ผมต้องยอมรับว่าแค่คิดจะเขียนโต้บทความนี้ (อ่านได้ที่นี่) ก็เกิดอาการเหนื่อยใจขึ้นมาแล้ว เพราะโตมร สุขปรีชาผู้ดูท่าจะตั้งใจเขียนบทความหลายตอนเกี่ยวกับประเด็นที่ซับซ้อนอย่างบทบาทของโรเบสปิแอร์ในการปฏิวัติฝรั่งเศสกลับเผยให้เห็นว่าเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนถึงสักเท่าไหร่ในหลายจุดของบทความ
สิ่งที่น่าอับอายที่สุดคือการบอกว่าโรเบสปิแอร์เสียชีวิตวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1794 ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเสียชีวิตในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 จะมองว่าเป็นการพิมพ์ผิดก็คงไม่ได้ เพราะการตั้งใจปล่อยบทความในวันนี้ก็ดูจะสอดคล้องกันดี
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา เมื่ออ่านถึงบทเกริ่นนำของเขาท่อนที่กล่าวว่า “โรเบสปิแอร์ก็ส่งเสียงกรีดร้องสิ้นหวังหวาดกลัวออกมา” ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าควรจะถือว่าบทความนี้ของโตมรเป็นเรื่องจริงจังหรือว่าเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์กันดี ผมสงสัยว่าโตมรย้อนเวลาไปถามโรเบสปิแอร์หรืออย่างไรจึงรู้ว่าเขากรีดร้องด้วยความสิ้นหวังหวาดกลัวไม่ใช่เพราะเจ็บปวดบาดแผลที่น่าจะกำลังติดเชื้อ ในเมื่อย้อนเวลาไปได้ถึงขนาดนั้นแล้วก็น่าจะเช็คเวลาในปฏิทินด้วยว่าเขาเสียชีวิตวันไหนกันแน่
ผมไม่ค่อยมีปัญหาจนกระทั่งถึงบทที่ 4 ซึ่งโตมรพยายามปูพื้นฐานบริบทของความขัดแย้งในสังคมฝรั่งเศสยุคนั้น เขาอ้างว่า “…การควบคุมประเทศให้ได้ผล จึงต้องทำให้สองส่วนสำคัญ—คือขุนนางและพระ, เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้เสียก่อน ซึ่งในตอนนั้นก็ต้องบอกว่าไม่มีปัญหาใดๆ ปัญหามาติดอยู่ที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก, คนกลุ่มนี้คือสามัญชนหรือประชาชนนั่นเอง…” ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจผิดที่ใหญ่หลวงมากต่อพัฒนาการของการปฏิวัติฝรั่งเศส เพราะความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำนั่นคือระหว่าง “กษัตริย์และรัฐบาล” กับ “อภิชนและศาสนจักร” ที่เรียกว่า “การขบถของอภิชน” (révolte nobiliaire) นี่เองที่เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส [1] ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ากลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะฝืดเคืองด้านการคลังของรัฐบาลกษัตริย์ฝรั่งเศสก็คือชนชั้นนำอย่างอภิชนและศาสนจักรนั่นเอง
ความฝืดเคืองด้านการคลังของรัฐบาลของกษัตริย์ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเข้าร่วมสงครามปฏิวัติอเมริกันในปี ค.ศ. 1778 บีบให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องลดภาวะขาดดุลการคลัง สถานการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนการเรียกประชุมสภาฐานันดรทั่วไปเป็นเวลาหลายปี ผู้รับผิดชอบด้านการคลังอย่างเช่น อาน โรแบร์ต์ ฌาร์ค ตูร์โกต์ (Anne Robert Jacques Turgot) ผู้อำนวยการกองบัญชีกลาง (Comptroller-General) และที่ปรึกษาด้านการคลังของกษัตริย์ในยุคนั้นเสนอแนวทางหลายประการเพื่อลดสภาวะขาดดุลการคลัง สองแนวทางสำคัญที่เขาเสนอคือ 1.) การยกเลิกระบบแบ่งแยกภาษีตามฐานันดรโดยให้เก็บภาษีอิงตามขนาดที่ดินโดยทั่วกัน (นั่นหมายความว่าศาสนจักรที่เคยได้รับการยกเว้นและยังเป็นเจ้าที่ดินสำคัญก็จะต้องเสียภาษีด้วย) และ 2.) การขยายฐานภาษีของอากรสแตมป์ (ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสมาคมอาชีพต่างๆ) ข้อเสนอของตูร์โกได้รับความนิยมในหมู่นักการคลังสมัยนั้นหลายคน และแม้แต่คนที่ไม่เห็นด้วยกับตูร์โกต์ก็ยังเชื่อว่าการปฏิรูประบบภาษีจะเป็นหนทางเดียวที่แก้ไขสภาวะขาดดุลการคลังของฝรั่งเศสได้ [2]
ข้อเสนอตามแนวทางตูร์โกต์สร้างความขัดแย้งและความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลของกษัตริย์และชนชั้นอภิชนอย่างมาก ดังนั้นเมื่อรัฐบาลต้องการผ่านนโยบายด้านภาษีจึงได้รับการต่อต้านโดยคณะปาเลอมองต์ (Parlement) ซึ่งเป็นที่ประชุมของอภิชนโดยตลอด (สมาชิกคณะปาเลอมองต์ประกอบด้วยชนชั้นอภิชนที่สืบทอดกันตามสายเลือด และมีอิสระจากกษัตริย์ เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ของยุโรปที่ชนชั้นอภิชนท้องถิ่นต่อสู้คานอำนาจกับกษัตริย์และรัฐบาลส่วนกลางอยู่ตลอดเวลา) คณะอภิชนเหล่านี้มีทั้งส่วนกลางและระดับภูมิภาค มีอำนาจวินิจฉัยตัดสินคดีความต่างๆ และยังมีอำนาจรองรับนโยบายของรัฐบาลให้เป็นกฎหมายในที่ประชุมที่เรียกว่า “ลี เดอ ฌูสติส” (lit de justice) ซึ่งประกอบด้วยคณะปาเลอมองต์และมีกษัตริย์เป็นองค์ประธาน การขัดขวางของคณะปาเลอมองต์ ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์ไม่สามารถปฏิรูประบบภาษีได้ เสนาบดีกระทรวงการคลังคือ ชาร์ลส์ อเล็กซองด์ร์ เดอ กาลอน (Charles Alexandre de Calonne) จึงเสนอให้พระเจ้าลุยส์ที่ 16 เรียกประชุมสภาชนชั้นสูง (Assembly of Notables) โดยหวังว่าการสนับสนุนจากชนชั้นสูงซึ่งประกอบด้วยเชื้อพระวงศ์ พระสงฆ์และอภิชนที่กษัตริย์เป็นผู้เลือกมาเองจะเป็นแรงกดดันให้คณะปาเลอมองต์ยอมตามความต้องการของรัฐบาล แต่กลายเป็นว่าสมาชิกสภาชนชั้นสูงเองก็มีความหวาดกลัวการขยายฐานภาษีเช่นกัน การตกลงกันไม่ได้ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์ตัดสินใจปิดประชุมสภาชนชั้นสูงซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์และชนชั้นอภิชนบานปลายยิ่งขึ้นอีก คณะปาเลอมงต์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาครวมตัวกันดื้อแพ่งกับรัฐบาล มีการชุมนุมประท้วงและการจราจลในย่านชนชั้นสูงหลายแห่งในปารีส ท้ายที่สุดคณะปาเลอมงต์ยื่นข้อเสนอกับรัฐบาลของกษัตริย์ว่าทางออกเดียวของความขัดแย้งนี้คือการเรียกประชุมสภาฐานันดรทั่วไป (Estates-General) โดยไม่รู้เลยว่าการดึงฐานันดรที่ 3 คือชนชั้นกระฎุมพี ซึ่งเป็นชนชั้นกำเนิดใหม่ที่มาจากการสะสมทรัพย์สมบัติจากการทำอาชีพและประกอบกิจการอิสระจะเป็นการเปิดกล่องแพนโดร่านำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ระหว่าง “ชนชั้นอภิชนและกษัตริย์” และ “ฐานันดรที่ 3” ที่เราจะได้กลับมาเห็นความสามัคคีของชนชั้นนำจารีตประเพณี (กษัตริย์ อภิชน ศาสนจักร) อีกครั้ง
กล่าวโดยสรุปก็คือบริบทของฝรั่งเศสก่อนปี ค.ศ. 1789 เต็มไปด้วยความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำอย่างกว้างขวางทั่วอาณาจักร ความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำนี่เองนำไปสู่การดึงตัวละครใหม่อย่างฐานันดรที่ 3 เข้ามา เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้ว่าทำไมพวกอภิชนถึงต้องการดึงฐานันดรที่ 3 เข้ามาร่วมด้วย ก็คือพวกอภิชนมองว่าชนชั้นกระฎุมพีเป็นกลุ่มที่มีรายได้มากเช่นกันแต่ชนชั้นใหม่นี้ไม่ได้เป็นเจ้าที่ดินเช่นพวกตน การเก็บภาษีอิงขนาดดินจึงไม่แฟร์กับพวกอภิชนและพวกเขาต้องการให้พวกกระฎุมพีต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาจากการเรียกประชุมสภาฐานันดรทั่วไป ก็คือการท่ีชนชั้นกระฎุมพีเรียกร้องต้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง เหตุการณ์หลังจากนี้ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึง ผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากหนังสือเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสโดยทั่วไป และข้อความหลังจากนี้ของโตมรก็ไม่ได้ผิดจากข้อเท็จจริงนัก ยกเว้นแต่ข้อความในย่อหน้าสุดท้ายของบทที่ 4 ที่เขาเขียนโดยคลุมเครือราวกับว่าในสภาฐานันดรมีรุสโซ วอลแตร์ และปาสกาลอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่สามคนนี้ตายก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสตั้งไปนานแล้ว
ในบทที่ 5 โตมรพยายามเล่าการขึ้นสู่อำนาจของโรเบสปิแอร์ โดยกล่าวถึงการที่สภากงว็องซิญง (National Convention) ตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะ (Committee of Public Safety) ขึ้นมา แต่การเปรียบเทียบของเขาก็ผิดฝาผิดตัวเพราะความเข้าใจข้อเท็จจริงที่ผิด เขากล่าวว่า “…ที่จริงแล้ว ผู้ปกครองสาธารณรัฐฝรั่งเศสตอนนั้นคือสภาที่เรียกว่า National Convention ดังนั้นถ้าจะเปรียบกับบริษัท National Convention ก็เหมือนเป็นบอร์ดบริหาร ในขณะที่คณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวมเป็นเหมือนบอร์ดนโยบาย แต่บอร์ดนโยบายนี้กลับทำหน้าที่ควบคุมดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ตั้งแต่อำนาจทางการทหาร อำนาจตุลาการ อำนาจบริหาร รวมไปถึงอำนาจนิติบัญญัติ แถมยังทำงานคล้ายๆ ศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอีกต่างหาก คือสามารถตีความ เปลี่ยนแปลง และบังคับใช้คำสั่งต่างๆ ที่เกิดจาก National Convention ได้อีกด้วย…” สิ่งที่โตมรกล่าวว่าสาธารณรัฐฝรั่งเศสในขณะนั้นมีผู้ปกครอง (องค์อธิปัตย์) คือสภากงว็องซีญงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง น่าเสียดายที่การเปรียบเทียบของเขาผิดฝาผิดตัวทั้งหมด อันที่จริงสภากงว็องซีญงก็ไม่ได้ต่างจากรัฐสภาของประเทศต่างๆ ในปัจจุบัน ที่ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการด้านต่างๆ โดยเมื่อแรกตั้ง สภากงว็องซิญงมีคณะกรรมาธิการด้านต่างๆ 18 คณะ แต่เมื่อสาธารณรััฐฝรั่งเศสเริ่มเข้าสู่สภาวะสงครามกับกองกำลังต่อต้านการปฏิวัติฝรั่งเศสของประเทศต่างๆ กลไกการทำงานของรัฐสภาแบบปกติไม่สามารถตอบสนองอย่างทันท่วงทีต่อสถานการณ์ที่มีทั้งศึกภายในคือการลุกฮือของพวกนิยมกษัตริย์ และการก่อจราจลรายวันของฝูงชนที่สนับสนุนการปฏิวัติ และศึกภายนอกจากสงครามต่อต้านการปฏิวัติที่รายล้อมอยู่บริเวณชายแดน ยังไม่นับการลุกฮือต่อต้านอาณานิคมของชนพื้นเมืองในเฮติ (Haitian revolution) เรียกได้ว่าฝรั่งเศสขณะนั้นกำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ด้วยเหตุข้างต้นสภากงว็องซีญงจึงตัดสินใจว่าจะต้องมี “อภิคณะกรรมาธิการ” ขึ้นมาทำหน้าที่ตัดสินใจเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมาธิการต่างๆ เพื่อให้ท่วงทีต่อทั้งภารกิจปฏิวัติก่อร่างสาธารณรัฐและการทำสงครามต่อต้านการปฏิปักษ์ปฏิวัติ “อภิคณะกรรมาธิการ” นี้แรกมีชื่อว่า “คณะกรรมาธิการการป้องกันทั่วไป” (Committee of General Defense) ก่อตั้งในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1793 แต่สภากงว็องซีญงไม่ได้ให้อำนาจไว้มากพอ เมื่อมีการถกเถียงกันในสภาฯ คณะกรรมาธิการการป้องกันทั่วไปก็ไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ยุติลงได้ ในที่สุดสภากงว็องซีญงจึงตัดสินใจยุบคณะกรรมาธิการนี้ลง ต่อมากลุ่มนักการเมืองหัวรุนแรงที่นำโดยจอร์จ ดองตง (George Danton) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งศาลปฏิวัติ (Revolutionary Tribunal) เป็นผู้เสนอต่อสภาฯ ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอภิคณะกรรมาธิการคล้ายคณะกรรมาธิการการป้องกันทั่วไปแต่จะต้องมีอำนาจที่เบ็ดเสร็จมากพอเพื่อให้สามารถยุติข้อพิพาทได้ และต้องมีการประชุมลับไม่ใช่การประชุมสาธารณะแบบคณะกรรมาธิการการป้องกันทั่วไป ในที่สุดสภากงว็องซีญงจึงก่อตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะขึ้นแล้วให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการยุติข้อพิพาทระหว่างคณะกรรมาธิการต่างๆ ของสภา [3] นี่คือบริบทของการเกิดขึ้นของคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะที่จะค่อยๆ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากขึ้นตามสถานการณ์สงครามนอก-ในที่รุนแรงขึ้นไปด้วย ดังนั้นคณะกรรมาธิการฯ จึงหาใช่เป็น “บอร์ดนโยบาย” ของบริษัทที่เข้ามาครอบงำการทำงานของ “บอร์ดบริหาร” อย่างที่โตมรเปรียบเทียบอย่างไม่ แต่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งสาธารณภัยถูกออกแบบมาโดยสภาฯ แต่แรกให้เป็นองค์อำนาจสูงสุดชั่วคราวในสภาวะพิเศษที่รัฐบาลปฏิวัติต้องเผชิญหน้ากับสงครามรอบด้าน ถึงกระนั้นสภากงว็องซีญงก็ยังคงมีอำนาจแห่งองค์อธิปัตย์เช่นเดิมทุกประการ (และโดยทฤษฎีก็ควบคุมคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะอยู่อีกที) สภาฯ ยังคงมีอำนาจสมบูรณ์ในเรื่องนิติบัญญัติ และการบริหาร (การเสนอรายชื่อรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ) คณะกรรมาธิการต่างๆ ก็ยังทำงานควบคู่ไปด้วยกัน เช่นกิจการตำรวจก็อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งสาธารณภัย (Committee of Public Security)
กล่าวโดยสรุปก็คืออำนาจเบ็ดเส็ดเด็ดขาดของคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความจำเป็นจากบริบทของสงครามนอก-ในประเทศ ควบคู่ไปกับความพยายามบรรลุภารกิจหลักคือการก่อสร้างสาธารณรัฐ ได้แก่การบังคับใช้นโยบายของรัฐบาลปฏิวัติไปทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งการถอดรื้อโครงสร้าง ค่านิยม และกลไกของระบอบเก่าลง เป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลปฏิวัติจะสามารถบรรลุภารกิจเหล่านี้โดยไม่ใช่อำนาจเผด็จการ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ในปี พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรก็ต้องใช้อำนาจเผด็จการชั่วคราวเพื่อต่อสู้กับขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติและก่อร่างระบอบใหม่ที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ (อำนาจเผด็จการ + การคุกคามของภัยนอก-ใน) ก็เป็นดังที่เราเห็นได้จากในประวัติศาสตร์หลายประเทศ ทั้งการปฏิวัติฝรั่งเศสเอง จนไปถึงการปฏิวัติสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต กัมพูชา และจีนว่ามักนำไปสู่ความรุนแรงในสังคมวงกว้าง
และในบทที่ 5 นี่เองที่โตมรเผยให้เห็นสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาดสำคัญของชุดบทความนี้ นั่นคือการนำเอาตัวโรเบสปิแอร์มา “เท่ากับ” ยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (The Terror) เขากล่าวว่า “…นักประวัติศาสตร์หลายคนเห็นว่า กฎหมายนี้คือกฎหมายที่เป็นจุดเริ่มต้นของ The Terror หรือยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว ทำให้เกิดการ ‘ฆ่า’ มากมายนับไม่ถ้วน บางกระแสบอกว่ามีคนถูกสังหารไปหลายพันคน บางกระแสก็บอกว่าอาจมากถึงห้าหมื่นคนด้วยซ้ำ การฆ่าเพื่อกำจัด ‘ศัตรูของชาติ’ เหล่านี้ ล้วนเกิดจากความบ้าเลือดและความ ‘กลัว’ ของโรเบสปิแอร์เอง…” ผมเองไม่ทราบว่าโตมรได้ย้อนเวลาไปถามโรเบสปิแอร์หรืออย่างไร จึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมดเป็นเพราะความบ้าเลือดและความกลัวล้วนๆ แต่ข้อความท่อนนี้คือการให้ความสำคัญอย่างล้นเกินต่อตัวโรเบสปิแอร์โดยไม่สนใจบริบทเชิงโครงสร้างของยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าสถานการณ์ในขณะนั้นมีการสังหารหมู่และการฆ่าล้างแค้นกันเองของประชาชนในระดับรายวัน เป็นเรื่องปกติที่จะได้เห็นข่าวฝูงชนบุกไปสังหารหมู่นักโทษในคุกหรือครอบครัวเจ้าที่ดิน หรือการใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และชี เช่นการบังคับให้คนทั้งสองกลุ่มต้องร่วมเพศกันก่อนจะจับมัดเป็นคู่และถ่วงน้ำจนตาย ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นในวงกว้าง เป็นการใช้ระบบศาลเตี้ยที่ไม่มีการไต่สวนคดีความใดๆ ความรุนแรงหลายครั้งเกิดจากเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง แต่ฝูงชนกลับเชื่อเพราะความหวาดระแวง นักประวัติศาสตร์ปฏิวัติฝรั่งเศสคนสำคัญคือ George Lefebvre ได้เรียกสภาวะทางจิตวิทยาของการปฏิวัติฝรั่งเศสขณะนั้นว่า “ความหวาดกลัวครั้งใหญ่” (The Great Fear) เพราะฝูงชนเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดว่าพวกชนชั้นอภิชนกำลังวางแผนลับๆ ที่จะต่อสู้โค่นล้มการปฏิวัติอยู่ตลอดเวลา [4]
ในสถานการณ์ข้างต้นนี้เองที่บีบให้รัฐบาลปฏิวัติต้องพยายามสร้างระบบที่จะควบคุมระดับความรุนแรงของฝูงชน ด้วยการสังหารผู้คนในนามของรัฐ ผ่านการไต่สวนด้วยระบบยุติธรรม และในท้ายที่สุดคือการประหารด้วยกิโยตินโดยไม่มีการทรมานร่างกายหรือจิตใจดังเช่นที่ประชาชนทำกันเองรายวันหรือในระบอบเก่าที่มองว่าการประหารชีวิตเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง และรัฐบาลปฏิวัติก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อการสังหารกันเองของฝูงชน เพราะตำรวจก็ยังจับกุมผู้ก่อเหตุนอกกฎหมายเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (สำหรับผู้อ่านที่สนใจรายละเอียด สามารถอ่านหนังสือเรื่อง The Crowd in the French Revolution ของ George Rudé ได้ เขาเป็นนักประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสคนสำคัญในสำนักประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง (History From Below) ในงานชิ้นนี้เขาศึกษาบันทึกการสอบสวนและจำกุมของตำรวจในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส) [5]
การอธิบายถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐเช่นนี้ของผู้เขียนไม่ได้ต้องการจะปกป้องการสังหารประชาชนจำนวนหลายหมื่นในช่วงยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวแต่อย่างใด แต่ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงบริบทของสถานการณ์ที่มากไปกว่า “ความบ้าเลือดและความหวาดกลัว” ของโรเบสปิแอร์ เพราะนอกจากบริบทข้างต้นแล้ว เราต้องไม่ลืมว่าการบังคับใช้อำนาจรัฐในการสังหารประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นจากการนำของโรเบสปิแอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงนักปฏิวัติคนอื่นๆ อีกด้วย แม้กระทั่งพวกที่โค่นล้มโรเบสปิแอร์ในการรัฐประหารเดือนแตร์มิดอร์ (Thermidorian Reaction) ก็มีสมาชิกของกลุ่มดองตงนิสต์ (Dantonist) ซึ่งอยู่เบื้องหลังความรุนแรงนอกกฎหมายในปารีสหลายครั้ง เช่นการสังหารหมู่เดือนกันยายน (September massacre) ที่ฝูงชนจัดตั้งพากันบุกไปฆ่านักโทษในคุกเพราะมีการปล่อยข่าวลือว่ากองทัพปฏิปักษ์ปฏิวัติจะใช้พวกนักโทษที่เป็นอดีตอภิชนมาเป็นกองหนุน
จะว่าไปแล้วความผิดพลาดของการพูดถึงความรุนแรงในยุคสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวที่เอาไปผูกโยงกับตัวบุคคลของโรเบสปิแอร์ก็คล้ายกับการที่คนโยนให้เหมา เจ๋อตงเป็นผู้รับผิดชอบความรุนแรงที่เกิดจากขบวนการต่อต้านฝ่ายขวา (anti-rightist campaign) ในช่วงต้นของการปฏิวัติสังคมนิยมจีน ทั้งๆ ที่สมาชิกนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายคน รวมทั้งเติ้ง เสี่ยวผิงก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกวาดล้างประชาชนเช่นกัน
ต่อมาโตมรยังได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องลัทธิสรรพสิ่งสูงสุด (Cult of Supreme Being) ที่โรเบสปิแอร์นำมาเผยแพร่ในช่วงท้ายของชีวิตเขา โตมรกล่าวว่า “…โรเบสปิแอร์ผลักดันเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง เช่น ผลักดันหลักความเชื่อของรัฐให้กลับไปหาหลักการคล้ายๆ ศาสนา เป็นการรวมเอาสาธารณรัฐเข้ากับระบบศีลธรรมและศาสนา เรียกว่า Cult of Supreme Being ซึ่งจะมาแทนที่ Cult of Reason ที่เคยเป็นหลักการในการใช้เหตุผลแทนการใช้ศรัทธาแบบคริสต์…” ข้อความท่อนนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าผิดเสียทีเดียว แต่เป็นการอธิบายโดยขาดความเข้าใจบริบทความคิดเรื่องศาสนาของโรเบสปิแอร์ ก่อนอื่นเราควรรู้ว่าโรเบสปิแอร์เป็นสมาชิกกลุ่มฟรีเมสัน (Freemason) ซึ่งเป็นสมาคมภราดรภาพ (brotherhood club) ที่ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นกระฎุมพี แม้แต่ผู้นำการปฏิวัติอเมริกันหลายคนก็เป็นสมาชิกฟรีเมสันเช่นกัน ความเชื่อพื้นฐานของสมาชิกฟรีเมสันคือการเชื่อใน “ผู้สร้าง” ที่อยู่เบื้องหลังกลไกและความเป็นไปของธรรมชาติ และผู้สร้างในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าในแบบอับบราฮัม (คือพระเจ้าของคริสต์ ยิว และอิสลาม) เท่านั้น ชาวฟรีเมสันเรียก “ผู้สร้าง” นี้ว่า “สรรพสิ่งสูงสุด” (The Supreme Being) การเผยแพร่ลัทธิสรรพสิ่งสูงสุดของโรเบสปิแอร์ จึงเป็นการรีแบรนด์พระเจ้าที่มีลักษณะนิ่งตายตัว (monolithic) แบบคาธอลิคซึ่งเคยเป็นศาสนาประจำชาติของฝรั่งเศสและยังมีอิทธิพลต่อค่านิยมในชีวิตประจำวันของชาวฝรั่งเศสอยู่ (แม้กระทั่งทุกวันนี้วันหยุดราชการของฝรั่งเศสส่วนใหญ่คือวันหยุดทางศาสนาแบบคาธอลิค) มาเป็นพระเจ้าที่มีลักษณะเปิดกว้างต่ออุดมการณ์และความคิดที่หลากหลายมากขึ้น (ต้องไม่ลืมว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นยังมีความศรัทธาในศาสนามาก) และในขณะเดียวกันก็สอดแทรกหลักการสาธารณรัฐนิยมที่อิงค่านิยมของรุสโซในเรื่อง “Virtue” ตามการตีความของโรเบสปิแอร์ลงไปด้วย (ผู้เขียนไม่สามารถหาคำแปลที่ตรงกับแนวคิดของรุสโซและโรเบสปิแอร์ได้ เพราะภาษาไทยมีกลิ่นอายของศาสนาพุทธมาก จึงขอใช้ภาษาอังกฤษดังนี้) นั่นคือการศรัทธาในหลักการของสาธารณรัฐ (เสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ) ดังนั้น ลัทธิสรรพสิ่งสูงสุดจึงไม่ใช่การเอา “ระบบศีลธรรมและศาสนา” มาผสมกับสาธารณรัฐดังที่โตมรกล่าว แต่เป็นการเอาหลักคุณค่าความเป็นพลเมืองที่ดีของสาธารณรัฐ (Civic Virtue) เข้าไปแทนระบบศีลธรรมแบบศาสนาของคริสต์ โดยไม่ได้ตัดการมีอยู่ของพระเจ้าออกไป และพระเจ้าหรือสรรพสิ่งสูงสุดในที่นี้ไม่ได้มีบทบาทลงโทษตัดสินควบคุมความเป็นไปของสาธารณรัฐในแบบพระเจ้าของคาธอลิคแต่อย่างใด
แล้วก็มาถึงย่อหน้าสุดท้ายของบทที่ 5 ซึ่งโตมรกล่าวถึงการรัฐประหารเดือนแตร์มิดอร์ไว้ว่า “…ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นจากสุนทรพจน์ของโรเบสปิแอร์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 1794 ซึ่งเขาพยายามป้องกันตัวเองจากข่าวลือและการโจมตีต่างๆ แต่คำพูดของเขากลับไปโจมตีคนอื่นๆ หลายคน สมาชิกของสภาฯ จึงอภิปรายโจมตีโรเบสปิแอร์อย่างรุนแรง หลายคนคิดว่า โรเบสปิแอร์กำลังวางแผนจะกำจัดฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่เคยกำจัดผู้นำของกลุ่ม Ultras และ Citras มาแล้ว และใครก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘ศัตรูของชาติ’ (หรือที่จริงก็คือศัตรูของโรเบสปิแอร์) ได้ทั้งนั้น สุดท้ายจึงมีการลงมติให้จับโรเบสปิแอร์และพวก…” ข้อความตรงนี้ไม่ผิดจากข้อเท็จจริงอะไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงการรัฐประหารเดือนแตร์มิดอร์แล้วโตมรไม่ได้เล่าก็คือคณะรัฐประหารได้ทำสิ่งที่แตกต่างจากโรเบสปิแอร์และคณะกรรมาธิการความปลอดภัยแห่งสาธารณะทำ นั่นคือพวกเขาลงมติประหารชีวิตโรเบสปิแอร์และพวกโดยไม่มีการไต่สวนสาธารณะตามกระบวนการยุติธรรมในสมัยปฏิวัติ
แม้ว่านี่จะเป็นจุดจบของผู้แทนราษฎรจากอาร์ราส์ (Arras) แต่มรดกทางความคิดของเขายังคงตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นเจ้าของคำขวัญสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน (“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ”) และแม้เขาจะเสียชีวิตไปเป็นเวลาสองร้อยกว่าปีแล้ว แต่ “ปีศาจ” ของโรเบสปิแอร์ยังคงหลอกหลอนอยู่ในความทรงจำของคนฝรั่งเศส ชีวิตของเขายังเป็นประเด็นถกเถียงที่ละเอียดอ่อน ในปัจจุบัน เราสามารถหาอนุสรณ์ถึงโรเบสปิแอร์ได้ตามเขตชานเมืองที่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายเข้มแข็งเท่านั้น เช่นในสวนสาธารณะเล็กๆ ย่านแซงต์-เดอนีส์ (Saint Denis) หรือสถานีรถเมโทรสาย 9 สถานีสุดท้ายที่ชื่อ Robespierre ที่ตั้งอยู่บน Rue Robespierre ในเมือง Montreuil ปริมณฑลของปารีสที่มีนายกเทศมนตรีเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส (PCF) หลายสมัย
สำหรับผู้เขียน สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ นอกจากจะต้องมีข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องพยายามทำให้ผู้อ่านเห็นประเด็นความซับซ้อนของบริบทที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น โดยไม่เพียงแต่เล่าความเป็นไปของประวัติศาสตร์ราวกับว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น “ผู้กระทำทางประวัติศาสตร์” และที่สำคัญที่สุด เราไม่เอาประวัติศาสตร์ในอดีตที่มีบริบทแตกต่างกันมารับใช้สถานการณ์ปัจจุบัน แน่นอนว่าทุกสิ่งที่กล่าวมา บทความชุดโรเบสปิแอร์ของโตมร สุขปรีชาสอบตกทั้งสิ้น
เอกสารอ้างอิงที่ควรอ่านเพิ่มเติม
[1] G. Rudé. (1967). The Crowds in the French Revolution. 1st Edition. Oxford University Press. (อ่าน Part II บท “The Revolutionary Crowd in Action III: Prelude to Revolution”)
[2] TJ. Sargent and FR. Velde. (1995). Macroeconomic Features of the French Revolution. Journal of Political Economy. Vol. 103, No. 3, pp. 474-518.
[3] J. Castelnau (1941). La Comité de Salut Public. 1st Edition. Librairie Hachette. (อ่านบท On Demande Un Gouvernement, Comité Danton, และ Comité Robespierre).
[4] G. Lefebvre. (2005). The Coming of the French Revolution. Revised Edition. Princeton University Press.
[5] อ้างแล้วใน [1]