ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน

ผู้เขียนได้อ่านข่าวการแถลงนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ และพบว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจว่าเขาจะไม่รับเงินเดือนถ้าหากมีตำแหน่งทางการเมือง เพราะเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน (ดู https://www.matichon.co.th/politics/news_1275599) อันที่จริงความเห็นในลักษณะเดียวกันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้ โดนัลด์ ทรัมป์ก็เคยประกาศว่าเขาจะรับค่าตอบแทนตามตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากจำนวนเต็ม 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ดู https://www.cbsnews.com/news/did-donald-trump-say-hed-refuse-to-take-a-salary-as-president/) หรือถ้าพูดถึงกรณีที่เก่ากว่านั้น จอร์จ วอชิงตัน หนึ่งในบิดาสถาปนาและประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกาก็ประกาศในคำแถลงแรกรับตำแหน่งว่าเขาไม่ต้องการรับเงินตอบแทนใดๆ

From this resolution I have in no instance departed. And being still under the impressions which produced it, I must decline as inapplicable to myself, any share in the personal emoluments, which may be indispensably included in a permanent provision for the Executive Department; and must accordingly pray that the pecuniary estimates for the Station in which I am placed, may, during my continuance in it, be limited to such actual expenditures as the public good may be thought to require. (ดู https://www.archives.gov/exhibits/american_originals/inaugtxt.html)

เมื่อผู้อ่านได้พิจารณาก็คงจะเห็นว่าบุคคลทั้งสามคนที่ผู้เขียนได้เอ่ยชื่อมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่เรียกได้ว่า รวยและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งรายได้อื่นนอกไปจากที่ตนมีติดตัวมาก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามองในแง่บวก อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นการแสดงถึงอุดมคติหรือคุณธรรมของนักการเมืองที่ตั้งใจอาสาเข้ามารับใช้ชาติโดยไม่สนใจถึงค่าตอบแทน แต่คำถามก็คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่ใครๆ ก็จับต้องได้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือเป็นคุณธรรมที่เป็น อภิสิทธิ์ของ คนรวยให้พวกเขาได้แสดงถึงความสูงส่งทางคุณธรรม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือโดยจิตใต้สำนึก) เหนือกว่าตาสีตาสาเท่านั้น?

หนึ่งในเจตนารมย์ของการให้ค่าตอบแทนกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็คือการเปิดโอกาส (ในทางทฤษฎี) ให้คนทุกระดับชั้นสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เพราะผู้ที่มีฐานะทางการเงินน้อยก็สามารถพึ่งพาค่าตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องอิงอาศัยรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ การไม่มีค่าตอบแทนให้กับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เสมือนกับการทำให้ตำแหน่งทางการเมืองนั้นไม่แตกต่างไปจากงานอดิเรกของผู้มีอันจะกิน หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถแยกแยะกิจกรรมทางการเมือง (ที่เป็นงานอาสาสมัคร) กับกิจการส่วนบุคคล (ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้) และนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน แม้ว่าการให้ค่าตอบแทนกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อน แต่อันตรายของการไม่มีค่าตอบแทนนั้นอาจจะมากเสียยิ่งกว่า

เจตนารมย์อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าควรจะกล่าวถึง ก็คือการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับค่าตอบแทนจากภาษีของประชาชนนั้น เป็นการผูกมัดว่ากิจการทางการเมืองที่เขาหรือเธอกระทำไปล้วนมีเป้าหมายเพื่อรับใช้สาธารณประโยชน์ ถ้าหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ยอมรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน แต่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยในกงสี หรือแม้แต่ทรัพย์สมบัติส่วนตนก็ตาม สาธารณชนยอมไม่สามารถหาอะไรมายึดโยงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นได้ ย่อมกลายเป็นว่าเขาเป็นนายของตัวเองและกำลังทำงานสนองประโยชน์ของตัวเอง (ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน อาจจะเป็นเพื่อสนองคุณธรรมส่วนตัวอย่างเช่น การรู้สึกว่าตนได้รับใช้ชาติก็ได้) แทนที่จะเป็นลูกจ้างของประชาชนที่ทำงานเพื่อสนองประโยชน์ของสาธารณชน

สำหรับผู้เขียน เหตุผลเพียงสองประการนี้ย่อมเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่รับค่าตอบแทนจากภาษีของประชาชน แต่ยังมีเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสำคัญยิ่ง นั่นคือผู้เขียนเห็นว่าการปฏิเสธไม่รับค่าตอบแทนในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางคุณธรรมที่ไม่ดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ หรือแม้แต่ผู้ที่จะรับตำแหน่งทางการเมืองนั้นต่อ แม้ในเบื้องต้น การปฏิเสธค่าตอบแทนนี้อาจแสดงให้เห็นถึงอุดมคติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้นั้นมุ่งหวังรับใช้สาธารณชนโดยไม่แยแสต่อค่าตอบแทนใดๆ ก็ตาม แต่ดังที่ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในย่อหน้าแรกว่า บรรทัดฐานทางคุณธรรมนี้เป็น อภิสิทธิ์ของคนรวย เพราะมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่สามารถแสดงคุณธรรมนี้ได้โดยไม่กระทบต่อฐานะความเป็นอยู่ การสร้างบรรทัดฐานทางคุณธรรมที่อิงอยู่กับอภิสิทธิ์เช่นนี้ย่อมสร้างความกดดันให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้อื่นที่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินเช่นเดียนกัน สาธารณชนอาจเกิดความคาดหวังว่าจะเห็นนักการเมืองคนอื่นๆ ปฏิบัติตามแบบอย่าง จนกลายเป็นการบังคับทางอ้อม และนี่ย่อมนำไปสู่ปัญหาดังที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้า ความกังวลที่ข้อยกเว้นอาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานเชิงบังคับให้กับผู้รับตำแหน่งในภายหลังเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สภาคองเกรสโน้มน้าวให้จอร์จ วอชิงตันต้องยอมรับค่าตอบแทนตำแหน่งประธานาธิบดี

ในระบอบการปกครองของไทย ที่สิทธิทางการเมืองส่วนใหญ่ได้มาอย่างง่ายได้โดยไม่มีการต่อสู้อย่างแท้จริง (และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงยังต้องต่อสู้เรียกร้องหรือแม้แต่ปกป้องสิทธิพื้นฐานหลายอย่างที่เราได้รับมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.. 2475) บุคคลจำนวนหนึ่งจึงอาจจะไม่รู้ว่า การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับค่าตอบแทนจากภาษีประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่หลายคนต้องแลกมาด้วยชีวิต หนึ่งในข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานปฏิญญาประชาชน (People’s Charter) ปี ค.. 1838 (ดู https://www.bl.uk/collection-items/people-charter) คือการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องได้รับค่าตอบแทน เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกชนชั้นสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของชาติได้โดยไม่กระทบชีวิตส่วนบุคคล การใช้อภิสิทธิ์ของอุปัทวเหตุแห่งการเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่จะทำลายสิ่งที่ขบวนการแรงงานในอดีตต่อสู้มาด้วยชีวิตนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ (แต่เราจะคาดหวังอะไรกับบุคคลที่เรียกตัวเองเป็นฝ่ายซ้ายแต่ทำลายสหภาพแรงงานล่ะหรือ?)

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผู้เขียนอยากเรียกร้องให้ผู้อ่านทั้งหลายเห็นว่าการรับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่ อภิสิทธิ์ของนักการเมืองรวย แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างพวกเราต่อสู้จนได้มา เพื่อเป็นหลักประกันว่าเราจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องรออัศวินขี่ม้าขาวที่ไหนมาฉุดช่วยพวกเราจากความทุกข์เข็ญ นักการเมืองมีหน้าที่ต้องรับค่าตอบแทนจากเงินภาษีของประชาชน!

Unknown's avatar

Author: Atitheb Chaiyasitdhi

I’m a biologist who admires the beauty of physics.

2 thoughts on “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “หน้าที่” รับค่าตอบแทนที่มาจากภาษีของประชาชน”

  1. อันนี้ไม่เกี่ยวโดยตรงกับกระทู้ แต่ยกตัวอย่างกรณี Francois Ruffin ที่เลือกรับเงินเดือน สส. เฉพาะในอัตราค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น ส่วนต่างที่เหลือเขาเอาไปบริจาคให้สมาคม/มูลนิธิต่างๆ และเก็บส่วนหนึ่งไว้จ่ายภาษี

    ว่ากันในทางยุทธวิธีทางการเมือง วิธีของ Ruffin อาจจะเวิร์คกว่า ในแง่ที่ว่าเขากำลังต่อต้านเรื่องเงินเดือนสส. ที่สูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำของคนจนๆ จำนวนมาก (5,800 ยูโร เทียบกับ 1,100 ยูโร)

    อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ว่าล่มหัวจมท้ายกับคนยากคนจน โดยการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไป ไม่ฟุ้งเฟ้อแบบพวก สส. คนอื่นๆ ที่ทำตัวราวกับเป็นคนละชนชั้นกับประชาชนที่เลือกตนมา

    แต่ในความเป็นจริงแล้ว Ruffin เองก็มีรายได้จากแหล่งอื่นอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนัง Merci Patron ! ที่เขากำกับซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นอกจากนี้ เขาก็กันเงินส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับจ่ายภาษีต่างหากจากที่ใช้จริง 1,100 ยูโรด้วย ที่สำคัญถึงตอนนี้เขาชักจะเปลี่ยนใจแล้ว เพราะค่าแรงขั้นต่ำมันน้อยเกินไป คราวหน้าจะรับเงินเดือนเท่าเงินเดือนเฉลี่ยคนฝรั่งเศสดีกว่า (ประมาณ 2,200 ยูโร)!

    https://www.marianne.net/politique/un-apres-francois-ruffin-se-paye-toujours-au-smic-la-prochaine-fois-je-m-accorderai-une

    Like

  2. ที่คุณคอมเมนท์มาความจริงตรงกับประเด็นของกระทู้อยู่เหมือนกัน เดิมผมคิดว่าจะเขียนอยู่เหมือนกันว่าสุดท้ายประธานาธิบดีอเมริกันที่เป็นคนรวยหาทางออกอย่างไร หลายคนก็ตัดสินใจทำตามอย่างจอร์จ วอชิงตัน นั่นคือรับเงินเดือนแล้วเอาไปบริจาคให้การกุศล JFK เองบริจาคเงินเดือนตัวเองทั้งหมดตั้งแต่เป็นผู้แทนจนถึงเป็นประธานาธิบดี

    การทำเช่นนี้ดีตรงที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อรับเงินเดือนมาแล้ว จะใช้อย่างไรก็เป็นไปตามแต่จุดประสงค์ส่วนตัว การกระทำแบบ Francois Ruffin ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจ

    Like

Leave a comment