ตรวจการ ฯลฯ …(ส่วนตำแหน่งที่เหลือข้าพเจ้าจดจำไม่ได้แล้ว – เผิงพ่าย)…
ปัญหาหนึ่งที่ได้รับการอภิปรายในที่ประชุมก็คือ ศูนย์กลางสหภาพฯ ควรเพิ่มค่าบำรุงที่เก็บจากสมาชิกเพื่อให้สหภาพสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ พวกเราได้ลองหาอยู่หลายหนทางจนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปดังนี้ พวกเราทราบว่าชาวนาขายสินค้าของพวกเขาในตลาดมันเทศ ตลาดน้ำตาล ตลาดผัก ตลาดถั่ว ตลาดข้าว ตลาดฟืน ตลาดหมูและตลาดฟาง ตลาดเหล่านี้ต่างถูกควบคุมโดยพวกชนชั้นสูง เจ้าที่ดินและพระสงฆ์ เรามีความคิดว่าเฉพาะเพียงแค่ตลาดมันเทศอย่างเดียว ก็สามารถสร้างรายได้มากถึง 500 หยวน หากเรารวมรายได้จากทุกตลาดก็จะมากถึง 3,000-4,000 หยวนเลยทีเดียว ดังนั้นหากเราจะอ้างสิทธิ์ในตลาดเหล่านี้แทนพวกชนชั้นสูงจะได้ไหม? แน่นอนว่าถ้าทำเช่นนั้นก็จะต้องเผชิญหน้ากับพวกชนชั้นสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขั้นแรกเราจึงจะเจรจาต่อรองกับพวกชนชั้นสูงก่อน หากพวกเขายังดึงดัน เราจะประกาศให้ย้ายตลาดมันเทศไปที่อื่นเสียและภายในไม่เกินสามวันตลาดอื่นๆ ก็จะต้องย้ายตามมา ศูนย์กลางสหภาพจึงได้เริ่มงานในขั้นต้นด้วยการส่งสมาชิกเข้าไปในตลาดมันเทศเพื่อดูแลการซื้อขาย พวกชนชั้นสูงต่อต้านอย่างรุนแรง เราจึงติดประกาศเรียกร้องให้ชาวนาทั้งหมดเลิกขายของในตลาดเก่าและแยกย้ายกันไปตั้งร้านค้าในบริเวณสำนักงานสหภาพประจำเขตของพวกเขา ด้วยมาตรการนี้ เราได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมตลาดมันเทศได้อย่างสมบูรณ์ รายได้จากตลาดถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจการของโอสถศาลา
หลังจากมีข่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ริเริ่มโครงการ “การศึกษาแนวใหม่” ชาวนาก็เริ่มหวาดกลัว ไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เรื่อง “การศึกษาแนวใหม่” ถูกพูดถึง พวกเขาก็จะแสดงสีหน้าหวั่นวิตก ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ศูนย์กลางสหภาพฯ ได้ประกาศคำขวัญใหม่ นั่นคือ “การศึกษาเพื่อชาวนา” ซึ่งมีจุดประสงค์จัดตั้งโรงเรียนสำหรับชาวนา โครงการ “การศึกษาเพื่อชาวนา” นั้น แตกต่างอย่างมากกับ “การศึกษาแนวใหม่” เพราะเรามีเป้าหมายสอนให้ชาวนารู้จักการทำบัญชี พวกเจ้าที่ดินจะได้หลอกพวกเขาไม่ได้ เรายังสอนให้ชาวนารู้จักเขียนจดหมาย ใช้ลูกคิด สอนให้พวกเขารู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับเมล็ดพืชและเครื่องมือทางการเกษตรต่างๆ และเราก็สอนให้พวกเขารู้จักการบริหารสหภาพด้วย ชาวนาพึงพอใจกับโครงการนี้ นอกจากนี้ศูนย์กลางสหภาพฯ ยังให้อุปกรณ์การสอนและว่าจ้างครูมาสอนแก่นักเรียนโดยไม่ต้องเสียเงิน ไม่น่าแปลกใจว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกชาวนามีความสุข
หากถามว่าโรงเรียนชาวนาจะเอาแหล่งทุนมาจากไหน? คำตอบก็คือในแต่ละหมู่บ้านที่มีการจัดตั้งโรงเรียนชาวนาจะต้องแบ่งที่นาบางส่วนออกมา ถือว่าที่นาส่วนนี้คือ “ที่นาของของโรงเรียน” โดยโรงเรียนฯ เป็นผู้เช่าจากเจ้าที่ดิน ค่าเมล็ดพืชและปุ๋ยมาจากสหภาพฯ ส่วนเครื่องมือทำนาและแรงงานมาจากครอบครัวของเด็กนักเรียนซึ่งจะต้องแบ่งหน้าที่ไถและหว่านกันเองอีกด้วย เมื่อได้เวลากำจัดวัชพืช ครูของโรงเรียนชาวนาจะพาเด็กนักเรียนไปยัง “ที่นาของโรงเรียน” พวกเขาจะแบ่งที่นาสำหรับนักเรียน 4 กลุ่มเพื่อแข่งขันกัน วิธีนี้ทำให้วัชพืชหมดจากนาอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับที่เด็กนักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำนา เมื่อข้าวพร้อมเกี่ยว ครอบครัวของเด็กนักเรียนก็จะมีหน้าที่เก็บเกี่ยวผลผลิต รายได้ที่เกิดจากผลผลิตส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็นค่าเช่าให้เจ้าที่ดิน ส่วนรายได้ที่เหลือจะถูกนำไปเป็นเงินเดือนของครูประจำโรงเรียนชาวนา ภายในเวลาเดือนเดียวหลังจากริเริ่มโครงการ มีโรงเรียนชาวนาอีกนับสิบแห่งได้ถูกตั้งขึ้น ยังไม่รวมการจัดตั้ง “โรงเรียนนอกเวลา” ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารและการดูแลของสำนักงานการศึกษาของศูนย์กลางสหภาพฯ นับแต่นั้น เด็กชาวบ้านกว่า 500 คน ที่เคยถูกกีดกันจากโอกาสทางการศึกษาอย่างสมบูรณ์ก็ได้เข้าร่วมกับโรงเรียนของเรา
ในเวลานี้เองกิจกรรมของศูนย์กลางสหภาพชาวนาตำบลไห่เฟิงได้มาถึงจุดสูงสุด ผู้ตรวจการตำบลในขณะนั้นคือ เวิง กุ้ยชิงซึ่งเป็นคนสนิทของเฉินจย่งหมิงไม่เห็นชอบกับกิจกรรมของสหภาพฯ แต่กระนั้นเขาก็ไม่กล้าสั่งให้สหภาพฯยุติการดำเนินงาน พวกเราได้รับเสรีภาพยิ่งขึ้นในการเรียกร้องและต่อสู้ เนื่องจากบัดนี้ศูนย์กลางสหภาพฯ มีอำนาจต่อรองในมืออยู่ระดับนึง เราจึงได้ประกาศคำขวัญใหม่สำหรับชาวนาที่เป็นสมาชิกโดยเฉพาะดังนี้
“…ลดค่าเช่า
ยกเลิกกฏสามข้อ
ยกเลิกของขวัญสำหรับเจ้าที่ดิน (ไก่ เป็ด ข้าว และเงิน)
ไม่จ่ายส่วยให้ตำรวจ…”
ในขณะเดียวกันก็มีคำขวัญสำหรับคนนอกดังนี้
” พัฒนาเกษตรกรรม
เพิ่มพูนความรู้ของชาวนา
ประกอบกิจกรรมเพื่อการกุศล”
แผนของเราในขณะนั้นคือจะยังไม่ต่อรองกับเจ้าที่ดินให้ลดค่าเช่าจนกว่าพวกเราจะตระเตรียมความพร้อมได้อย่างน้อย 5 ปีเสียก่อน
ในที่สุดเมื่อถึงวันตรุษจีนของปี ค.ศ. 1923 วงดนตรีและคณะเชิดมังกรจากหมู่บ้านต่างๆ ได้เดินทางมาที่ไห่เฟิงเพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนสำหรับชาวนาที่จัดขึ้นโดยศูนย์กลางสหภาพฯ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เราได้จัดงานขึ้นที่สนามหญ้าหน้าศาลบรรพชนตงหลินในเฉียวตง มีสมาชิกมากกว่า 6,000 คน และคนที่ไม่ใช่สมาชิกกว่า 3,000 คน มาร่วมงาน ยังมีป้ายผ้า วงดนตรี และคณะเชิดมังกรเป็นตัวแทนจากหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมแสดงในงานอีกด้วย กิจกรรมในงานเฉลิมฉลองประกอบด้วย (1) เล่นดนตรี (2) ประธานชี้แจงจุดประสงค์ของการจัดงาน (3) แสดงปาฐกถา (4) ขับร้องและเล่นดนตรี (5) การเชิดมังกร (6) กล่าวสดุดี “ชาวนาจงเจริญ!” (7) จุดประทัด ผู้กล่าวปาฐกถาอันประกอบด้วยเผิงพ่าย ฮวงเฟิ่งหลินและหยางฉีซานได้แสดงให้เห็นว่าก่อนที่การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะเป็นจริงย่อมไม่อาจมีปีใหม่ที่สุขสันต์ เพราะวันตรุษจีนคือช่วงเวลาที่เหล่าผู้กดขี่จะใช้เป็นโอกาสเรียกร้องให้เราชดใช้หนี้ ดังนั้นที่พวกเราได้มารวมกันในวันนี้หาใช่เพราะความสุขไม่ แต่เป็นเพราะความทุกข์ยาก อย่างไรก็ตาม นี่คือโอกาสที่เราจะแสดงให้ศัตรูเห็นถึงความแข็งแกร่งของเราและปลุกความตื่นรู้ในการปฏิวัติขึ้นแก่ตัวเรา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงรู้สึกเจ็บปวดและก็ปิติยินดีในเวลาเดียวกัน
ในวันนั้นเอง เราได้ออกบัตรประจำตัวสำหรับสมาชิกใหม่ 2,000 คน ทำให้มีรายได้จากค่าสมัครสมาชิกรวม 400 เหรียญ นับเป็นจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสหภาพฯ หลังจากนั้น จะมีสมาชิกใหม่เข้าร่วมสหภาพฯ วันละประมาณ 100 คน เป็นงานที่หนักหน่วง และทุกๆ วัน จะมีเพื่อนชาวนาจำนวน 300 คนมาที่สำนักงานของสหภาพเพื่อถามข้อมูล สนทนาแลกเปลี่ยนและเพื่อสมัครเป็นสมาชิกของสหภาพฯ เราจึงยุ่งอย่างมาก
กิจกรรมของเราจับความสนใจของเจ้าที่ดินคนหนึ่ง ผู้กล่าวว่า “พวกเราไม่คิดว่าพวกสหภาพฯ จะประสบความสำเร็จ พวกเราเคยคิดว่ามันช่างไร้สาระสิ้นดี แต่มันก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ เสียแล้ว!”…
– จบ –