ไม่ใช่เมลองชง ไม่ใช่มาครง แต่เป็นซาโกซี: นโยบายเสรีนิยมฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อปี 2017 ได้สร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองใหม่ให้ประเทศ เพราะมันเป็นการต่อสู้ของประชานิยมโดยประชานิยมฝ่ายซ้ายซึ่งนำโดยฌอง ลุค เมลองชง (Jean-Luc Mélenchon) แห่งกลุ่มฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน (France insoumise) ที่ได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มโพเดมอส (Podemos) ในสเปน ประชานิยมฝ่ายขวาที่นำโดยมารีน เลอเปน (Marine Le Pen) แห่งพรรค Front national แต่ที่เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจสุดคือการที่ผู้สมัครอายุ 40 ปีอย่าง มาครง (Macron) แห่ง République En Marche อดีตรัฐมนตรีการคลังสมัยรัฐบาลออลลองด์ (Francois Hollande) ที่เสนอประชานิยมแบบไม่ซ้ายไม่ขวาเอาทุกนโยบาย กลับเป็นฝ่ายได้ชัยชนะเป็นประธานาธิบดีอายุน้อยสุดในท่ามกลางวิกฤติการเมืองฝรั่งเศสที่การแบ่งแยกฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาเริ่มถึงทางตัน

ขณะที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายทุน อาจารย์ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (Free Future Party) โดยชูนโยบายอนาคตเรากำหนดเอง (The future we want) เพื่อหวังเป็นตัวแทนทางเลือกที่สามสำหรับคนเลือกตั้งที่เบื่อพรรคการเมืองเก่าและความขัดแย้งเหลืองแดง ทางด้านรองหัวหน้าพรรคที่ชื่นชมเมลองชงและได้รับแรงบันดาลใจจากโพเดมอสเองก็ได้สร้างแนวนโยบายพรรคแบบประชานิยม บางคนคนวิเคราะห์ว่าพรรคนี้อาจจะมีอุดมการณ์ประชานิยมฝ่ายซ้าย หรือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งได้วิเคราะห์ในเฟซบุคว่าพรรคมีแนวทางแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยอันเป็นรากฐานของรัฐสวัสดิการสแกนดิเนเวีย

อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์เก่าของหัวหน้าพรรคที่เคยเป็นนายทุนผู้เลย์ออฟคนงานของตนเองและทำลายสหภาพเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด ถึงแม้ภายลังจะมีการนำอดีตลูกจ้างของบริษัทมาให้สัมภาษณ์หรือ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพยายามพูดสนับสนุนหัวหน้าพรรคตนเองชุบตัวย้อมใหม่ว่าสนับสนุนกรรมกรและสหภาพก็ตาม ก็เป็นการยากที่จะโน้มน้าวผู้เลือกตั้งฝ่ายซ้ายให้เชื่อได้ว่าถ้าพรรคอนาคตใหม่ได้เป็นรัฐบาลจริงจะดำเนินนโยบายฝ่ายซ้ายเพื่อผลประโยชน์คนงานมากกว่านายทุน

ถึงแม้ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคหลายคนที่มีภาพลักษณ์ตัวแทนเป็นคนกลุ่มชายขอบ และเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการของไทย หรืออาจารย์ที่เรียกร้องต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อรัฐสวัสดิการไทยโดยชูภาพฝ่ายซ้ายและต่อต้านนโยบายเสรีนิยมใหม่ก็ตาม ก็ไม่อาจคลายความสงสัยได้ว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคอนาคตใหม่จะเป็นฝ่ายซ้ายแบบฝรั่งเศสจริงๆหรือ? เมื่อการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคเป็นในแนวทางสนับสนุนกลไกตลาดเสรี และสนับสนุนทุนและผู้ประกอบการตลอดเวลา

และเมื่อรองหัวหน้าพรรคได้แปลบทความของมูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ก่อตั้งกรามีนแบงค์ (Grameen Bank) ธนาคารคนจนในบังกลาเทศเมื่อปี 1976 ยิ่งสะท้อนให้เห็นความนิยมนโยบายเศรษฐกิจฝ่ายขวาของพรรคนี้ซึ่งแตกต่างจากสังคมนิยม

มูฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์บังกลาเทศเจ้าของรางวัลโนเบลปี 2006 จากการสร้างธนาคารคนจนที่ให้สินเชื่อขนาดย่อมแก่คนจนเพื่อประกอบธุรกิจ เพราะเชื่อว่าคนจนที่ยากจนซ้ำซ้อนไม่สามารถหลุดพ้นวงจรความยากจนได้เพราะเขาเข้าไม่ถึงแหล่งทุน ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้มั่นคงเท่านั้น ยูนุสจึงได้ทดลองให้เงินกู้แก่หญิงชาวบ้านที่ถูกสามีซ้อมเพื่อให้เธอได้มีเงินทุนตั้งตัวทำธุรกิจเองและเป็นอิสระไม่ต้องพึ่งพาสามีอีกต่อไป ด้วยเงินเพียง 27 ดอลลาร์หญิงสาวสามารถไปซื้อวัวและตั้งตัวเป็นเจ้าของกิจการพ้นจากความยากจน เคสตัวอย่างดรามาที่เลือกมาสามารถเรียกน้ำตาจากแหล่งทุนจากประเทศที่เจริญแล้วให้เชื่อว่ามาตรการลดความยากจนไม่จำเป็นต้องพึ่งนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลอีกต่อไป แต่เป็นภาคเอกชน กลไกตลาด เงินกู้ ที่เป็นหนทางขจัดความยากจนที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าธนาคารโลกย่อมเห็นดีเห็นงามด้วย

และเมื่อนิยามนีโอลิเบอรัลในแง่กระบวนการสร้างสถาบันที่ทำให้เชื่อว่ากลไกตลาดเสรีเป็นกลไกเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าธนาคารการมีนอันเป็นต้นแบบของ Social Enterprise มีแนวทางที่สนับสนุนเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ประการแรก เพราะเป็นการสนับสนุนกลไกตลาดเสรีของสถาบันการเงิน ประการสอง สนับสนุนปัจเจกชนในการประกอบธุรกิจเอง (entrepreneurship) ประการสาม ลดคุณค่าของระบบประกันสังคม และระบบสังคมสงเคราะห์จากภาครัฐ ประการสี่ ไม่สนใจในเรื่องการเก็บภาษีเพื่อนำมากระจายความร่ำรวยอย่างเป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากแนวทางรัฐสวัสดิการสังคมนิยมที่เพิ่มอำนาจให้กับลูกจ้าง สร้างความมั่นคงปลอดภัยทางการเงินและความเสี่ยงอื่นๆของลูกจ้าง เก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และภาษีบริษัทองค์กรใหญ่เพื่อนำมากระจายความมั่งคั่งให้คนอื่นในสังคม และรัฐพร้อมจะแทรกแซงกลไกตลาดตลอดเวลาเพื่อความเป็นธรรมในสังคม

นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าสินเชื่อคนจนเป็นปัจจัยหลักในการลดความยากจนจริงหรือ? ในเมื่อธนาคารกรามีนได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากองค์กรระหว่างประเทศแล้วนำไปปล่อยกู้กับคนจนด้วยดอกเบี้ยอัตราสูงและเก็บกำไรส่วนต่างไว้ ในปี2010 ธนาคารกรามีนถูกตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสการเงิน และการหลีกเลี่ยงภาษี ตัวยูนุสเองก็ถูกฟ้องและปลดออกจากผู้บริหารธนาคาร ซึ่งเจ้าตัวมองว่าเป็นการเล่นการเมืองของรัฐบาลบังกลาเทศที่ต้องการลดอำนาจของตนลง ในขณะที่อัตราความยากจนในบังกลาเทศลดลงจาก 82% ในปี 1972 มาเป็น 18.5% ในปี 2010 ซึ่งไม่ได้น้อยลงกว่าประเทศอื่นที่ไม่มีสินเชื่อคนจน ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนบังกลาเทศก็อยู่อันดับ 140 ซึ่งต่ำกว่าพม่าอีก งานศึกษาเศรษฐศาสตร์เชิงประจักษ์บางชิ้นได้รายงานว่า ผลกระทบต่อสินเชื่อคนจนต่อการลดความยากจนไม่มีผลโดยสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังสร้างกับดักหนี้ให้คนจนเหล่านี้อย่างไม่สิ้นสุด เงินกู้ที่ให้กับคนจนถึงแม้จะช่วยบรรเทาความยกลำบากในระยะสั้นแต่ในระยะยาวท้ายสุดก็ไม่สามารถช่วยยกระดับให้พวกเขาเหล่านั้นเลื่อนชนชั้นขึ้นมาได้

สำหรับประเทศไทยนโยบายสินเชื่อคนจนได้สร้างแรงบันดาลใจให้รัฐบาลไทยรักไทยในการต่อยอดเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้านตั้งแต่ปี2003 โดยเก็บภาษีเพียง 5-6% น้อยกว่าที่กรามีนแบงค์เคยเก็บ และปัจจุบันสินเชื่อเพื่อคนจนกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่ปรากฏในธนาคารพาณิชย์ทุกยี่ห้อในไทย

ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ความหวังการเมืองใหม่ กลับเสนอนโยบายแบบเสรีนิยมเศรษฐกิจฝ่ายขวาไม่ต่างจากพรรคการเมืองเก่าแบบไทยรักไทย ฤาพรรคอนาคตใหม่จะไม่ใช่ประชานิยมฝ่ายซ้ายแบบเมลองชง ไม่ใช่ประชานิยมเกาเหลาแบบมาครง แต่เป็นพรรคฝ่ายขวาแบบซาร์โกซี?

* หมายเหตุ: ผู้เขียนไม่ประสงค์จะออกนาม

Leave a comment